วิธีง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ (17): สันติสุขของพระคริสต์ ลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการพระเจ้า
ลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการพระเจ้า จาก คส.3:1-17
การสรรเสริญนมัสการสามารถพัฒนา ต้องพัฒนาควบคู่การเติบโตฝ่ายวิญญาณ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า นักนมัสการคือผู้สำแดงพระสิริหรือเป็นตัวแทนพระคริสต์นั่นเอง
บทความนี้แบ่งเป็น 6 หัวข้อใหญ่ ดังนี้
1. คุณสมบัติหรือลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการ
2. วิธีบรรลุคุณสมบัตินักสรรเสริญนมัสการ
3. ผลคือสง่าราศีหรือพระสิริของพระคริสต์
4. สรุป ลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการ
5. คำสอนการนมัสการ: การนมัสการที่ดีขึ้นกับระดับความสัมพันธ์ของผู้นั้นกับพระเจ้า
6. วิธีง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ (17): สันติสุขของพระคริสต์
เกริ่นนำ:
‘การร้องสรรเสริญนมัสการ’ เป็นส่วนหนึ่งของ ‘การสรรเสริญนมัสการ’ การนมัสการในกรอบกว้างที่สุดคือการนมัสการด้วยชีวิต (ทุกสิ่งทุกอย่างมีเพื่อถวายเกียรติพระเจ้า)
พระเจ้าไม่เพียงต้องการฟังเสียง ‘ร้องสรรเสริญนมัสการ’ ที่ถูกต้องครอบคลุมกว่าคือหวังให้ผู้เชื่อนมัสการด้วยชีวิต หรือชีวิตที่สำแดงการนมัสการ
‘การร้องสรรเสริญนมัสการ’ เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าตั้งไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ มีบทบาทในตัวเอง พระคัมภีร์อธิบายอย่างละเอียด เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตแห่งการสรรเสริญนมัสการ
ทุกคนร้องเพลงได้ ร้องเพลงโบสถ์ได้ แต่อาจไม่ใช่กำลังนมัสการอย่างที่พระเจ้าต้องการ
ผู้เชื่อทุกคนนมัสการได้ เป็นผู้เชื่อวันแรกก็นมัสการได้แล้ว ควรเข้าใจว่าการสรรเสริญนมัสการสามารถพัฒนา ต้องพัฒนาควบคู่การเติบโตฝ่ายวิญญาณ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า
พระคัมภีร์ทั้งเล่มคือคำสอนสำหรับนักนมัสการ ในที่นี้ยกพระธรรม คส.3:1-17 เป็นตัวอย่างคุณสมบัติหรือลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการ เป็นลักษณะพื้นฐานฝ่ายวิญญาณ วิธีสู่การเป็นนักนมัสการ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้
คุณสมบัติหรือลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการ:
ในที่นี้นำเสนอ 4 ประการ
1) จดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน
2) มีเป้าหมาย มีนิมิตอย่างคนของพระเจ้า
3) ทิ้งรูปเคารพ วิถีชีวิตแห่งความบาป
4) ดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้า
อ่านคส.3:1-17
1. จดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน (1-2)
คส.3:1-2
1 ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ คือประทับข้างขวาของพระเจ้า
2 จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งซึ่งอยู่ที่แผ่นดินโลก
ลักษณะสำคัญของคริสเตียน คือจดจ่อที่พระเจ้า สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งที่ซาตานหรือโลกมอบให้ มีอุดมการณ์ ค่านิยมใหม่ วิถีชีวิตใหม่ตามหลักพระคัมภีร์
ดาวิดกล่าวถึงการจดจ่อที่พระเจ้าของเขา
สดด.16:8-11
8 ข้าพเจ้าตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะพระองค์ประทับทางเบื้องขวาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นไหว
I keep my eyes always on the LORD. With him at my right hand, I will not be shaken.
9 เพราะฉะนั้นจิตใจข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย
Therefore my heart is glad and my tongue rejoices; my body also will rest secure,
10 เพราะพระองค์มิได้ทรงมอบข้าพระองค์ไว้กับแดนผู้ตาย หรือให้ธรรมิกชนของพระองค์ต้องเห็นปากแดนนั้น
because you will not abandon me to the realm of the dead, nor will you let your faithful one see decay.
11 พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์
You make known to me the path of life; you will fill me with joy in your presence, with eternal pleasures at your right hand.
ดาวิด “ตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้า” (สดด.16:8) เป็นวลีที่มีความหมายมากกว่าตั้งธรรมบัญญัติไว้ตรงหน้า ตอนต้นของสสด.16 ดาวิดกำลังอธิษฐาน พูดกับพระองค์ (สดด.16:1-2) บรรยายความสัมพันธ์และประสบการณ์ในพระเจ้าของเขา
สดด.16:1-2
1 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงพิทักษ์ข้าพระองค์ไว้ เพราะข้าพระองค์ลี้ภัยอยู่ในพระองค์
2 ข้าพเจ้าทูลพระเจ้าว่า "พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ นอกเหนือพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่มีดีเลย"
วลี “ตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้า” มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า “สามัคคีธรรม” หรือ “สัมพันธ์สนิท” ในพันธสัญญาใหม่ ดาวิดผูกสนิท สัมพันธ์สนิทกับพระองค์เสมอ
1คร.1:9 พระเจ้าเป็นผู้ทรงความสัตย์ พระองค์ได้ทรงเรียกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
God is faithful, who has called you into fellowship with his Son, Jesus Christ our Lord.
1ยน.2:15-17
15 อย่ารักโลกหรือสิ่งของในโลก ถ้าผู้ใดรักโลก ความรักต่อพระบิดาไม่ได้อยู่ในผู้นั้น
16 เพราะว่าสารพัดซึ่งมีอยู่ในโลก คือตัณหาของเนื้อหนังและตัณหาของตา และความทะนงในลาภยศไม่ได้เกิดมาจากพระบิดา แต่เกิดมาจากโลก
17 และโลกกับสิ่งที่ยั่วยวนของโลกกำลังล่วงไป แต่ผู้ที่ประพฤติตามพระทัยของพระเจ้าจะดำรงอยู่เป็นนิตย์
เป็นเรื่องแปลกหากคริสเตียนให้ความสำคัญกับชีวิตในโลกนี้มากกว่าชีวิตนิรันดร์ รักโลกมากกว่ารักพระเจ้า แม้ไม่มีใครสมบูรณ์ ต่างอยู่ระหว่างการเติบโต แต่ผู้เชื่อแท้จะต้องมีเป้าหมายอยู่เพื่อพระคริสต์มากกว่าสิ่งอื่นใด
การรักโลก สิ่งที่โลกมอบให้ เช่น ทรัพย์สินเงินทอง ชื่อเสียงเกียรติยศ ตัณหาของเนื้อหนังและการรักตัวเองอย่างผิดๆ คือการบูชาสิ่งเหล่านั้น ให้คุณค่าสิ่งเหล่านั้นมากกว่าพระเจ้า
การนมัสการคือการจดจ่อที่พระเจ้า พระองค์มีคุณค่าเหนือสิ่งอื่นใด การจดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องบนจึงเป็นรากฐานของนักนมัสการ
หลักการพื้นฐานคือ ‘ผู้ใดรักโลกเขากำลังนมัสการโลก ผู้ใดรักพระเจ้ากำลังนมัสการพระเจ้า’ ไม่สามารถรัก 2 สิ่งพร้อมกัน (1ยน.2:15)
ดังที่ดาวิดพูดว่า “นอกเหนือพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่มีดีเลย” ท่านมีแต่พระเจ้าเท่านั้น (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
สดด.16:2 ข้าพเจ้าทูลพระเจ้าว่า "พระองค์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ นอกเหนือพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่มีดีเลย"
I say to the LORD, “You are my Lord; apart from you I have no good thing.”
ทั้งนี้คริสเตียนสามารถเป็นมหาเศรษฐี มีชื่อเสียงอำนาจเป็นหนึ่งไม่เป็นรองใคร สามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ หากใช้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการพระเจ้า
ตระหนักว่าปลายทางของคนรักโลกคือความทุกข์ไม่สิ้นสุด ปลายทางของผู้รักพระเจ้าคืออยู่กับพระองค์นิรันดร์
พระเยซูสอนเรื่องผู้เป็นสุขในมธ.5:3-12
มธ.5:3-12
3 "บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา
4 "บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม
5 "บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก
6 "บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์
7 "บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ
8 "บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า
9 "บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร
10 "บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา
11 "เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข
12 จงชื่นชมยินดี เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะ ทั้งหลาย ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
เหตุที่เป็นสุขเพราะจดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน ยึดพระคริสต์อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์ นี่คือพันธสัญญากับคำสอนของพระเยซู
เคล็ดลับแห่งความสุขแท้คือการจดจ่อที่พระเจ้านั่นเอง
ผู้ใดอยากร้องสรรเสริญนมัสการพระเจ้าอย่างมีความสุขแท้ จงยึดถือหลักการข้อนี้
สดด.16:8-9
8 ข้าพเจ้าตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะพระองค์ประทับทางเบื้องขวาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นไหว
I keep my eyes always on the LORD. With him at my right hand, I will not be shaken.
9 เพราะฉะนั้นจิตใจข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย
Therefore my heart is glad and my tongue rejoices; my body also will rest secure,
การจดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน ในบริบทยังหมายถึงการไม่เสียเวลากับคำสอนผิด เพราะทำให้ไขว้เขว เสียเวลาโต้เถียงเรื่องไร้ค่า ควรใช้เวลาศึกษาพระวจนของพระเจ้า
คส.2:8 จงระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญา และด้วยคำล่อลวงอันเหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามภูตผีปิศาจของจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์
คส.3:1-2
1 ถ้าท่านรับการทรงชุบให้เป็นขึ้นมาด้วยกันกับพระคริสต์แล้ว ก็จงแสวงหาสิ่งซึ่งอยู่เบื้องบนในที่ซึ่งพระคริสต์ทรงสถิตอยู่ คือประทับข้างขวาของพระเจ้า
2 จงเอาใจใส่สิ่งที่อยู่เบื้องบน ไม่ใช่สิ่งซึ่งอยู่ที่แผ่นดินโลก
อธิบายขยายความ: โลกปัจจุบันเป็นสังคมข้อมูลข่าวสาร คริสเตียนไม่ใช่คนปิดหูปิดตาไม่สนใจความเป็นไปของโลก จึงต้องรู้จักพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ผ่านเข้าด้วยทัศนคติมุมมองตามหลักพระคัมภีร์ พยายามป้องกันไม่รับข่าวสารที่ไม่จำเป็นหรือมากเกินไป เรียนรู้ฝึกฝนความรู้ทักษะฝ่ายโลกที่เป็นประโยชน์ และจัดสรรเวลาเพื่อการอธิษฐาน ศึกษาพระวจนะ รับใช้พระเจ้า จัดสรรเวลาตามลำดับความสำคัญ
คำถาม: แต่ละวันท่านให้เวลาเฝ้าเดี่ยว อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ สรรเสริญนมัสการ กี่นาที และใช้เวลาเสพสื่อโซเชียล พูดคุยเล่นกี่นาที
ต้องระมัดระวังว่ากำลังตั้งมั่นอยู่ในหลักการพระเจ้า ไม่เบี่ยงออกนอกทาง ตั้งเวลารับฟังคำสอน ศึกษาพระวจนะส่วนตัว อธิษฐานอยู่เสมอ ฯลฯ ตรวจสอบว่ามีอะไรที่ทำผิดจากทางของพระเจ้าหรือไม่ ขอความเมตตาจากพระองค์
การจดจ่อเป็นท่าทีแสวงหาพระเจ้า จดจ่อที่นิมิตเป้าหมาย งานรับใช้ ตั้งเป้าถวายเกียรติพระเจ้าในทุกเรื่องทุกด้าน แม้กระทั่งบางเรื่องที่อาจดูเหมือนเล็กน้อย เช่น การแต่งกาย กริยาท่าทางเมื่อสนทนากับผู้อื่น การจอดรถ เหตุผลที่จะมีสิ่งต่างๆ
1.1 ร้องสรรเสริญนมัสการคือเวลาแห่งการจดจ่อ
คริสเตียนที่จดจ่อกับพระเจ้าจะเติบโตอย่างรวดเร็วมั่นคง สำแดงชีวิตใหม่ ผู้เชื่อใหม่ที่พยายามแสวงหาพระเจ้าจะมีประสบการณ์ในพระองค์สม่ำเสมอ สัมผัสพระองค์ เมื่อความสัมพันธ์พัฒนาตามลำดับถึงจุดหนึ่งจะไม่มีปัญหาการจดจ่อขณะร้องสรรเสริญนมัสการ
‘ขณะร้องสรรเสริญนมัสการคือเวลาแห่งการจดจ่อที่พระเจ้าแบบเต็มร้อย เป็นช่วงเวลาสำคัญและพิเศษอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่จะพบพระเจ้าอย่างง่ายๆ สัมผัสใกล้ชิดพระองค์’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
ที่เป็นเช่นนี้เพราะเมื่อสรรเสริญนมัสการ พระเจ้าจะสำแดงพระองค์
สดด.22:3 ถึงอย่างไรพระองค์ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล
Yet you are enthroned as the Holy One; you are the one Israel praises. (NIV)
But You are holy, Enthroned in the praises of Israel. (NKJV)
Yet You are holy, O You who are enthroned upon the praises of Israel. (NASB)
อธิบายขยายความ: การสรรเสริญนมัสการที่สมบูรณ์แบบเกิดขึ้นบนสวรรค์ ที่ประทับของพระเจ้า การสรรเสริญนมัสการในโลกสะท้อนการนมัสการบนสวรรค์ ทรงประทับอยู่ท่ามกลางคำสรรเสริญจากคนของพระองค์
พระวจนะที่บรรยายการนมัสการบนสวรรค์ เช่น วว.4:8-11
วว.4:8-11
8 สัตว์ทั้งสี่นั้นมีปีกหกปีกและมีตาทั้งรอบนอกและข้างใน และสัตว์เหล่านั้นร้องตลอดวันตลอดคืนไม่ได้หยุดเลยว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ได้ทรงดำรงอยู่ในกาลก่อน ผู้ทรงดำรงอยู่ในปัจจุบัน และผู้ซึ่งจะเสด็จมา"
9 เมื่อสัตว์เหล่านั้นถวายคำสรรเสริญ ถวายพระเกียรติ และคำโมทนาแด่พระองค์ ผู้ประทับบนพระที่นั่ง ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์คราวใด
10 ผู้อาวุโสทั้งยี่สิบสี่นั้นก็ทรุดตัวลงถวายบังคมพระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งนั้น และนมัสการพระองค์ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ และถอดมงกุฎออกวางตรงหน้าพระที่นั่งร้องว่า
11 "องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงสมควรที่จะได้รับคำสรรเสริญ พระเกียรติและฤทธิ์เดช เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงนั้นก็ทรงสร้างขึ้นแล้ว และดำรงอยู่ตามชอบพระทัยของพระองค์"
อสย.6:1-3
1 ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร
2 เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ใช้สองปีกบังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปีกบินไป
3 ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์"
1.2 เป็นวิธีง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ
การร้องสรรเสริญนมัสการจึงเป็นวิธีง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ พระองค์กำหนดให้เป็นเช่นนั้น
ตั้งแต่ยุคโมเสส พระเจ้ากำหนดให้ถวายเครื่องบูชาซึ่งก็คือการสรรเสริญนมัสการ เป็นวิธีที่พระองค์จะสำแดงตนตั้งแต่เริ่มต้นมีปุโรหิตในสมัยโมเสส
“และพระสิริของพระเจ้าจะปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย” (ลนต.9:6ข)
ลนต.9:1-4, 6, 23-24
ลนต.9:4 และเอาวัวผู้ตัวหนึ่งและแกะผู้ตัวหนึ่งเป็นศานติบูชา บูชาถวายแด่พระเจ้า และเอาธัญญบูชาเคล้าน้ำมันมาถวาย เพราะว่าพระเจ้าจะทรงปรากฏแก่ท่านในวันนี้"
and an ox and a ram for a fellowship offering to sacrifice before the LORD, together with a grain offering mixed with olive oil. For today the LORD will appear to you.’ ”
ลนต.9:6 โมเสสกล่าวว่า "นี่เป็นสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาให้ท่านทั้งหลายกระทำ และพระสิริของพระเจ้าจะปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย"
Then Moses said, “This is what the LORD has commanded you to do, so that the glory of the LORD may appear to you.”
ลนต.9:23-24
23 โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปในเต็นท์นัดพบ เมื่อเขาทั้งสองออกมา เขาก็อวยพรประชาชน และพระสิริของพระเจ้าก็ปรากฏแก่ประชาชนทั้งมวล
Moses and Aaron then went into the tent of meeting. When they came out, they blessed the people; and the glory of the LORD appeared to all the people.
24 เปลวเพลิงพลุ่งออกมาต่อพระพักตร์พระเจ้า เผาเครื่องเผาบูชาและไขมันซึ่งอยู่บนแท่น เมื่อประชาชนทั้งหลายเห็นก็โห่ร้องและซบหน้าลง
อธิบายขยายความ: พระเจ้าตั้งใจให้คนของพระองค์ถวายเครื่องบูชา และสำแดงพระสิริเมื่อถวายเครื่องบูชา (ลนต.9:6)
สังเกตประโยค “และพระสิริของพระเจ้าก็ปรากฏแก่ประชาชนทั้งมวล” (ลนต.9:23ข) พระเจ้าไม่ได้ปรากฎตัวให้เห็น แต่สำแดงบางอย่าง (พระสิริ) ให้คนทั้งหลายรับรู้
การสำแดงพระสิริคือการประกาศว่าพระเจ้าทรงพระชนมอยู่ พระองค์สามารถสำแดงการทรงพระชมน์หลากหลายแบบ ขึ้นกับว่าต้องการสำแดงอย่างไร ในเหตุการณ์ ลนต.9 ทรงสำแดงพระสิริด้วยเปลวเพลิงที่พุ่งออกมา ทำให้คนทั้งหลายยำเกรงและนมัสการพระองค์ (ลนต.9:24)
เหตุการณ์ใน ลนต. 9:23-24 เมื่อนมัสการพระเจ้าและทรงสำแดงพระสิริ ผลที่ตามมา (24) คือ
1) พระเจ้าทำงานของพระองค์ (24ก)
พระเจ้าส่งเปลวไฟเผาเครื่องบูชา แสดงว่าพระองค์รับเครื่องบูชานั้น ทรงพอพระทัย
2) ผู้เชื่อโห่ร้องอย่างผู้มีชัย (24ข)
เพราะพระเจ้าสำแดงพระองค์ พวกเขาได้เห็นกับตาตนเอง “สัมผัสการมีอยู่ของพระองค์ด้วยตัวเอง” พระเจ้าไม่ใช่เรื่องในจินตนาการ หรือเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา แต่ทรงพระชนม์และยิ่งใหญ่
3) เกิดความยำเกรงพระเจ้า (24ค)
การซบหน้าลงในที่นี้คือการนมัสการรูปแบบหนึ่ง เป็นท่าก้มกราบ แสดงถึงความยำเกรงพระเจ้าอย่างสูง
ไม่มีใครบังคับให้พวกเขาต้องยำเกรงพระเจ้า ใจนบนอบเกิดขึ้นเมื่อผู้นั้นสัมผัสพระสิริ
ถ้าดำเนินชีวิตอย่างผู้แสวงหาสิ่งที่อยู่เบื้องบน พระวิญญาณบริสุทธิ์จะสำแดงตน สำแดงผลพระวิญญาณ (กท.5:22-23) ทรงอยู่ใกล้ผู้จดจ่อที่พระองค์
ยก.4:8 ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์
Come near to God and he will come near to you. Wash your hands, you sinners, and purify your hearts, you double-minded.
ในทางตรงข้าม ในขณะร้องสรรเสริญนมัสการ เสี้ยววินาทีที่หลุดจากการจดจ่อ อาจหมายถึงเสี้ยววินาทีที่หลุดจากการนมัสการ
“ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน” (Come near to God and he will come near to you.)
2. มีเป้าหมาย มีนิมิตอย่างคนของพระเจ้า (3)
คส.3:3 เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า
ก่อนเชื่อพระเจ้าท่านอาจมีเป้าหมายชีวิตอย่างหนึ่ง บัดนี้ชีวิตเก่าได้ตายแล้ว (เลิกทำบาป) มีชีวิตใหม่ในพระคริสต์ มีอุดมการณ์ใหม่ ค่านิยมใหม่ วิถีชีวิตใหม่ มีเป้าหมายและนิมิตอย่างคนของพระเจ้า
2.1 เป้าหมาย
พระเจ้าสร้างมนุษย์ตามพระฉายา (ลักษณะ) ของพระองค์ ในสายตาพระเจ้ามนุษย์มีคุณค่ามากจนพระองค์ไถ่บาป คริสเตียนจึงไม่สมควรดำเนินชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างไร้คุณค่า ไม่เห็นคุณค่าตัวเอง การมีเป้าหมายช่วยให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ทำสิ่งมีคุณค่าอย่างเจาะจง ตั้งใจ
พระเจ้าสร้างให้มีเป้าหมาย ผู้เชื่อต้องแสวงหาให้พบ
พระเจ้าสร้างมนุษย์แต่ละคนขึ้นมาอย่างเจาะจง ทรงเรียกและบรรจุเป้าหมายชีวิตให้ผู้เชื่อแต่ละคนอย่างเจาะจงด้วย คริสเตียนที่ฝากชีวิตไว้กับพระองค์จึงวางใจ และดำเนินตามการทรงเรียกไม่ว่าเผชิญสิ่งใด และเป็นเช่นนี้จนสิ้นลมหายใจ
โยบ.23:13-14
13 แต่พระองค์ทรงผันแปรมิได้ และผู้ใดจะหันพระองค์ได้ พระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็ทรงกระทำสิ่งนั้น
14 เพราะว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดให้ข้านั้นครบถ้วน และสิ่งอย่างนั้นเป็นอันมากอยู่ในพระดำริของพระองค์
สภษ.16:4 พระเจ้าทรงกระทำให้ทุกสิ่งมีเป้าหมายของมัน แม้คนชั่วร้ายก็เพื่อวันลำเค็ญ
The LORD works out everything to its proper end— even the wicked for a day of disaster.
สดด.32:8 เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่
อ.เปาโลเปรียบเทียบการรับใช้พระเจ้าเหมือนนักกีฬาที่มุ่งคว้ารางวัล นักมวยชกตรงเป้า
1คร.9:24-26
24 ท่านไม่รู้หรือว่าคนเหล่านั้นที่วิ่งแข่งกันก็วิ่งด้วยกันทุกคน แต่คนที่ได้รับรางวัลมีคนเดียว เหตุฉะนั้นจงวิ่งเพื่อชิงรางวัลให้ได้
25 ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย
26 ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม
มุ่งผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ ตามกำหนดเวลา ทั้งเป้าหมายระยะสั้นระยะยาว
ในพระคัมภีร์มีตัวอย่างการวางแผนมากมาย พระเจ้าสร้างโลกอย่างมีแผนเป็นระบบ โยชูวาออกรบโดยใช้กลศึก การสอดแนมเมืองเยรีโค (ยชว.2) กลยุทธตีเมืองอัย (ยชว.8) คริสตจักรสมัยแรกหารืออย่างจริงจังต่องานพันธกิจ พวกอัครทูตกับผู้ปกครองร่วมวางแผนทำพันธกิจ (กจ.15:22)
จงอธิษฐานขอการทรงนำ ขอคำปรึกษาจากผู้นำ ตระหนักเสมอว่าการวางแผนผิด การตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียวอาจต้องรับผลเสียตลอดชีวิต หรือใช้เวลาหลายปีเพื่อแก้ความเสียหายที่เกิดขึ้น
สภษ.21:5 แผนงานของคนขยันขันแข็งนำสู่ความอุดมแน่นอน แต่ทุกคนที่เร่งร้อนก็มาสู่ความขัดสนเท่านั้น
สภษ.16:1-4
1 แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า
2 ทางทั้งสิ้นของมนุษย์ก็บริสุทธิ์ในสายตาของเขาแต่พระเจ้าทรงชั่งจิตใจ
3 จงมอบงานของเจ้าไว้กับพระเจ้า และแผนงานของเจ้าจะได้รับการสถาปนาไว้
4 พระเจ้าทรงกระทำให้ทุกสิ่งมีเป้าหมายของมันแม้คนชั่วร้ายก็เพื่อวันลำเค็ญ
ผู้ใดมีสติปัญญา จงรับคำเตือนจากสภษ.16:1-4
อสย.55:8-9
8 เพราะความคิดของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของเรา" พระเจ้าตรัสดังนี้
9 "เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น"
ในกรอบการร้องสรรเสริญนมัสการ ควรกำหนดเป้าหมายของการนมัสการแต่ละครั้ง เช่น ขอบคุณพระเจ้าที่อวยพรให้ได้งานใหม่ ได้ประกาศผู้สนใจอีกหลายคน เข้าใจหลักการพระเจ้าบางเรื่องมากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมาฝึกเล่นดนตรีเพลงใหม่ 1 เพลงและนำมาแสดงถวายพระเจ้า สัปดาห์นี้ขอพระวิญญาณช่วยในขณะร้องเพลงจากใจหัวข้อพระเจ้าเป็นแพทย์ผู้ประเสริฐ
การกำหนดเป้าหมายช่วยให้การนมัสการสดใหม่ ลึกลงกว่าเดิมในพระเจ้า
วางแผนพัฒนาตนเองทุกด้าน เป็นแผนรายวันรายสัปดาห์ รายไตรมาส แผน 1 ปี 3 ปี 10 ปี แผนทีม แผนภาพรวม ตระหนักว่าแต่ละคนมีแผน “10 ปี” เพียงไม่กี่ครั้ง
พระเจ้ามีเป้าหมาย ผู้เชื่อต้องแสวงหาให้พบ
สภษ.16:4 พระเจ้าทรงกระทำให้ทุกสิ่งมีเป้าหมายของมัน แม้คนชั่วร้ายก็เพื่อวันลำเค็ญ
The LORD works out everything to its proper end— even the wicked for a day of disaster.
รม.8:28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์
การดำเนินชีวิตตามเป้าหมายกับการทรงเรียก คือภาคปฏิบัติของการจดจ่อสิ่งที่อยู่เบื้องบน การผูกสนิท สัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
2.2 นิมิต
คำว่า “นิมิต” หรือวิสัยทัศน์ (vision) ตามพระคัมภีร์มีความหมายความกว้าง เป็นการสำแดงจากพระเจ้าในรูปแบบต่างๆ หลากหลาย เช่น การเผยให้เห็นอนาคต (เตือนให้ระวัง เตรียมตัวรับมือ) ทรงนำให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือตักเตือน
ปฐก.15:1-5
1 อยู่มาพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามด้วยนิมิตว่า "อับรามเอ๋ย เจ้าอย่ากลัวเลย เราเป็นโล่ของเจ้า บำเหน็จของเจ้าจะยิ่งใหญ่"
2 อับรามทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์จะทรงโปรดประทานอะไรแก่ข้าพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์ยังไม่มีบุตรเลย และเอลีเยเซอร์ชาวเมืองดามัสกัสคนนี้ จะเป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์"
3 อับรามทูลอีกว่า "พระองค์มิได้ทรงประทานบุตรให้แก่ข้าพระองค์ แล้วคนที่เกิดในบ้านของข้าพระองค์ก็จะเป็นผู้รับมรดกของข้าพระองค์"
4 ครั้นแล้วพระดำรัสของพระเจ้ามาถึงอับรามว่า "คนนี้จะไม่ได้เป็นผู้รับมรดกของเจ้า แต่บุตรชายของเจ้าเองจะเป็นผู้รับมรดกของเจ้า"
5 พระองค์จึงพาอับรามออกมากลางแจ้งแล้วตรัสว่า "มองดูฟ้า ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด" แล้วพระองค์ตรัสว่า "พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น"
กจ.9:10-11
10 ในเมืองดามัสกัสมีศิษย์คนหนึ่งชื่ออานาเนีย องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับผู้นั้นโดยนิมิตว่า "อานาเนียเอ๋ย" อานาเนียจึงทูลตอบว่า "พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์อยู่ที่นี่"
11 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "จงลุกขึ้นไปที่ถนนที่เรียกว่าถนนตรง ถามหาชายคนหนึ่งชื่อเซาโลชาวเมืองทาร์ซัสอยู่ในตึกของยูดาส เพราะดูเถิดเขากำลังอธิษฐานอยู่
กจ.10:9-13
9 วันรุ่งขึ้นคนเหล่านั้นกำลังเดินทางไปใกล้เมืองยัฟฟา แล้วประมาณเวลาเที่ยงวัน เปโตรก็ขึ้นไปบนหลังคาตึกเพื่อจะอธิษฐาน
10 ก็หิวอยากจะรับประทานอาหาร แต่ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่ เปโตรก็เข้าสู่ภวังค์
11 และได้เห็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง มีอะไรอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่ ทั้งสี่มุมหย่อนลงมายังพื้นโลก
12 ในนั้นมีสัตว์ทุกอย่าง คือสัตว์ที่เดิน ที่เลื้อยคลาน และที่บิน
13 มีพระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า "เปโตรเอ๋ย จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด
วิวรณ์ถึงคริสตจักรเอเฟซัส
วว.2:1-4
1 "จงเขียนถึงทูตสวรรค์แห่งคริสตจักรที่เมืองเอเฟซัส ว่า "พระองค์ผู้ทรงถือดาวทั้งเจ็ดไว้ในพระหัตถ์เบื้องขวา และดำเนินอยู่ท่ามกลางคันประทีปทองคำทั้งเจ็ดนั้นตรัสดังนี้ว่า
2 " "เรารู้จักแนวการกระทำของเจ้า รู้ความเหนื่อยยากและความอดทนของเจ้า และรู้ว่าเจ้าไม่สามารถทนต่อทุรชนได้ เจ้าได้ลองใจคนเหล่านั้นที่อวดว่าเป็นอัครทูต แต่หาได้เป็นไม่ และเจ้าก็เห็นว่าเขาเป็นคนมุสา
3 เรารู้ว่าพวกเจ้ามีความอดทน และเหนื่อยยากเพราะเห็นแก่นามของเรา และมิได้อ่อนระอาไป
แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือว่าเจ้าละทิ้งความรักดั้งเดิมของเจ้า
4 เหตุฉะนั้นจงระลึกถึงสภาพเดิมที่เจ้าได้หล่นจากมาแล้วนั้น จงกลับใจเสียใหม่และประพฤติตามอย่างเดิม มิฉะนั้นเราจะมาหาเจ้า และจะยกคันประทีปของเจ้าออกจากที่ เว้นไว้แต่เจ้าจะกลับใจใหม่
พระธรรมของผู้เผยพระวจนะ (อิสยาห์ เยเรมีย์ ฯลฯ) และพระธรรมวิวรณ์เต็มด้วยนิมิตที่เป็นคำพยากรณ์
ในที่นี้จะนำเสนอนิมิตเชิงเป้าหมายชีวิต
คนมีเป้าหมายอาจไม่ใช่คนมีนิมิต แต่คนมีนิมิตจะมีเป้าหมายในเรื่องต่างๆ
คนมีนิมิตหรือวิสัยทัศน์ (vision) จะใช้ชีวิตอย่างมีเป้าหมาย เห็นอนาคตที่ต้องการมุ่งมั่นไปให้ถึง จดจ่อและมุ่งตรงสู่อนาคตนั้น
คริสเตียนที่รับใช้พระเจ้า (แม้รับใช้อย่างเข้มแข็ง) ไม่ได้หมายความว่ากำลังทำตามน้ำพระทัยสมบูรณ์เสมอไป
มีรายละเอียดดังนี้
2.3 นิมิตมาจากพระเจ้า
ยน.15:16 ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านไปเกิดผล และเพื่อให้ผลของท่านคงอยู่ เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน
พระเจ้ากำหนดอนาคตแก่ผู้เชื่อ
นิมิตหรือวิสัยทัศน์ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่มนุษย์คิดขึ้นเอง เป็นนิมิตของพระเจ้า
‘นิมิตคือเป้าหมายของการทรงสร้าง เหตุผลของการมีชีวิต เป็นคำตอบทำไมจึงเกิดมาเป็นมนุษย์’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
นิมิตไม่จำต้องเป็นภาพๆ เดียวหรือเกิดมาเพื่อสิ่งเดียว มีภาพนิมิตที่โดดเด่นที่สุด มีลำดับความสำคัญ มีเป้าหมายระหว่างทาง
2.4 นิมิตอาจไม่แล้วเสร็จในชั่วอายุเดียว
ผู้มีปัญญาคือผู้ดำเนินตามนิมิต อยู่ทิศทางเดียวกับนิมิตใหญ่ ไม่ขัดแย้ง เพราะสุดท้ายน้ำพระทัยพระเจ้าจะเป็นจริง
คนที่วางตัวตรงข้ามกับน้ำพระทัยย่อมเสียหาย ไม่ได้รับสิ่งดีที่สุด
ยกตัวอย่าง โนอาห์เชื่อฟังพระเจ้าจึงต่อเรือ ช่วยให้ตัวเขากับครอบครัวรอดจากน้ำท่วมโลก นางราหับยำเกรงพระองค์จึงสามารถช่วยตัวเองกับครอบครัวรอดจากการโจมตีเมืองเยรีโค (ยชว.6)
สรุปง่ายๆ ว่าคนที่อยู่ข้างเดียวกับนิมิตคืออยู่ฝ่ายเดียวกับพระเจ้า เป็นฝ่ายผู้ชนะ
อย่างไรก็ตาม นิมิตมีหลากหลาย บางข้อสำเร็จแล้ว บางข้อใช้เวลานานหรือต้องรอเวลากว่าจะสำเร็จ ดังปรากฏในพระสัญญาต่างๆ รวมถึงพระสัญญาที่มีต่อคริสเตียนบางคนอย่างเฉพาะเจาะจง
พระเจ้าอวยพรอับราฮัมว่าจะมีเชื้อสายมากมาย แต่การนี้ไม่สำเร็จในชั่วอายุเดียว
ปฐก.22:16-17
16 "พระเจ้าตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราว่า เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า
17 เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์
เชื้อสายของอับราฮัมในยุคพันธสัญญาใหม่ ไม่ใช่คนเชื้อสายอิสราเอลอีกต่อไป แต่เป็นผู้เชื่อฝ่ายวิญญาณ เป็นที่มาของมหาบัญชา (มธ.28:18-19)
ฟป.3:3 เพราะว่าเราทั้งหลายเป็นพวกถือพิธีเข้าสุหนัตแท้ เป็นผู้นมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณ และอวดพระเยซูคริสต์ และไม่ได้ไว้ใจในเนื้อหนัง ถึงแม้ว่าข้าพเจ้าเองมีเหตุที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง ถ้าผู้อื่นคิดว่าเขามีเหตุผลที่จะไว้ใจในเนื้อหนัง
For it is we who are the circumcision, we who serve God by his Spirit, who boast in Christ Jesus, and who put no confidence in the flesh—
เมื่อผนวกปฐมบัญชา (ปฐก.1:28) กับมหาบัญชา คือนิมิตที่พระเจ้ามอบแก่คริสเตียนผู้เชื่อทุกคน เป็นนิมิตกรอบกว้างหรือนิมิตสากล นิมิตนี้จะคงอยู่เรื่อยไปจนกว่าจะสิ้นยุค
มหาบัญชาไม่ใช่แค่คำสั่งคำสอน มีพระเจ้าอยู่ในนั้น มหาบัญชามีต่อ ‘สาวก’ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับสาวกซึ่งเจาะจงหมายถึง ‘คริสเตียน’ เท่านั้น และมีความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับคริสเตียนในนั้น “เราจะอยู่กับเจ้าเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค”
ถ้าคริสเตียนยึดแต่คำสั่งคำสอน ขาดความสัมพันธ์กับพระเจ้า คนนั้นจะเป็นคริสเตียนที่นับถือศาสนาคริสต์
นับตั้งแต่มีพันธสัญญาใหม่ คริสเตียนทุกคนเป็นผู้รับนิมิตกรอบกว้างนี้สืบไปจนกว่าจะสิ้นยุค
2.5 นิมิตเฉพาะบุคคล
ในขณะเดียวกันพระเจ้ามอบนิมิตกรอบแคบ หรือนิมิตเจาะจงแก่แต่ละคน พระเจ้าสร้างผู้เชื่อแต่ละคนอย่างมีเป้าหมายเฉพาะ เป็นนิมิตเฉพาะระดับบุคคล (เป้าหมายของการทรงสร้าง เหตุผลของการมีชีวิต) ผู้เชื่อจะได้รับจากการสำแดงจากพระองค์
รม.8:28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์
And we know that in all things God works for the good of those who love him, who have been called according to his purpose.
พระเจ้าสร้างอย่างมีเป้าหมาย ผู้เชื่อต้องแสวงหาให้พบ
พระเจ้าสร้างมนุษย์แต่ละคนอย่างเจาะจง ในกรณีผู้เชื่อพระองค์มีการทรงเรียก บรรจุเป้าหมายชีวิตให้แต่ละคนอย่างเจาะจงด้วย คริสเตียนที่ฝากชีวิตไว้กับพระองค์จึงวางใจและดำเนินตามนิมิตการทรงเรียกไม่ว่าวันนั้นเป็นวันใด ต้องเผชิญสิ่งใดและเป็นเช่นนี้จนไปอยู่กับพระเจ้าในสวรรค์
โยบ.23:13-14
13 แต่พระองค์ทรงผันแปรมิได้ และผู้ใดจะหันพระองค์ได้ พระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็ทรงกระทำสิ่งนั้น
14 เพราะว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดให้ข้านั้นครบถ้วน และสิ่งอย่างนั้นเป็นอันมากอยู่ในพระดำริของพระองค์
สดด.32:8 เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่
อธิบายขยายความ: หลักการเรื่องปัจเจกนิยม (Individualism) ของพระเจ้าแตกต่างจากแนวคิดฝ่ายโลก พระเจ้าทรงนำแต่ละคนอย่างเจาะจง อาดัมคืออาดัม เอวาคือเอวา การเป็นปัจเจกหมายถึงเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้า (คส.3:15) ปัจเจกที่ไม่มีพระเจ้าจึงไม่ใช่น้ำพระทัย มนุษย์ก่อนเชื่อพระเจ้าไร้ความสัมพันธ์กับพระองค์ เมื่อเป็นผู้เชื่อแล้วโดยพฤตินัยกำลังกลับคืนเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้ามากขึ้นตามลำดับ และสมบูรณ์เมื่อไปอยู่บนสวรรค์
โยบ.34:13-15
13 ใครแต่งตั้งให้พระองค์ปกครองโลก หรือใครเล่ามอบหมายทั้งโลกไว้กับพระองค์
14 ถ้าพระองค์ทรงให้วิญญาณของพระองค์กลับสู่พระองค์และทรงรวบรวมลมปราณของพระองค์กลับมาหาพระองค์
15 เนื้อหนังทั้งสิ้นก็จะพินาศไปด้วยกัน และมนุษย์ก็จะกลับไปเป็นผงคลีดิน ตัวอย่างบุคคลผู้มีนิมิต พระเยซู
2.6 ตัวอย่างบุคคลผู้มีนิมิต
2.6.1 พระเยซู
พระเยซูคือผู้ดำเนินตามนิมิตอย่างสมบูรณ์
ยน.5:30 "เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไรเราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา
พระเยซูไม่เพียงตายไถ่บาปที่กางเขน ทรงสำแดงความเป็นพระบุตรพระเจ้า วางหลักคำสอนที่สมบูรณ์ สร้างสาวกเพื่อเผยแพร่คำสอนต่อไป ฯลฯ ทุกอย่างที่พระองค์ทำตั้งอยู่บนพระประสงค์พระเจ้า
2.6.2 เปาโล
พระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงนิมิตแก่เปาโลตั้งแต่วันทรงเรียก (กจ.9:15)
กจ.9:3-6
3 เมื่อเซาโลเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ในทันใดนั้นมีแสงสว่างส่องมาจากฟ้าล้อมตัวเขาไว้รอบ
4 เซาโลจึงล้มลงถึงดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสมาว่า "เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม"
5 เซาโลจึงทูลถามว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด" พระองค์ตรัสว่า "เราคือเยซู ซึ่งเจ้าข่มเหง
6 แต่เจ้าจงลุกขึ้นเข้าไปในเมือง และเจ้าจะต้องทำ ประการใดจะมีคนบอกให้รู้"
กจ.9:13-15
13 แต่อานาเนียทูลตอบว่า "พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้ยินหลายคนพูดถึงคนนั้นว่า เขาได้ทำร้ายวิสุทธิชนของพระองค์ ในกรุงเยรูซาเล็มมาก
14 และในที่นี่เขาได้อำนาจมาจากพวกมหาปุโรหิต ให้ผูกมัดคนทั้งปวงที่อธิษฐานออกพระนามของพระองค์"
15 ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า "จงไปเถิด เพราะว่าคนนั้นเป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ สำหรับจะนำนามของเราไปยังประชาชาติ กษัตริย์และพวกอิสราเอล
อ.เปาโลได้ประกาศแก่คนยิวกับไม่ใช่ยิว แต่ไม่ได้เพียงแค่ประกาศ ท่านได้อธิบายขยายความคำสอนของพระเยซู วางหลักคำสอนมากมาย ดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่าง กลายเป็นส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์ สร้างสาวก ฯลฯ
2.6.3 โยเซฟ
พระเจ้าสำแดงนิมิตแก่โยเซฟ ตั้งแต่เป็นเด็กหนุ่มในรูปความฝัน
ปฐก.37:5-10
5 คราวหนึ่งโยเซฟฝัน แล้วเล่าให้พวกพี่ชายฟัง พวกพี่ชายยิ่งชังโยเซฟมากขึ้น
6 โยเซฟเล่าว่า "ฟังความฝันซึ่งฉันฝันเห็นซิ
7 พวกเรากำลังมัดฟ่อนข้าวอยู่ในนา ทันใดนั้น ฟ่อนข้าวของฉันตั้งขึ้นยืนตรง แต่ฟ่อนข้าวของพวกพี่ๆ มาแวดล้อมกราบไหว้ฟ่อนข้าวของฉัน"
8 พวกพี่ชายจึงถามโยเซฟว่า "เจ้าจะปกครองเรากระนั้นหรือ เจ้าจะมีอำนาจครอบครองเราหรือ" พวกพี่ชายก็ยิ่งชังโยเซฟมากขึ้นอีกเพราะความฝัน และเพราะคำของเขา
9 ต่อมาโยเซฟก็ฝันอีก จึงเล่าให้พี่ชายฟังว่า "ฉันฝันอีกครั้งหนึ่ง เห็นดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาวสิบเอ็ดดวงกำลังกราบไหว้ฉัน"
10 เมื่อเล่าให้บิดาและพวกพี่ชายกับน้องฟัง บิดาก็เตือนโยเซฟว่า "ความฝันที่เจ้าได้ฝันเห็นนั้นหมายความว่าอะไร เรากับมารดาและพี่น้องของเจ้าจะมาซบหน้าลงถึงดินกราบไหว้เจ้ากระนั้นหรือ"
ในขณะนั้นโยเซฟอายุ 17 ปี ไม่ค่อยรู้เรื่องพระเจ้า ยังไม่ประสีประสาอะไรมาก พระเจ้าสำแดงต่อโยเซฟอย่างที่เขาพอจะเข้าใจ (เป็นวิธีสื่อสารของพระเจ้าสำหรับโยเซฟในขณะนั้น)
ชีวิตช่วงต่อมาโยเซฟถูกทำร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า พระองค์ปกป้องครั้งแล้วครั้งเล่า ให้สามารถแก้ความฝันฟาโรห์ ในยามนี้โยเซฟเติบโตฝ่ายวิญญาณขึ้นมาก มีสัมพันธ์ใกล้ชิดพระองค์ จนพระคัมภีร์บันทึกว่า “พระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ”
ปฐก.39:21-23
21 แต่ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับโยเซฟ และทรงสำแดงความรักมั่นคงแก่เขา ทรงโปรดให้พัศดีเมตตาปรานีเขา
22 พัศดีก็มอบนักโทษทั้งปวงที่ในเรือนจำไว้ในความดูแลของโยเซฟ การงานที่ทำในที่นั้นทุกอย่างโยเซฟเป็นผู้รับผิดชอบ
23 พัศดีไม่ได้เอาใจใส่การงานใดๆ ที่โยเซฟดูแล เพราะเหตุพระเจ้าทรงสถิตอยู่กับท่าน และการงานใดๆ ที่ท่านกระทำพระเจ้าก็ทรงโปรดให้เจริญ
ปฐก.41:16 โยเซฟจึงทูลตอบฟาโรห์ว่า "การแก้ฝันมิได้อยู่ที่ข้าพระบาท พระเจ้าต่างหากจะประทานคำตอบอันควรแก่ฟาโรห์"
พระเจ้านำชีวิตโยเซฟตั้งแต่เด็ก จนถึงวันหนึ่งโยเซฟสามารถเข้าใจและอธิบายนิมิตอย่างชัดเจนต่อพี่น้องของตน นิมิตที่ครั้งหนึ่งเป็น ‘ความฝัน’ บัดนี้เป็น ‘ความจริง’ ที่สมบูรณ์แล้ว
ปฐก.45:7-8
7 พระเจ้าทรงใช้เรามาก่อนพี่ เพื่อสงวนคนที่เหลือส่วนหนึ่งบนแผ่นดินไว้ให้พี่ และช่วยชีวิตของพี่ไว้ด้วยการช่วยกู้อันใหญ่หลวง {หรือ "และช่วยคนที่รอดตายเป็นอันมากให้คงชีวิตอยู่เพื่อท่าน"}
8 ฉะนั้นมิใช่พี่เป็นผู้ให้เรามาที่นี่ แต่พระเจ้าทรงให้มา พระองค์ทรงโปรดให้เราเป็นเหมือนตัวบิดาฟาโรห์ เป็นเจ้าในราชวังทั้งสิ้น และเป็นผู้ครอบครองประเทศอียิปต์ทั้งหมด
สรุป โยเซฟถูกจับขายตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่นไปอยู่อียิปต์ ที่นั่นไม่มีใครสอนหลักการพระเจ้าให้โยเซฟ (ในสมัยนั้นยังไม่มีธรรมบัญญัติ ท่านอยู่กับคนอียิปต์ ล้อมรอบด้วยศาสนาของอียิปต์) แต่ท่านสามารถเป็นคนของพระเจ้า ทำการใหญ่โต เพราะพระวิญญาณสถิตอยู่ด้วย เล็งถึงการทรงนำ ความใกล้ชิดติดสนิท
2.6.4 เยเรมีย์
กำหนดให้เยเรมีย์เป็นผู้เผยพระวจนะ
ยรม.1:4-5
4 พระวจนะของพระเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า
5 "เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะให้แก่บรรดาประชาชาติ"
2.6.5 อับราฮัม
ปฐก.12:1-3
1 พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้
2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร
3 เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"
2.7 ต้องรับผิดชอบทั้งปฐมบัญชากับมหาบัญชาและนิมิตเฉพาะบุคคล
หลักการของพระเจ้าคือคริสเตียนทุกคนต้องรับผิดชอบทั้งปฐมบัญชากับมหาบัญชา และมีนิมิตเฉพาะบุคคล นิมิตทั้งแบบกรอบกว้างกับระดับปัจเจกจะเสริมซึ่งกันและกัน เพื่อคริสตจักรทั้งระดับท้องถิ่นกับสากล ตามแผนการที่พระองค์จัดเตรียมไว้
อฟ.4:11-12
11 ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์
12 เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น
อฟ.4:11-12 สอนว่าไม่ใช่ทุกคนเป็นอ.เปาโล (อัครทูต) อิสยาห์ เยเรมีย์ (ผู้เผยพระวจนะ) หรือเป็นนักประกาศ เป็นศิษยาภิบาลหรืออาจารย์ แต่ทุกคนจะมีของประทานหรือตะลันต์บางอย่างที่พระเจ้ามอบให้เฉพาะเจาะจงเพื่อสนับสนุนการทรงเรียกของผู้นั้น
ของประทานเพื่อการรับใช้ (รม.12:6-8)
ของประทานฝ่ายพระวิญญาณ (1คร.12:8-10)
ดังนั้น คริสเตียนบางคนเท่านั้นที่เป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ ... มีความโดดเด่นในของประทานแตกต่างกัน แต่ทุกคนจะมีนิมิตเจาะจงตามน้ำพระทัยพระเจ้า
เป็นหน้าที่ของผู้เชื่อที่จะต้องแสวงหาว่าอะไรคือนิมิตของตนและดำเนินชีวิตตามนั้น
อธิบายขยายความ: สมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าเลือกชนชาติอิสราเอลเป็นคนของพระองค์ ลูกหลานที่เกิดในชนชาติอิสราเอลได้เข้าสุหนัตทุกคน เข้าในความเชื่อศรัทธาโดยปริยาย ตามเผ่าตามตระกูล เช่น ถ้าเกิดในเผ่าเลวีจะเป็นคนเลวี
สมัยพระคัมภีร์ใหม่ คริสเตียนคือผู้เชื่อตามอย่างที่พระเจ้าต้องการ มหาบัญชา (มธ.28:19-20) ให้ประกาศและสร้างสาวกเป็นคริสเตียน (ไม่ใช่คนอิสราเอลตามพันธสัญญาเดิมอีกต่อไป) การเชื่อศรัทธาพระเยซูจะต้องตัดสินใจด้วยตัวเอง (แม้เกิดในครอบครัวคริสเตียน)
คริสเตียนเป็นคนชนชาติใดก็ได้ สำคัญที่ต้องตัดสินใจรับเชื่อด้วยตัวเอง พระองค์มีแผนการทรงเรียกเฉพาะเจาะจงต่อพวกเขาแต่ละคน
ยรม.33:2-3
2 "พระเจ้าผู้ทรงสร้างแผ่นดินโลก พระเจ้าผู้ทรงปั้นแผ่นดินโลกเพื่อสถาปนาไว้ พระเยโฮวาห์คือพระนามของพระองค์ ตรัสดังนี้ว่า
3 จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า
‘นี่คือเวลาที่พระเจ้าของเจ้าจะตรัสกับเจ้าไม่ใช่หรอกหรือ
เพียงแต่เจ้าร้องเรียกหาเรา เพียงแต่เจ้าทุ่มเทใจแก่เรา
เจ้าจะพบเราในสถานนมัสการของเรา’
นิมิตการทรงเรียกเป็นตัวกำหนดทิศทางชีวิต พระเจ้าจัดเตรียมเส้นทางไว้ (ดูกรณีตัวอย่างโยเซฟและคนอื่นๆ) ผู้ประสงค์ทำตามนิมิตจะมีพลังที่อยู่ภายใน เร้าให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้าตลอดเวลา ด้วยพระวิญญาณเร้าใจข้างใน เสริมสร้างให้เติบโต ได้รับของประทานตะลันต์อย่างเหมาะสม พระวิญญาณบริสุทธิ์ตักเตือนเมื่อเดินผิดทิศ ตีสอนเมื่อไม่ยอมหันสู่ทางที่ถูกต้อง
ตัวอย่าง การตักเตือนและตีสอนโยนาห์
ยนา 1:1-4
1 พระวจนะของพระเจ้ามาถึงโยนาห์ บุตรอามิททัยว่า
2 "จงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์นครใหญ่ และร้องกล่าวโทษชาวเมืองนั้น เหตุความชั่วของเขาทั้งหลายได้ขึ้นมาถึงเราแล้ว"
3 แต่โยนาห์ได้ลุกขึ้นหนีไปยังเมืองทารชิชจากพระพักตร์พระเจ้า ท่านได้ลงไปยังเมืองยัฟฟา และพบกำปั่นลำหนึ่งกำลังไปเมืองทารชิช ดังนั้นท่านจึงชำระค่าโดยสาร และขึ้นเรือเดินทางร่วมกับเขาทั้งหลายไปยังเมืองทารชิช ให้พ้นจากพระพักตร์พระเจ้า
4 แต่พระเจ้าทรงขับกระแสลมใหญ่ขึ้นเหนือทะเล จึงเกิดพายุใหญ่ในทะเลนั้น จนน่ากลัวกำปั่นจะอับปาง
อธิบายขยายความ: คริสเตียนเหมือนโยนาห์ที่ไม่สมบูรณ์ ยังอยู่ในกระบวนการเติบโตฝ่ายวิญญาณ พระเจ้านำแต่ละคนอย่างเจาะจง (คนของพระเจ้าเป็นเช่นนี้ทุกคน) ขอเพียงโยนาห์เชื่อติดตามพระองค์จริงนิมิตการทรงเรียกจะสำเร็จ อันที่จริงแล้วระหว่างทางคือกระบวนการเติบโต (ตราบเท่าที่ผู้เชื่อยังไม่สมบูรณ์ ยังทำบาป) กำลังมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง
การทรงนำไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่คริสเตียนผู้เชื่อเติบโตสมบูรณ์ฝ่ายวิญญาณ แต่อยู่ภายใต้กรอบการทรงนำตั้งแต่วันที่รับเชื่อ ชีวิตคริสเตียนทำถูกบ้างผิดบ้าง แต่สุดท้ายจะไปถึงจุดหมายปลายทาง ถ้าผู้นั้นเติบโตฝ่ายวิญญาณตามลำดับ ผ่านการทดสอบทดลอง
ฮบ.12:10 เพราะบิดาที่เป็นมนุษย์ตีสอนเราเพียงชั่วเวลาเล็กน้อย ตามความเห็นดีเห็นชอบของเขาเท่านั้น แต่พระองค์ได้ทรงตีสอนเราเพื่อประโยชน์ของเรา เพื่อให้เราได้เข้าส่วนในวิสุทธิภาพของพระองค์
They disciplined us for a little while as they thought best; but God disciplines us for our good, in order that we may share in his holiness.
เมื่อพระเจ้ากำหนดนิมิตแก่ผู้ใด พระองค์ประสงค์ให้ผู้นั้นทำตาม
ผู้เชื่อทำเต็มที่สุดกำลัง และสำเร็จโดยพระเจ้า
‘นิมิตการทรงเรียกจะเป็นตัวกำหนดเส้นทางชีวิต เส้นทางที่มีพระองค์ดำเนินไปด้วยตลอดทางจนสู่นิรันดร์’
โยบ.23:13-14
13 แต่พระองค์ทรงผันแปรมิได้ และผู้ใดจะหันพระองค์ได้ พระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็ทรงกระทำสิ่งนั้น
14 เพราะว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดให้ข้านั้นครบถ้วน และสิ่งอย่างนั้นเป็นอันมากอยู่ในพระดำริของพระองค์
“พระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดให้ข้านั้นครบถ้วน”
สดด.32:8 เราจะแนะนำและสอนเจ้าถึงทางที่เจ้าควรจะเดินไป เราจะให้คำปรึกษาแก่เจ้าด้วยจับตาเจ้าอยู่
สดด.23:3-4,6
3 ทรงฟื้นจิตวิญญาณของข้าพเจ้า พระองค์ทรงนำข้าพเจ้าไปในทางชอบธรรม เพราะเห็นแก่พระนามของพระองค์
4 แม้ข้าพระองค์จะเดินไปตามหุบเขาเงามัจจุราช ข้าพระองค์ไม่กลัวอันตรายใดๆ เพราะพระองค์ทรงสถิตกับข้าพระองค์ คทาและธารพระกรของพระองค์เล้าโลมข้าพระองค์
6 แน่ทีเดียวที่ความดีและความรักมั่นคงจะติดตามข้าพเจ้าไป ตลอดวันคืนชีวิตของข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าสืบไปเป็นนิตย์
“เส้นทางสายนิมิต พันธกิจทรงสร้าง มีพระองค์เคียงข้าง เพื่อนร่วมทางสืบไป
เหนื่อยนักก็พักหน่อย แล้วเร่งมุ่งหน้าไป ‘อีกไกล’ ไม่หวั่นไหว ‘ทำได้’ โดยพระองค์
โลกผุดโดยวาทะ ‘ง่ายนะ’ ถ้าประสงค์ เหลือให้ผู้อาจอง มุ่งตรงสู่เส้นชัย”
นี่คือวิถีของผู้นมัสการด้วยชีวิต ผู้ที่ถวายตัวเป็นเครื่องบูชาเพื่อนิมิตจากพระเจ้า น้ำพระทัยสูงสุดสำหรับเขา
2.7.1 เปาโลผู้จ่ายราคาเพื่อข่าวประเสริฐ
อ.เปาโลเป็นตัวอย่างผู้ยินดีจ่ายราคา เผชิญอุปสรรคความทุกข์สารพัด จนกระทั่งเสียชีวิตเพราะเห็นแก่ข่าวประเสริฐ
2คร.11:23-27
23 เขาเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์หรือ ข้าพเจ้าเป็นดีกว่าเขาเสียอีก (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนบ้า) ข้าพเจ้าทำงานใหญ่ยิ่งกว่าเขาอีก ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าเขา ข้าพเจ้าถูกโบยตีเกินขนาด ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ
24 พวกยูเดียเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้งๆ ละสามสิบเก้าที
25 เขาตีข้าพเจ้าด้วยตะบองสามครั้ง เขาเอาก้อนหินขว้างข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
26 ข้าพเจ้าต้องเดินทางบ่อยๆเผชิญภัยอันน่ากลัวในแม่น้ำ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง เผชิญภัยจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ
27 ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆต้องหิวและกระหาย ต้องอดข้าวบ่อยๆต้องทนหนาวและเปลือยกาย
ชีวิตผู้รับใช้ของอ.เปาโลเผชิญภัยมากมาย และเข้าภัยสุดท้ายคือความตาย อ.เปาโลตอบสนองด้วยการกล่าวว่า ให้การตายของตน “เป็นเครื่องบูชา” เป็นการนมัสการด้วยชีวิต นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
2ทธ.4:5-8
5 แต่ท่านจงหนักแน่นมั่นคง จงอดทนต่อความทุกข์ยากลำบาก จงทำหน้าที่ของผู้ประกาศข่าวประเสริฐ และจงกระทำพันธบริการของท่านให้สำเร็จ
6 เพราะว่าข้าพเจ้ากำลังจะตกเป็นเครื่องบูชาอยู่แล้ว ถึงเวลาที่ข้าพเจ้าจะจากไป
7 ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุดข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว
8 ต่อแต่นี้ไปมงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้พิพากษาอันชอบธรรม จะทรงประทานเป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น และมิใช่แก่ข้าพเจ้าผู้เดียวเท่านั้น แต่จะทรงประทานแก่คนทั้งปวงที่ยินดีในการเสด็จมาของพระองค์
2.8 นิมิตของผู้ปรนนิบัติรับใช้ด้วยการสรรเสริญนมัสการ
มีทั้งนิมิตส่วนตัวกับภาพรวม ในกรอบผู้ปรนนิบัติด้วยการร้องสรรเสริญนมัสการ ควรแสวงหานิมิต เช่น วันหนึ่งเมื่อร่ายรำแล้วคนจะกลับใจใหม่เชื่อพระเจ้า เมื่อร่ายรำแล้วคนจะได้ยินเสียงพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อร่ายรำแล้วคนในที่ประชุมจะพูดภาษาแปลกๆ ไม่ใช่เพราะร่ายรำดี ชุดสวยงาม แต่เพราะพระเจ้าต้องการสำแดง ทำงานผ่านคนของพระองค์
วันหนึ่งจะร้องนมัสการท่ามกลางผู้เชื่อนับแสน เสียงของพวกเขาจะเหมือนดั่งเสียงน้ำมากหลาย เหมือนเสียงฟ้าร้องสนั่น
วว.16:6 แล้วข้าพเจ้าได้ยินเสียงดุจเสียงฝูงชนเป็นอันมาก ดุจเสียงน้ำมากหลาย และดุจเสียงฟ้าร้องสนั่นว่า "อาเลลูยา เพราะว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ทรงครอบครองอยู่
วันหนึ่งเมื่อเพลงจากใจจะเป็นการเผยพระวจนะ
วันหนึ่งพระเจ้าจะสำแดงพระสิริเต็มขนาด สถานที่ประชุมจะเต็มด้วยพระสิริจนล้นออกไป
2พศด.5:12-14
12 และบรรดาพวกเลวีที่เป็นนักร้องทั้งหมด ทั้งอาสาฟ เฮมาน และเยดูธูน ทั้งบุตรชายและญาติของเขาทั้งหลาย แต่งกายด้วยผ้าป่าน มีฉาบ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่ ยืนอยู่ทางตะวันออกของแท่นบูชา พร้อมกับปุโรหิตคนแตรหนึ่งร้อยยี่สิบคน)
13 พวกคนแตรและพวกนักร้องจะทำให้คนได้ยินเขาทั้งหลาย ร้องเพลงสรรเสริญและเพลงโมทนาพระคุณเป็นเสียงเดียวกัน และเมื่อเขาร้องขึ้น พร้อมกับแตรและฉาบกับเครื่องดนตรีอย่างอื่นในการถวายสรรเสริญแด่พระเจ้าว่า "เพราะพระองค์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์" พระนิเวศ คือพระนิเวศของพระเจ้าก็มีเมฆเต็มไปหมด
The trumpeters and musicians joined in unison to give praise and thanks to the LORD. Accompanied by trumpets, cymbals and other instruments, the singers raised their voices in praise to the LORD and sang: “He is good; his love endures forever.” Then the temple of the LORD was filled with the cloud,
14 จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบัติไม่ได้ ด้วยเหตุเมฆนั้น เพราะพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า
and the priests could not perform their service because of the cloud, for the glory of the LORD filled the temple of God.
หลายอย่างอาจไม่สำเร็จในชั่วอายุคนรุ่นเดียว จึงต้องวางแผนระยะยาว การส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่น
ผู้มีนิมิตและทำตามนิมิตจะเป็นผู้มีความสุขมากที่สุด อิ่มเอมใจ ดำเนินชีวิตอย่างมีความหมายสูงสุด
จงอย่าโง่เขลา จงแสวงหานิมิตและดำเนินชีวิตตามนิมิตนั้น
อฟ.5:17 เหตุฉะนั้นอย่าเป็นคนโง่เขลา แต่จงเข้าใจน้ำพระทัยขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่าเป็นอย่างไร
สดด.40:8 ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ปีติยินดีที่กระทำตามน้ำพระทัยพระองค์ พระธรรมของพระองค์อยู่ในจิตใจของข้าพระองค์"
I desire to do your will, my God; your law is within my heart.
‘ผู้เชื่อแต่ละคนจะมีเส้นทางสายของตนเอง เส้นทางแห่งการเป็นเครื่องบูชา’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
2.9 นิมิตกับการทรงเรียกส่วนตัว
หัวข้อนี้จะอธิบายนิมิตกับการทรงเรียกส่วนตัวอย่างละเอียด ตั้งแต่การทรงเรียก การพัฒนาสู่เป้าหมาย และผลลัพธ์
นิมิตกับการทรงเรียกสัมพันธ์ใกล้ชิด ในที่นี้เน้นความหมายเชิงเป้าหมายชีวิต พระเจ้าสร้าง เรียกและทรงนำ
2.9.1 การรับเชื่อพระเจ้าคือการทรงเรียกครั้งสำคัญ
การรับเชื่อพระเจ้าคือการทรงเรียกครั้งสำคัญ จุดเริ่มต้นของการเป็นคริสเตียน
ถ้าคนหนึ่งได้รับความรอด (รักษาความรอดไว้ได้) คนนั้นสอบผ่าน แม้จะรอดหวุดหวิดหรือ “รอดจากไฟ”
1คร.3:13-15
13 การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็น เพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจน เพราะว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟ ไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่างไร
14 ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน
15 ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไป ผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทน แต่ตัวเขาเองจะรอด แต่เหมือนดังรอดจากไฟ
1คร.3:13-15 พูดถึงงานรับใช้ที่พระเจ้าต้องการ สิ่งนั้นต้องเกิดผลยั่งยืน งานรับใช้เช่นนั้นจะได้ “ค่าตอบแทน” คือรางวัลในสวรรค์ เช่น มงกุฎ แต่หากไม่เป็นงานรับใช้ที่ยั่งยืน เขาจะได้เพียงความรอด (15)
จึงมี 2 ส่วนคือ ค่าตอบแทนกับความรอด
ความรอดเป็นเป้าหมายพื้นฐานของผู้เชื่อศรัทธา คือต้องได้ความรอดก่อน (และรักษาไว้ได้)
2ทธ.4:10 เพราะว่าเดมาสได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว และได้ทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิกา เครสเซนส์ได้ไปยังแคว้นกาลาเทีย ทิตัสได้ไปยังเมืองดาลมาเทีย
การรับเชื่อพระเจ้าคือการทรงเรียกครั้งสำคัญ
2.9.2 ทุกคนมีเป้าหมายการทรงสร้างเฉพาะ
พระเจ้าบรรจุนิมิตการทรงเรียกเฉพาะบุคคล ทุกคนมีเป้าหมายการทรงสร้างเฉพาะ
ยกตัวอย่าง โมเสส ดาวิด อิสยาห์ เปโตร ฯลฯ พระเจ้ามีเป้าหมายเฉพาะต่อแต่ละคน
บางครั้งคริสเตียนมีการทรงเรียกเหมือนกันในหลักการกว้างๆ เช่น เป็นนักประกาศในจังหวัด เป็นนักธุรกิจเพื่อพระเจ้า แต่รายละเอียดจะต่างกันเหมือนการทรงสร้างที่ทุกคนมีรูปร่างหน้าตาความคิดอ่านต่างกัน
ผู้ที่ทำตามปฐมบัญชากับมหาบัญชา คือ คนที่ทำตามเป้าหมายกรอบกว้างสุด เป็นเป้าหมายของคริสตจักรสากล หรือเป้าหมายพื้นฐานของทุกคริสตจักร จากนั้นแต่ละคริสตจักรจะมีเป้าหมายเฉพาะเป็นเป้าหมายของคริสตจักรท้องถิ่น เช่น คริสตจักรประเทศจีน คริสตจักรอำเภอ
จากคริสตจักรสากล สู่คริสตจักรท้องถิ่น ไล่ลงมาเรื่อยๆ สุดท้ายคือผู้เชื่อแต่ละคน
2.9.3 บางคนรู้เร็วบางคนรู้ช้า
พระเจ้ามีเป้าหมายการทรงสร้างต่อแต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจง บางคนรู้เร็ว บางคนรู้ช้า คริสเตียนแต่ละคนสามารถถามตัวเองว่ารู้เร็วรู้ช้า หรือรู้ยัง
ตัวอย่าง ซีโมน พระเยซูพูดเป้าหมายตั้งแต่ครั้งแรกเจอซีโมน
ลก.5:10 ยากอบและยอห์นบุตรของเศเบดีผู้ร่วมงานกับซีโมน ก็ประหลาดใจเหมือนกัน พระเยซูตรัสแก่ซีโมนว่า "อย่ากลัวเลย ตั้งแต่นี้ไปท่านจะเป็นผู้จับคน"
เหตุการณ์พระเจ้าพูดกับอานาเนียให้ไปหาเปาโล ชี้ว่าเปาโล “เป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้”
กจ.9:15 ฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ตรัสกับท่านว่า "จงไปเถิด เพราะว่าคนนั้นเป็นภาชนะที่เราได้เลือกสรรไว้ สำหรับจะนำนามของเราไปยังประชาชาติ กษัตริย์และพวกอิสราเอล
ในวันที่เปาโลเชื่อพระเจ้า ทรงพูดชัดว่าเป้าหมายต่อเปาโลคืออะไร
2.9.4 ยังไม่แน่ใจขอทรงนำชีวิตต่อไป
บางคนอาจตอบว่ายังไม่แน่ใจ ในกรณีนี้ให้ตั้งใจแสวงหาพระเจ้าต่อไป ขอเพียงตั้งใจดำเนินชีวิตกับพระเจ้า พระองค์จะนำให้เข้าสู่เป้าหมายมากขึ้น
สดด.37:23-24
23 ถ้าพระเจ้าทรงนำย่างเท้าของมนุษย์คนใด และคนนั้นพอใจในมรรคาของพระองค์
24 แม้เขาล้ม เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาวเพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้
สดด.37:23-24 การทรงนำไม่เกิดกับบางคนเท่านั้น ทรงนำผู้เชื่อทุกคน ทรงอยู่ใกล้และช่วยเหลือทุกคนที่แสวงหาพระองค์
อธิบายขยายความ: ดังที่นำเสนอแล้วว่า การรับเชื่อพระเจ้าคือการทรงนำครั้งสำคัญ เริ่มต้นดำเนินชีวิตในทางพระเจ้า จากนั้นเป็นกระบวนการเติบโตจนถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์ ทำตามนิมิตการทรงเรียก
พระเจ้าทรงนำซีโมนเปโตรกับเปาโลตั้งแต่ต้น ไม่ต้องรอให้ทั้งสองเติบโตกลายเป็นอัครทูต พวกเขาบางครั้งอ่อนแอ ในกรอบกว้างพระเจ้ายังทรงนำแม้ยังไม่สมบูรณ์ คริสเตียนก็เป็นเช่นนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในเราจะทรงนำ แม้บางครั้งคริสเตียนต่อสู้ขัดขืน ทำบาป แต่ตราบใดที่ยังเชื่อศรัทธา ยังมีการทรงนำ ต่างกันที่ใครจะตอบสนองเร็วกว่า เข้าใกล้น้ำพระทัยสมบูรณ์มากกว่า
คนที่แสวงหาพระเจ้าจะได้รับการทรงนำ เข้าใกล้น้ำพระทัยสมบูรณ์
สดด.14:2 พระเจ้าทรงมองลงมาจากฟ้าสวรรค์ดูลูกหลานของมนุษย์ ว่าจะมีคนใดบ้างที่ฉลาดที่เสาะแสวงหาพระเจ้า
The LORD looks down from heaven on all mankind to see if there are any who understand, any who seek God.
อสย.55:6 "จงแสวงหาพระเจ้า เมื่อจะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้
Seek the LORD while he may be found; call on him while he is near.
สดด.119:10 ข้าพระองค์แสวงพระองค์ด้วยสุดใจของข้าพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงไปจากพระบัญญัติของพระองค์
I seek you with all my heart; do not let me stray from your commands.
พคค.3:25-26
25 พระเจ้าทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์อยู่และทรงดีต่อคนที่แสวงพระองค์
The LORD is good to those whose hope is in him, to the one who seeks him;
26 เป็นการดีที่จะหวังใจและรอคอย ความรอดจากพระเจ้า
it is good to wait quietly for the salvation of the LORD.
“ทรงดีต่อคนที่แสวงพระองค์”
2.9.5 สัมพันธ์กับการเติบโตฝ่ายวิญญาณ
การดำเนินชีวิตตามการทรงเรียกสัมพันธ์กับการเติบโตฝ่ายวิญญาณ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
เพราะหมายถึงมีชีวิตบริสุทธิ์ชอบธรรมในทางพฤตินัยมากขึ้น คนที่ไม่อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต โอกาสรู้นิมิตการทรงเรียกจึงต่ำ ถึงรู้ก็ไม่ทำตาม (รักความบาปมากกว่า) ก่อนจะรู้การทรงเรียกส่วนตัวต้องถามว่าทำตามนิมิตพระเจ้า นิมิตชุมชนผู้เชื่อมากแค่ไหน
ขอเพียงตั้งใจติดตามพระเจ้า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะนำชีวิต นั่นคือนำให้เข้าใกล้การทรงเรียกส่วนตัวมากขึ้นทุกทีนั่นเอง (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
อธิบายขยายความ: การดำเนินชีวิตในทางพระเจ้ามิได้อาศัยกำลังของตัวเอง สำคัญที่ต้องใช้กำลังจากพระวิญญาณ รับการทรงนำ ปกป้อง ช่วยกู้ ฯลฯ พระวิญญาณจึงสำคัญ
ชีวิตคริสเตียนไม่ได้เปลี่ยนด้วยความพยายามของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกินธรรมชาติ เป็นการอัศจรรย์ที่ทรงเปลี่ยนแปลงเรา
พระวิญญาณบริสุทธ์ช่วยเปลี่ยนชีวิต นี่คือพระสัญญาของพระเจ้า
อสค.36:25-28
25 เราจะเอาน้ำสะอาดพรมเจ้า และเจ้าจะสะอาดพ้นจากมลทินทั้งหลายของเจ้า และเราจะชำระเจ้าจากรูปเคารพทั้งหลายของเจ้า
26 เราจะให้ใจใหม่แก่เจ้าและเราจะบรรจุจิตวิญญาณใหม่ไว้ในเจ้า เราจะนำใจหินออกไปเสียจากเนื้อของเจ้า และให้ใจเนื้อแก่เจ้า
27 และเราจะใส่วิญญาณของเราภายในเจ้าและกระทำให้เจ้าดำเนินตามกฎเกณฑ์ของเรา และให้รักษากฎหมายของเราและกระทำตาม
28 เจ้าจะอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งเราให้แก่บรรพบุรุษของเจ้า และเจ้าจะเป็นประชากรของเราและเราจะเป็นพระเจ้าของเจ้า
อสค.36:25-28 พระเจ้าสัญญาว่าพระองค์สามารถเปลี่ยนใจหิน ใจที่ไม่อยากตอบสนอง ให้เป็นใจเนื้อที่อ่อนนุ่ม ที่มีชีวิต และเป็นชีวิตของพระวิญญาณที่อยู่ในเรา
ทุกคนถูกสร้างอย่างเจาะจงจึงมีการนำอย่างเจาะจง ความไม่สมบูรณ์ของผู้เชื่อทำให้เขาห่างนิมิต หรือถึงรู้ก็ไม่ทำ แต่เมื่อเขาตั้งใจก็จะเข้าใกล้มากขึ้นและมากขึ้น
นิมิตมาจากพระเจ้า พระองค์เป็นผู้กระทำให้สำเร็จตามน้ำพระทัย (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
2.9.6 ชีวิตทรงพลังคนมีนิมิต
นิมิตการทรงเรียกอาจอธิบายกรอบแคบว่าคือเป้าหมายชีวิต ทั้งระยะสั้น ยาว เป็นเส้นทางที่เดินไป
ข้อสำคัญคือนิมิตมาจากพระเจ้า พระองค์เป็นผู้กระทำให้สำเร็จตามน้ำพระทัย คนมีนิมิตจึงมีชีวิตทรงพลัง เพราะพระองค์สนับสนุนเขานั่นเอง ทรงเป็นผู้กระทำให้สำเร็จ หน้าที่ผู้เชื่อคือตอบสนองและดำเนินตามนิมิตการทรงเรียกนั้น
โยบ.23:13-14
13 แต่พระองค์ทรงผันแปรมิได้ และผู้ใดจะหันพระองค์ได้ พระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็ทรงกระทำสิ่งนั้น
14 เพราะว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดให้ข้านั้นครบถ้วน และสิ่งอย่างนั้นเป็นอันมากอยู่ในพระดำริของพระองค์
ไม่ว่าเช้าค่ำ ฤดูร้อนหรือหนาว กำลังเผชิญสิ่งใด
เขาจะก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปข้างหน้า ก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น
เดินได้ 100 ก้าวก็จะเดิน 100 ก้าว เดินได้ 10 ก้าวก็จะเดิน 10 ก้าว แม้ถ้าเดินด้วยขาไม่ได้ก็จะส่งใจ ส่งคำอธิษฐานไป ด้วยพลังและน้ำพระทัยพระองค์
สรรเสริญพระเจ้า
3. ทิ้งรูปเคารพวิถีชีวิตแห่งความบาป (5-11)
คส.3:5-11
5 เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ
6 เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา
7 ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้
8 แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดเสียดสี คำพูดหยาบโลน
9 อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว
10 และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า
11 อย่างนี้ไม่เป็นพวกกรีกหรือพวกยิว ไม่เป็นผู้ที่เข้าสุหนัตหรือไม่ได้เข้าสุหนัต พวกคนต่างชาติหรือชาวสิเธีย ทาสหรือไทก็ไม่เป็น แต่ว่าพระคริสต์ทรงเป็นสารพัด และทรงดำรงอยู่ในสารพัด
ชีวิตในความบาป รักความบาปย่อมไม่พบพระเจ้า แม้สารภาพบาปก่อนร้องสรรเสริญนมัสการพอช่วยได้บ้าง แต่ไม่ใช่คำตอบ เพราะความบาปกับการนมัสการพระเจ้าไปด้วยกันไม่ได้ ท้ายที่สุดต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง
อสย.59:2 แต่ว่าความบาปชั่วของเจ้าทั้งหลายได้กระทำให้เกิดการแยก ระหว่างเจ้ากับพระเจ้าของเจ้า และบาปของเจ้าทั้งหลายได้บังพระพักตร์ของพระองค์เสียจากเจ้า พระองค์จึงมิได้ยิน
3.1 การมีรูปเคารพ
คส.3:5-6
5 เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ
6 เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา
การมีรูปเคารพ บูชารูปเคารพ หมายถึง ปฏิเสธพระเจ้า มีใจออกห่าง รักหรือให้ความสำคัญ ยึดถือปฏิบัติตามค่านิยม คำสอนอื่น อธิบายขยายความดังนี้
3.1.1 ปฏิเสธพระเจ้า
ความเชื่อของคริสเตียนยึดพระคัมภีร์ไบเบิล พระเจ้าเที่ยงแท้มีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ศรัทธาพระอื่น ไม่กราบไหว้บูชาสิ่งอื่น
การมีรูปเคารพ บูชารูปเคารพ เท่ากับไม่ศรัทธาพระเจ้าเพียงหนึ่งเดียว ผิดจากคำสอนพระองค์
อพย.20:2-6
2 “เราคือพระเจ้าของเจ้า ผู้ได้นำเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์คือจากแดนทาส
3 “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา
4 “อย่าทำรูปเคารพสำหรับตน เป็นรูปสิ่งใดซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือบนแผ่นดินเบื้องล่าง หรือในน้ำใต้แผ่นดิน
5 อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเจ้าของเจ้า เป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน
6 แต่เราแสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเรา และปฏิบัติตามบัญญัติของเราจนถึงพันชั่วอายุคน
รากศัพท์คำว่า “ความรักมั่นคง” หรือ “kindness” (NIV) ในอพย.20:6 คือ חֵסֵד (อ่าน kheh'-sed) หมายถึง ความรักเมตตา (lovingkindness) ความรักมั่นคง (steadfast love) ความภักดี (loyalty) ความสัตย์ซื่อ (faithfulness) พระคุณความดี (goodness)
รากศัพท์นี้ใช้ในหลายที่ เช่น
คำว่า “ความกรุณา” ในปฐก.19:19
ปฐก.19:19 ดูเถิด ผู้รับใช้ของท่านเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว และท่านได้สำแดงความกรุณาอันยิ่งใหญ่ในการช่วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะหนีไปที่เนินเขาไม่ได้ เกรงว่าภัยภิบัตินั้นจะตามทัน และข้าพเจ้าจะตายเสีย
คำว่า “ความรักมั่นคง” ในอพย.15:13 ฉธบ.5:10
อพย.15:13 พระองค์ทรงนำชนชาติ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่ไว้ด้วยความรักมั่นคงของพระองค์ พระองค์ทรงพาเขามาถึงที่สถิตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ด้วยพระเดชานุภาพ
รากศัพท์นี้คือคำที่ใช้ในความหมายความรักแบบพันธสัญญา
ฉธบ.5:10 แต่แสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเราและปฏิบัติตามบัญญัติของเรากระทั่งพันชั่วอายุ
but showing love to a thousand generations of those who love me and keep my commandments.
ฉธบ.5 เป็นตอนที่พูดถึงบัญญัติ 10 ประการ เป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อศรัทธา
ความรักมั่นคงแบบพันธสัญญา หมายความว่าพระเจ้าจะรักตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะเดียวกันผู้เชื่อต้องรักมั่นคงเช่นนั้นด้วย
คริสเตียนจึงไม่บูชาชื่อเสียง เงินทอง ลาภยศ ความสัมพันธ์ชายหญิง หรือสิ่งใดๆ ที่ไม่ใช่พระเจ้า ไม่อยู่เพื่อสิ่งเหล่านั้น
คริสเตียนที่เชื่อศรัทธาพระเจ้าจริง จะเชื่อศรัทธาพระเยซูเพียงหนึ่งเดียว ไม่บูชานมัสการพระเยซูพร้อมกับศาสนาหรือสิ่งอื่น
3.1.2 มีใจออกห่าง
การรักโลกหรือสิ่งที่โลกมอบให้ เช่น เกียรติยศ เงินทอง ความสัมพันธ์ชายหญิง ค่านิยมฝ่ายโลก ยินดีในความบาปชั่ว คือการหลงรักบาปที่อยู่ตรงข้ามกับความบริสุทธิ์ชอบธรรม
การหลงรักบาปคือการนมัสการความบาป ให้ความสำคัญกับบาป เทิดทูนบาป
พระเจ้าใช้คำว่า “เล่นชู้” เป็นชู้ เล็งถึงไม่สัตย์ซื่อในความสัมพันธ์
วนฉ.2:17 แต่เขาทั้งหลายก็ยังไม่เชื่อฟังผู้วินิจฉัยทั้งหลายของเขา เพราะเขาทั้งหลายเล่นชู้กับพระอื่น และกราบไหว้พระอื่น ไม่ช้าเขาก็หันไปเสียจากทางซึ่งบรรพบุรุษของเขาได้ดำเนิน ผู้ได้เชื่อฟังพระธรรมบัญญัติของพระเจ้า แต่เขาทั้งหลายมิได้กระทำตาม
กดว.25:1-3
1 เมื่ออิสราเอลพักอยู่ในเมืองชิทธีม ประชาชนก็ได้เริ่มเล่นชู้กับหญิงชาวโมอับ
2 หญิงเหล่านี้ก็เชิญประชาชนให้ไปกระทำบูชาต่อพระของนาง ประชาชนก็รับประทานและกราบไหว้พระของนาง
3 ดังนั้นอิสราเอล ก็เข้าถือพระบาอัลแห่งเปโอร์ และพระเจ้าทรงพระพิโรธต่ออิสราเอล
3.1.3 การยึดถือปฏิบัติตามคำสอนอื่น
การยึดถือปฏิบัติตามคำสอนอื่นเท่ากับปฏิเสธพระเจ้า
การดำเนินชีวิตตามแนวทางของพระอื่น ลัทธิแนวคิดต่างๆ ที่ขัดแย้งกับพระเจ้า เป็นเรื่องร้ายแรงมาก
ตั้งแต่สมัยโมเสส เริ่มยุคธรรมบัญญัติ พระเจ้ากำชับเรื่องนี้
ลนต.18:1-5
1 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า
2 "จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
3 เจ้าทั้งหลายอย่ากระทำดังที่เขากระทำกันในแผ่นดินอียิปต์ ซึ่งเจ้าเคยพำนักอยู่นั้น และเจ้าอย่ากระทำดังที่เขากระทำกันในแผ่นดินคานาอัน ซึ่งเรากำลังพาเจ้าไปนั้น เจ้าอย่าประพฤติตามกฎเกณฑ์ของเขา
4 เจ้าทั้งหลายจงกระทำตามกฎหมายของเราและรักษากฎเกณฑ์ของเราและประพฤติตาม เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
5 เพราะฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจึงต้องรักษากฎเกณฑ์ของเรา และกฎหมายของเราด้วยการกระทำตามนั่นแหละ มนุษย์จึงจะมีชีวิตอยู่ได้ เราคือพระเจ้า
Keep, then, my statutes and decrees, for the person who carries them out will find life through them. I am the LORD.
จากลนต.18:1-5 จงปฏิเสธคำสอนหลักการของผู้ไม่เชื่อพระเจ้า (3) ให้ยึดถือปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ (4) ผลคือมีชีวิต (5) เป็นชีวิตตามน้ำพระทัยและได้รับการอวยพร เหตุที่สั่งสอนเช่นนั้นเพราะคำสอนแนวคิดจากที่อื่นมีความบาปผสมอยู่ เมื่อยึดถือปฏิบัติตามจึงทำบาปและต้องรับโทษ
และเป็นข้อสรุปว่า ผู้ปฏิบัติตามคำสอนคือผู้ที่ยึดถือว่าพระองค์เป็นพระเจ้าของเขาจริง “เราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า” (2)
พระเยซูกล่าวใน ยน.14:15 "ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา
จงตรวจสอบตัวเองทุกวันว่าท่านปฏิบัติตามคำสอนหรือไม่ ตั้งเป้าดำเนินชีวิตตามนั้นหรือไม่ ขอความเมตตาจากพระองค์เสมอ
3.2 วิถีชีวิตในความบาป
วิถีชีวิตในความบาป หมายถึงลักษณะชีวิตบาปทั้งหลาย
ถ้าอธิบายในเชิงเป้าหมาย คนบาปคือผู้หันออกจากเป้าหมายของพระเจ้า ออกจากทางของพระองค์ อาจแสดงออกเป็นผู้แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน แม้ต้องทำร้ายกดขี่รังแกผู้อื่น
คส.3:5-11
5 เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ
6 เพราะสิ่งเหล่านี้ พระอาชญาของพระเจ้าก็จะลงมา
7 ครั้งหนึ่งท่านเคยประพฤติสิ่งเหล่านี้ด้วย ครั้งเมื่อท่านยังดำรงชีวิตอยู่กับสิ่งเหล่านี้
8 แต่บัดนี้ สารพัดสิ่งเหล่านี้ท่านจงเปลื้องทิ้งเสีย คือความโกรธ ความขัดเคือง การคิดปองร้าย การพูดเสียดสี คำพูดหยาบโลน
9 อย่าพูดมุสาต่อกัน เพราะว่าท่านได้ปลดวิสัยมนุษย์เก่า กับการปฏิบัติของมนุษย์นั้นเสียแล้ว
10 และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า
11 อย่างนี้ไม่เป็นพวกกรีกหรือพวกยิว ไม่เป็นผู้ที่เข้าสุหนัตหรือไม่ได้เข้าสุหนัต พวกคนต่างชาติหรือชาวสิเธีย ทาสหรือไทก็ไม่เป็น แต่ว่าพระคริสต์ทรงเป็นสารพัด และทรงดำรงอยู่ในสารพัด
คส.3:5-11 คือตัวอย่างความบาปที่เปาโลกล่าวย่อๆ ตามบริบทของโคโลสี เช่นเรื่องความผิดบาปทางเพศ การพูดเท็จ (อ.เปาโลตั้งใจเขียนจดหมายฉบับนี้เพื่อพี่น้องโคโลสี) หลักการคือทิ้งวิถีชีวิตบาป ทิ้งทุกสิ่งที่เป็นรูปเคารพ
ความบาปในที่นี้หมายถึงความบาปในทางพฤตินัย อ.เปาโลกำลังกล่าวต่อพี่น้องโคโลสีที่เชื่อพระเจ้าแล้ว
อฟ.4:22-24
22 ท่านจงทิ้งตัวเก่าของท่าน ซึ่งคู่กับวิถีชีวิตเดิมนั้นเสีย อันจะเสื่อมเสียไปสู่ความตายตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง
23 และจงให้วิญญาณจิตของท่านเปลี่ยนใหม่
to be made new in the attitude of your minds;
24 และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
and to put on the new self, created to be like God in true righteousness and holiness.
คส.3:5 อ.เปาโลตั้งใจใช้คำที่แรง คือ “ประหาร” ชีวิตเก่า เหมือนกับการตัดรากถอนโคน ไม่ให้โอกาสกลับมาอีก
คส.3:5 เหตุฉะนั้นจงประหารโลกียวิสัยในตัวท่านเสีย มีการล่วงประเวณี การโสโครก ราคะตัณหา ความปรารถนาชั่ว และความโลภ ซึ่งเป็นการนับถือรูปเคารพ
Put to death, therefore, whatever belongs to your earthly nature: sexual immorality, impurity, lust, evil desires and greed, which is idolatry.
นอกจากใช้คำว่า “ประหาร” ชีวิตเก่า อ.เปาโลยังพูดเปรียบเทียบเหมือนการใส่เครื่องแต่งกายชุดใหม่แทนชุดเก่า เครื่องแต่งกายชุดเก่าคือชีวิตเก่า ชุดใหม่คือชีวิตใหม่
สังเกตคำว่า “เปลื้องทิ้งเสีย” (8) แล้ว “สวม” (10) ชีวิตใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า
ส่วนหนึ่งของการตัดสินใจเชื่อพระเจ้าคือการทิ้งชีวิตเก่า ทิ้งตัวเก่า ตายต่อความบาปทั้งสิ้น คส.3:5 อ.เปาโลย้ำเรื่องนี้
รม.8:13 เพราะว่าถ้าท่านทั้งหลายดำเนินชีวิตตามฝ่ายเนื้อหนังแล้ว ท่านจะต้องตาย แต่ถ้าโดยฝ่ายพระวิญญาณ ท่านได้ทำลายการของฝ่ายกายเสียท่านก็จะดำรงชีวิตได้
ปัญหาที่พบบ่อยคือคริสเตียนทำบาป โดยไม่เข้าใจว่ากำลังทำผิด บางคนยังหลงคิดว่าทำสิ่งถูกต้อง ยึดติดค่านิยมความคิดเดิมก่อนเชื่อพระเจ้า ขาดความเข้าใจหลักพระวจนะ
ทต.1:16 เขาแสดงตัวว่ารู้จักพระเจ้า แต่ว่าในการกระทำของเขา เขาก็ปฏิเสธพระองค์ เขาเป็นคนน่าชัง ไม่เชื่อฟังใคร และไม่เหมาะที่จะกระทำกรรมดีใดๆ เลย
They claim to know God, but by their actions they deny him. They are detestable, disobedient and unfit for doing anything good.
นักนมัสการพระเจ้าจึงต้องรู้หลักการพระคัมภีร์อย่างลึกซึ้งครบถ้วน ศึกษาพระวจนะอย่างสม่ำเสมอทั้งแบบกลุ่มและแบบส่วนตัว สามารถแยกแยะว่าอะไรคือบาป อะไรคือความชอบธรรม รู้วิธีเอาชนะค่านิยมทัศนคติฝ่ายโลก วิถีแห่งบาป
โดยสรุปแล้ว คริสเตียนต้องหมั่นตรวจสอบดูว่าอะไรคือบาปของตน อะไรเป็นเหตุให้ห่างจากพระเจ้า แก้ไขความบาปผิดอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกับตรวจสอบว่าได้ “ประหาร” วิถีชีวิตแห่งบาปอย่างหมดจดหรือไม่
อฟ.5:3-5
3 แต่การเอ่ยถึงการล่วงประเวณี การลามกต่างๆ และการละโมบ อย่าให้มีขึ้นในพวกท่านเลย จะได้สมกับที่ท่านเป็นธรรมิกชน
4 ทั้งอย่าพูดหยาบคาย พูดเล่นไม่เป็นเรื่อง และพูดตลกหยาบโลนเกเร ซึ่งเป็นการไม่สมควร แต่ให้ขอบพระคุณดีกว่า
5 ท่านจงรู้แน่ว่า คนล่วงประเวณี คนทุศีล คนละโมบ (ที่เป็นเหมือนคนที่นับถือรูปเคารพ) จะมีส่วนในแผ่นดินของพระคริสต์และพระเจ้าเป็นมรดกก็หามิได้
อย่าเป็นคริสเตียนเฉพาะวันอาทิตย์ (วันที่คริสเตียนรวมตัวกันเพื่อนมัสการพระเจ้า) ผู้ใดเป็นคริสเตียนเฉพาะวันอาทิตย์ ผู้นั้นนมัสการพระเจ้าเฉพาะวันอาทิตย์ เช่นนี้ไม่ใช่นักนมัสการ
การทำลายวิถีแห่งบาปเป็นขั้นตอนพื้นฐานสู่ชีวิตใหม่ หากยังรักชีวิตเก่าย่อมไม่ปรารถนาชีวิตใหม่ หากยังเก็บซ่อนรากเก่า ความชั่วจะงอกขึ้นมาอีก ชีวิตใหม่จะสมบูรณ์เมื่อได้ประหารวิถีแห่งบาปอย่างสมบูรณ์
จงอธิษฐานให้มาก พึ่งพาพระองค์ให้มาก สรรเสริญนมัสการเสมอ เพื่อจะมีชัยเหนือวิถีบาปทั้งปวง
2ธส.3:3-4
3 แต่ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงสัตย์ซื่อ จะทรงเสริมกำลังท่านทั้งหลาย และทรงป้องกันท่านไว้ให้พ้นจากซึ่งชั่วร้าย
4 เรามีความวางใจในท่านเนื่องจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ว่าท่านกำลังประพฤติและจะประพฤติต่อไปตามที่เรากำชับท่าน
4. ดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้า (12-14)
คส.3:12-14
12 เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน
13 จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน
14 แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์
การดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้ามีประเด็นควรเข้าใจดังนี้
4.1 ความสำคัญของลักษณะชีวิต
การสรรเสริญนมัสการไม่ใช่การร้องเล่นเต้นรำ ผู้นมัสการต้องสำแดงความเป็นคนของพระเจ้า ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลง มีลักษณะเหมือนพระองค์มากขึ้นๆ
1ซมอ.15:22-23
22 และซามูเอลกล่าวว่า "พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชามาก เท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะสดับฟังก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้
23 เพราะการกบฏก็เป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ถือยาม และความดื้อดึงก็เป็นเหมือนบาปชั่วและการไหว้รูปเคารพเพราะเหตุที่ท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระเจ้า พระองค์จึงทรงถอดท่านออกจากตำแหน่งกษัตริย์"
ในบริบทพระเจ้าไม่ได้ปฏิเสธการถวายเครื่องบูชา ทรงเตือนว่าเบื้องหลังการถวายเครื่องบูชา การสรรเสริญนมัสการพระเจ้าคือการรู้จักพระเจ้า เชื่อฟังพระองค์
บางคนตีความตามตัวอักษร คิดว่าเมื่อเขาถวายเครื่องบูชาพระเจ้าก็จะอวยพร ข้อพระคัมภีร์ 1ซมอ.15:22-23 เตือนว่าการตีความแบบนั้นไม่ถูกต้อง
4.2 ตามมาตรฐานพระเจ้าเท่านั้น
สภษ.16:2 ทางทั้งสิ้นของมนุษย์ก็บริสุทธิ์ในสายตาของเขา แต่พระเจ้าทรงชั่งจิตใจ
สภษ.21:2-3
2 ทางของคนทุกทางก็ถูกต้องในสายตาของตน แต่พระเจ้าทรงชั่งใจ
3 ที่จะกระทำความชอบธรรมและความยุติธรรม ก็เป็นที่โปรดปรานแด่พระเจ้ามากกว่าเครื่องสักการบูชา
สภษ.16:2, 21:2-3 พูดถึงความบริสุทธิ์ ความชอบธรรมและความยุติธรรม ที่ต้องเป็นตามมาตรฐานพระเจ้าเท่านั้น
อธิบายขยายความ: บางคนคิดว่าตนทำถูกหรือคิดว่าทำดีตามมาตรฐานที่ยึดถือก็พอแล้ว แต่ที่ถูกต้องจริงดีจริงต้องตามมาตรฐานพระเจ้าเท่านั้น
4.3 ลักษณะชีวิตใหม่อื่นๆ
หัวข้อนี้ขยายความชีวิตอย่างคนของพระเจ้า ตัวอย่างลักษณะชีวิตใหม่ เช่น
คส.3:12-14
12 เหตุฉะนั้นในฐานะที่เป็นพวกซึ่งพระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นพวกที่บริสุทธิ์และเป็นพวกที่ทรงรัก จงสวมใจเมตตา ใจปรานี ใจถ่อม ใจอ่อนสุภาพ ใจอดทนไว้นาน
Therefore, as God’s chosen people, holy and dearly loved, clothe yourselves with compassion, kindness, humility, gentleness and patience.
13 จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดยกโทษให้ท่านฉันใด ท่านจงกระทำอย่างนั้นเหมือนกัน
Bear with each other and forgive one another if any of you has a grievance against someone. Forgive as the Lord forgave you.
14 แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์
And over all these virtues put on love, which binds them all together in perfect unity.
คส.3:12-14 พูดถึงลักษณะชีวิตใหม่ เป็นตัวอย่างชีวิตใหม่บางข้อที่อ.เปาโลเอ่ยถึงในที่นี้
พระคัมภีร์ข้ออื่นๆ ที่พูดถึงลักษณะชีวิตใหม่ เช่น อฟ.4:22-24, มก.7:21-22, รม.1:29-31
พระเจ้าไม่ได้สอนให้ทิ้งตัวเก่าแล้วหยุดเท่านั้น ควบคู่กับการทิ้งวิถีบาป คือดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้า การทิ้งชีวิตเก่าจะควบคู่กับวิถีชีวิตใหม่เสมอ
เพื่อจะดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้า นำเวลาที่เคยใช้ทำบาปเปลี่ยนเป็นเวลาเพื่อพระเจ้า แทนนิสัยเก่าด้วยวิถีใหม่ อันจะช่วยป้องกันไม่ให้ ‘ตัวเก่า’ กำเริบด้วย
วิถีชีวิตใหม่จะเป็นเครื่องชี้ว่าได้ทิ้งตัวเก่า ดำเนินชีวิตอย่างคนของพระองค์
1ปต.4:2 เพื่อจะได้ไม่ดำเนินชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในโลกตามใจปรารถนาของมนุษย์ แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ชีวิตใหม่คือชีวิตที่ถูกแยกไว้เพื่อพระคริสต์ (อีกความหมายของคำว่าบริสุทธิ์) ได้อยู่กับพระองค์นิรันดร์ สะท้อนพระลักษณะพระเจ้า (ความรัก ความเมตตาปรานี ใจถ่อม อ่อนสุภาพ อดทน ฯลฯ) สำแดงการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของคุณสมบัติหรือลักษณะชีวิตของผู้นมัสการพระเจ้า
อฟ.5:1-2
1 เหตุฉะนั้นท่านจงเลียนแบบของพระเจ้า ให้สมกับเป็นบุตรที่รัก
2 และจงดำเนินชีวิตในความรัก เหมือนดังที่พระคริสต์ได้ทรงรักเราทั้งหลาย และทรงประทานพระองค์เองเพื่อเรา ให้เป็นเครื่องถวายและเครื่องบูชาอันเป็นที่โปรดปรานของพระเจ้า
คริสเตียนไม่ใช่ผู้ไม่ทำผิดบาปเลย เป็นผู้ยึดพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง มีชีวิตเหมือนพระคริสต์มากขึ้นๆ ข้อนี้สำคัญยิ่งยวด
พระเยซูตรัสว่า ...
มธ.7:21 "มิใช่ทุกคนที่เรียกเราว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า" จะได้เข้าในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเรา ผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
“Not everyone who says to me, ‘Lord, Lord,’ will enter the kingdom of heaven, but only the one who does the will of my Father who is in heaven.
ยก.2:14 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า แม้ผู้ใดจะว่าตนมีความเชื่อ แต่ไม่ประพฤติตามจะได้ประโยชน์อะไร ความเชื่อของเขาจะช่วยเขาให้รอดได้หรือ
4.4 สรุป
คุณสมบัติหรือลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการ คือ ผู้เชื่อที่มุ่งแสวงหาพระเจ้า ต้องการพระองค์มากกว่าสิ่งใด สำแดงออกด้วยการทิ้งตัวเก่า ดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้า ตั้งเป้าถวายเกียรติทุกเรื่อง มีเป้าหมายเพื่อปฐมบัญชากับมหาบัญชา เมื่อถึงเวลาหนึ่งเขาจะได้รับนิมิตการทรงเรียกส่วนตัว เส้นทางแห่งการเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตตามน้ำพระทัยสูงสุดต่อคนนั้น
อสย.55:6 "จงแสวงหาพระเจ้า เมื่อจะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้
Seek the LORD while he may be found; call on him while he is near.
สดด.14:2 พระเจ้าทรงมองลงมาจากฟ้าสวรรค์ดูลูกหลานของมนุษย์ ว่าจะมีคนใดบ้างที่ฉลาดที่เสาะแสวงหาพระเจ้า
The LORD looks down from heaven on all mankind to see if there are any who understand, any who seek God.
สดด.119:10 ข้าพระองค์แสวงพระองค์ด้วยสุดใจของข้าพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงไปจากพระบัญญัติของพระองค์
I seek you with all my heart; do not let me stray from your commands.
1พศด.16:10-11
10 จงอวดพระนามบริสุทธิ์ของพระองค์ ให้จิตใจของบรรดาผู้แสวงหาพระเจ้าเปรมปรีดิ์
Glory in his holy name; let the hearts of those who seek the LORD rejoice.
11 จงแสวงพระเจ้าและพระกำลังของพระองค์ แสวงพระพักตร์ของพระองค์เรื่อยไป
Look to the LORD and his strength; seek his face always.
พระวิญญาณบริสุทธิ์จะช่วยผู้นั้นที่ตั้งใจติดตามพระองค์
วิธีบรรลุคุณสมบัตินักสรรเสริญนมัสการ:
คส.3:15-17 ให้วิธีบรรลุคุณสมบัตินักสรรเสริญนมัสการ ดังนี้
15 และจงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น และท่านจงมีใจกตัญญู
Let the peace of Christ rule in your hearts, since as members of one body you were called to peace. And be thankful.
16 จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า
Let the message of Christ dwell among you richly as you teach and admonish one another with all wisdom through psalms, hymns, and songs from the Spirit, singing to God with gratitude in your hearts.
17 และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น
And whatever you do, whether in word or deed, do it all in the name of the Lord Jesus, giving thanks to God the Father through him.
ในที่นี้ แยกออกเป็น 4 ข้อ ประกอบด้วย
1) แสวงหาสันติสุขของพระคริสต์ (15ก)
2) ขอบคุณพระเจ้าทุกกรณี (คส.3:15ข.,17ข.)
3) ชีวิตที่ยึดหลักการพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง (16)
4) เป็นคนของพระเจ้าทุกเวลา (17)
หลักสำคัญคือ “สันติสุขของพระคริสต์”
1. แสวงหาสันติสุขของพระคริสต์ (15ก)
พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีความคิดความรู้สึกอันซับซ้อน เมื่อล้มลงในบาป ผลข้อหนึ่งจากความบาปคือจิตใจไม่สงบ ขาดสันติสุข ตึงเครียด สับสนวุ่นวาย มีปัญหาทางความคิดไม่รู้จบ ฯลฯ เกิดสงครามในความคิด อารมณ์แปรปรวน ครุ่นคิดวิตกกังวล (ทำอย่างไรจึงจะสุขสบายกว่านี้ พรุ่งนี้จะกินอะไร ปัญหาจะร้ายแรงขึ้นไหม จะทำอย่างไรดี อนาคตจะเป็นอย่างไร พร้อมกับความกลัดกลุ้ม) ก่อให้จิตใจสับสน ว้าวุ่น จิตวิญญาณไม่ได้จดจ่อที่พระเจ้าแต่อยู่กับบริบทสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
‘จิตใจที่ขาดสันติสุข พาจิตวิญญาณให้ออกห่างจากพระเจ้า’
1.1 ความเข้าใจเรื่องสันติสุข
ความบาป ความกลัว ความไม่แน่นอน ความสงสัย และความกดดันต่างๆ กำลังต่อสู้อยู่ภายในเรา สันติสุขของพระเจ้าเข้ามาในชีวิตจิตใจของเรา เพื่อควบคุมให้อยู่เหนืออำนาจลบเหล่านี้
1.1.1 ความบาปคือจุดเริ่มของความกลัวขาดสันติสุข
หลังจากที่อาดัมกับเอวาทำบาป พวกเขาเริ่มหลบซ่อนพระเจ้าเพราะเห็นว่าตัวเองอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า เป็นภาวะที่ใจไม่บริสุทธิ์
ผลของบาป ใจที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นที่มาของความกลัว (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
พวกเขาถึงกับกลัวที่พระองค์เห็นในสภาพดังกล่าว เพราะพวกเขาได้ทำบาปแล้ว (ไม่บริสุทธิ์)
ปฐก.3:9-11
9 พระเจ้าทรงเรียกชายนั้นและตรัสถามเขาว่า "เจ้าอยู่ที่ไหน"
10 ชายนั้นทูลว่า "ข้าพระองค์ได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์ในสวนก็เกรงกลัว เพราะข้าพระองค์เปลือยกายอยู่ จึงได้ซ่อนตัวเสีย"
He answered, “I heard you in the garden, and I was afraid because I was naked; so I hid.”
11 พระองค์จึงตรัสว่า "ใครเล่าบอกเจ้าว่าเจ้าเปลือยกาย เจ้ากินผลไม้ที่เราห้ามมิให้กินนั้นแล้วหรือ"
ความบาปทำให้เขากลัวและหลบหน้าพระเจ้า ทางออกคือรับการชำระบาป เริ่มต้นดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม
สันติสุขจากพระเจ้าอยู่เหนือสถานการณ์ เพราะสำแดงการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตรงข้ามกับสันติสุขคือความหวาดกลัว วิตกกังวล ไม่เป็นสุข ห่างจากพระเจ้า อันเป็นผลจากบาป
1.1.2 สันติสุขคือการอวยพรขั้นพื้นฐาน
มนุษย์มักกังวลเรื่องปากท้องเพราะต้องกินต้องใช้ทุกวัน รู้สึกหิวเมื่อไม่ได้กิน พระเจ้าจึงสัญญาประทานคานาอันแก่คนของพระองค์
แต่คานาอันเป็นมากกว่าความอุดมสมบูรณ์ด้านอาหาร ยังหมายถึงชีวิตที่สงบสุข ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลว่าจะมีภัยร้าย เพราะคานาอันคือแผ่นดินพระสัญญา ปลดปล่อยคนอิสราเอลจากการเป็นทาสในอียิปต์ ได้นมัสการบูชาพระเจ้าเต็มที่ พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย ทรงอวยพรให้มีครบบริบูรณ์ อันเป็นผลจากการเชื่อฟังยำเกรงพระองค์
ลนต.26:1-13
ลนต.26:6 เราจะให้ศานติภาพในแผ่นดิน เจ้าทั้งหลายจะนอนลง และไม่มีผู้ใดที่จะทำให้เจ้ากลัว เราจะขจัดสัตว์ร้ายจากแผ่นดินและดาบจะไม่ผ่านแผ่นดินของเจ้าเลย
“ ‘I will grant peace in the land, and you will lie down and no one will make you afraid. I will remove wild beasts from the land, and the sword will not pass through your country.
คำว่าสันติสุขจึงมีความหมายครอบคลุมเกี่ยวข้องทุกด้านของชีวิต ทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ เป็นการอวยพรขั้นพื้นฐานที่พระเจ้าสัญญามอบแก่ผู้เชื่อ
อ.เปาโลใช้คำว่า “สันติสุข” เป็นคำทักทายเริ่มจดหมาย
คส.1:2 เรียน ธรรมิกชนและพี่น้องที่เชื่อในพระคริสต์ ณ เมืองโคโลสี ขอให้พระคุณและสันติสุขจากพระบิดาเจ้าของเราจงดำรงอยู่กับท่านเถิด
ทต.1:4 ถึง ทิตัส ผู้เป็นบุตรแท้ของข้าพเจ้าในความเชื่อเดียวกัน ขอพระคุณและสันติสุขจากพระบิดาเจ้า และพระเยซูคริสต์พระผู้ช่วยให้รอดของเรา จงดำรงอยู่กับท่านเถิด
ฟม.3 ขอพระคุณและสันติสุขจากพระเจ้าพระบิดาของเรา และจากพระเยซูคริสตเจ้า จงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด
ในทางตรงข้าม ผู้ไม่เชื่อฟังดำเนินตามทางพระเจ้า จะได้รับผลเสียร้ายแรงจากผลของการไม่เชื่อฟัง
พระเจ้าต้องการให้คริสเตียนมีชัยเหนือความกลัว
2ทธ.1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา
For the Spirit God gave us does not make us timid, but gives us power, love and self-discipline.
พระวิญญาณบริสุทธิ์ประทาน ฤทธิ์อำนาจ (power) ความรัก (love-อากาเป้) และการบังคับตนเอง
รากศัพท์ “ขลาดกลัว” (timid) มาจากคำว่า δειλίας (deilias, เด-ลี-อัส) หมายถึง ขี้ขลาดตาขาว (cowardice, timidity)
1.1.3 สันติสุขของพระคริสต์ไม่เหมือนอย่างที่โลกให้
คนบาปไม่อาจเข้าถึงสันติสุขแท้
รม.3:16-18
16 ในทางเดินของเขามีความพินาศและความทุกข์
17 และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข
18 เขาไม่เคยคิดที่จะยำเกรงพระเจ้าเลย
มนุษย์อาจใช้วิธีการบางอย่างเพื่อให้ได้สันติสุข แต่สันติสุขในที่นี้ไม่ใช่สันติสุขฝ่ายโลกหรือได้มาด้วยวิธีฝ่ายโลก เป็นสันติสุขจากพระเจ้าหรือของพระคริสต์ (peace of Christ)
คส.1:2 เรียน ธรรมิกชนและพี่น้องที่เชื่อในพระคริสต์ณเมืองโคโลสี ขอให้พระคุณและสันติสุขจากพระบิดาเจ้าของเราจงดำรงอยู่กับท่านเถิด
คส.3:15 และจงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น และท่านจงมีใจกตัญญู
Let the peace of Christ rule in your hearts, since as members of one body you were called to peace. And be thankful.
เป็นสันติสุขที่มนุษย์ผลิตไม่ได้ คริสเตียนก็ผลิตไม่ได้
รม.5:1 เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้วเราจึง {หรือ ให้เรา} มีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
Therefore, since we have been justified through faith, we have peace with God through our Lord Jesus Christ,
สันติสุขของพระคริสต์เป็น “ของประทาน” ที่พระเจ้ามอบให้ ประสงค์จะให้ผู้ใด ผู้นั้นจะได้รับตามขนาดที่ให้
สันติสุขเป็นส่วนหนึ่งของผลพระวิญญาณ
กท.5:22-23
22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ
But the fruit of the Spirit is love, joy, peace, forbearance, kindness, goodness, faithfulness,
23 ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย
ข่าวประเสริฐจึงเป็นข่าวแห่งสันติสุข และเป็นจุดเริ่มของสันติสุขแท้ (เมื่อรับเชื่อศรัทธาพระเยซู)
1.1.4 จงมุ่งแสวงหาสันติสุข
พระเจ้าสอนสั่งให้มุ่งแสวงหาสันติสุขในพระคริสต์ ให้สันติสุขครอบครองจิตใจ มีอำนาจเหนือความวิตกกังวล
อฟ.2:12-17
12 จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า
13 แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์
14 เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง
For he himself is our peace, who has made the two groups one and has destroyed the barrier, the dividing wall of hostility,
15 คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆ นั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข
by setting aside in his flesh the law with its commands and regulations. His purpose was to create in himself one new humanity out of the two, thus making peace,
16 และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป
17 และพระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้
คส.3:15 และจงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น และท่านจงมีใจกตัญญู
Let the peace of Christ rule in your hearts, since as members of one body you were called to peace. And be thankful.
คำว่า “ครอง” (rule) ในคส.3:15 หมายถึงให้ “สันติสุขในพระคริสต์” เป็นผู้ตัดสิน มีอำนาจ มีอิทธิพลเหนือ “ความกระวนกระวาย ความวิตกกังวล” ให้สันติสุขนี้เป็น “ผู้นำพาชีวิต” ตรวจสอบชีวิต
คริสเตียนมุ่งแสวงหาสันติสุข ไม่ใช่สร้างหรือผลิตขึ้นมา (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
อฟ.2 สอนว่าสันติสุขที่พระเจ้ามอบให้เริ่มต้นด้วยการรับเชื่อพระเจ้า (ข้อ 13) อันเป็นการคืนดีกับพระองค์ (ข้อ 14) จากนั้นพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ ได้สันติสุขสมบูรณ์ (ข้อ 15)
ข้อ 13 ถึง 15 แสดงให้เห็นขั้นตอนการพัฒนาจากผู้เชื่อใหม่ สู่การเติบโตจนถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์
“เราจะอยู่ในเขาทั้งหลาย” พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในผู้เชื่อสำแดงการเป็นหนึ่งเดียว ผู้เชื่อสามารถสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวนี้
สันติสุขในพระคริสต์คือการสำแดงการทรงสถิตของพระวิญญาณ เป็นผลพระวิญญาณอย่างหนึ่งนั่นเอง
2คร.6:16 วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า "เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขาและเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา
What agreement is there between the temple of God and idols? For we are the temple of the living God. As God has said: “I will live with them and walk among them, and I will be their God, and they will be my people.”
‘สันติสุขของพระคริสต์ครอบครองผู้ใด พระเจ้าสถิตอยู่กับผู้นั้น’ ตรงข้ามกับสิ่งนี้คือ ความเศร้าหมอง ความวิตกกังวล กระวนกระวายตามธรรมดาโลก
ฉธบ.7:21, ฉธบ.20:3, ยรม.51:46, สภษ.12:25
สันติสุขจึงเป็นดัชนีชี้วัด ‘สุขภาพฝ่ายวิญญาณ’ ที่สำคัญตัวหนึ่ง เป็นเหมือนเข็มทิศช่วยบอกว่ากำลังไปถูกทางหรือไม่ กำลังทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ หลักการคือ ‘ถ้าเลือกสันติสุข-พระเจ้าจะอยู่ด้วย ถ้าเลือกอีกทางเท่ากับหันเหออกจากพระเจ้า’
คำถาม: วันนี้ท่านมีสันติสุขของพระคริสต์มากเพียงไร
1.1.5 ขาดสันติสุขขาดการเกิดผลฝ่ายวิญญาณ
ความวิตกกังวล (ขาดสันติสุข) เป็นเรื่องที่ต้องระวังอยู่เสมอ เพราะกีดกันการเกิดผลฝ่ายวิญญาณ การเติบโตฝ่ายวิญญาณ ไม่เพียงมีผลต่อตัวเองเท่านั้น ยังส่งผลต่อภาพรวมทั้งหมด ถ้าเกิดผลมากย่อมส่งผลดีต่อตัวเองและภาพรวม
มก.13:22-23
22 และพืชซึ่งหว่านกลางหนามนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ฟังพระวจนะ แล้วความกังวลตามธรรมดาโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติรัดพระวจนะนั้นเสีย จึงไม่เกิดผล
23 ส่วนพืชซึ่งหว่านตกในดินดีนั้น ได้แก่บุคคลที่ได้ยินพระวจนะนั้นและเข้าใจ คนนั้นก็เกิดผลร้อยเท่าบ้าง หกสิบเท่าบ้าง สามสิบเท่าบ้าง"
ทางแก้คือต้องพึ่งพาพระองค์เสมอ ทำส่วนของตัวเองให้ดีที่สุด พร้อมกับฝากภาระปัญหาไว้กับพระเจ้า
1ปต.5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย
พระเจ้ารู้ว่าผู้เชื่อไม่สมบูรณ์ ไม่ต้องการปรักปรำผู้ใด ทรงเมตตาห่วงใย ปรารถนาให้คนของพระองค์ได้รับสิ่งดีที่สุด แท้จริงแล้วสายตาของพระองค์จับจ้องผู้ชอบธรรมเสมอ บรรดาผู้แสวงหาพระองค์จะไม่ละอาย เพราะพระเจ้ารักเขามากกว่าที่เขารักตัวเองเสียอีก
‘ท่านรักพระเจ้าหรือ ดีแล้ว พระเจ้ารักท่านมากกว่ายิ่งนัก’
ข้อสรุปคือ ‘มนุษย์ต้องการหลายอย่าง แสวงหาหลายสิ่ง พระเจ้าทราบ ทรงสอนให้มุ่งแสวงหาสันติสุขของพระองค์’ นี่คือหลักพื้นฐานของการพัฒนาเป็นนักนมัสการ ‘ผู้ที่ชีวิตของเขาซ่อนอยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์อยู่ในเขา’
คส.3:3-4
3 เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า
For you died, and your life is now hidden with Christ in God.
4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย
When Christ, who is your life, appears, then you also will appear with him in glory.
อธิบายขยายความ: คำว่า “เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว” (คส.3:3ก) ไม่ใช่การตายฝ่ายร่างกาย แต่หมายถึงการทิ้งชีวิตเก่า
จงรู้เถิดว่า ‘ผู้เชื่อที่ดำรงตนในสันติสุขของพระคริสต์ ผู้นั้นกำลังนมัสการพระเจ้าด้วยจิตวิญญาณและความจริง’ พระเยซูแสวงหาบุคคลเช่นนี้
1.2 วิธีสู่สันติสุขในพระคริสต์
ในที่นี้ให้วิธีการดังนี้ 1) เชื่อศรัทธาพระเจ้า 2) ดำเนินชีวิตตามคำสอน 3) ติดสนิทพระเจ้าสำแดงพระคริสต์ 4) ฝากภาระไว้กับพระเจ้า
1.2.1 เชื่อศรัทธาพระเจ้า
ต้องเชื่อศรัทธาจริงๆ ไม่ใช่แค่เชื่อด้วยคำพูดเท่านั้น
รม.5:1-2
1 เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้วเราจึง {หรือ ให้เรา} มีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
Therefore, since we have been justified through faith, we have peace with God through our Lord Jesus Christ,
2 โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่และเรา {หรือ ให้เรา} ชื่นชมยินดีในความไว้วางใจ ว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า
ถ้าปากพูดว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า แต่ไร้ความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ ไม่ดำเนินชีวิตตามหลักการคำสอน จะมีคำถามว่าผู้นั้นเป็นคริสเตียนจริงแท้แค่ไหน เติบโตเพียงใด
ถ้าโนอาห์ไม่เชื่อพระเจ้าจริงจะไม่ต่อเรือในยุคที่คนไม่รู้จักคำว่าน้ำท่วมโลก ถ้าอับราฮัมไม่เชื่อจริงจะไม่ออกจากบ้านเกิดเมืองนอนยามที่ท่านอายุมากแล้ว ฯลฯ คนอย่างโนอาห์ อับราฮัมนี่แหละทำตามน้ำพระทัย ตามนิมิตการทรงเรียก คนเช่นนี้พระเจ้าจะช่วยให้รอดและสนับสนุนให้สำเร็จลุล่วง
พระเยซูให้สัญญาว่าคนที่เชื่อศรัทธาพระองค์จะได้สันติสุขในพระคริสต์
“สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้”
ยน.14:27 เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย
ตลอดพระคัมภีร์คนของพระเจ้าเผชิญอุปสรรค ความท้าทายมากมาย บางครั้งรุนแรงถึงชีวิต คำแนะนำจากพระองค์คือ “จงเชื่อเท่านั้นเถิด”
ยกตัวอย่าง นายธรรมศาลา
มก.5:36-37
35 เมื่อพระองค์ยังตรัสไม่ทันขาดคำ มีบางคนได้มาจากบ้านนายธรรมศาลาบอกว่า "ลูกสาวของท่านตายเสียแล้ว ยังจะรบกวนอาจารย์ทำไมอีกเล่า"
36 ฝ่ายพระเยซูไม่ทรงฟังซึ่งเขาว่านั้น จึงตรัสแก่นายธรรมศาลาว่า "อย่าวิตกเลย จงเชื่อเท่านั้นเถิด"
"อย่าวิตกเลย จงเชื่อเท่านั้นเถิด" (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
คำถาม: ถ้าท่านเผชิญเหตุการณ์ของนายธรรมศาลา ท่านจะเชื่ออย่างผู้นั้นหรือไม่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
พระเยซูสอนเรื่องสันติสุข ไม่กระวนกระวาย ดังนี้
มธ.6:25, 32-34
25 "เหตุฉะนั้น เราบอกท่านทั้งหลายว่า อย่ากระวนกระวายถึงชีวิตของตนว่า จะเอาอะไรกิน หรือจะเอาอะไรดื่ม และอย่ากระวนกระวายถึงร่างกายของตนว่า จะเอาอะไรนุ่งห่ม ชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอาหารมิใช่หรือ และร่างกายสำคัญยิ่งกว่าเครื่องนุ่งห่มมิใช่หรือ
32 เพราะว่าพวกต่างชาติแสวงหาสิ่งของทั้งปวงนี้ แต่ว่าพระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงทราบแล้วว่า ท่านต้องการสิ่งทั้งปวงเหล่านี้
33 แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้
34 "เหตุฉะนั้น อย่ากระวนกระวายถึงพรุ่งนี้ เพราะว่าพรุ่งนี้คงมีการกระวนกระวายสำหรับพรุ่งนี้เอง แต่ละวันก็มีทุกข์พออยู่แล้ว
มนุษย์มักกระวนกระวาย วิตกกังวล พระเยซูสอนให้ตอบสนองด้วยการเชื่อพระเจ้าและดำเนินชีวิตตามหลักการพระองค์ต่อไป
ชีวิตคริสเตียนคือชีวิตแห่งความเชื่อศรัทธาในพระเยซูคริสต์
ฮบ.11:6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์
And without faith it is impossible to please God, because anyone who comes to him must believe that he exists and that he rewards those who earnestly seek him.
1.2.2 ดำเนินชีวิตตามคำสอน
ความเชื่อคือเชื่อศรัทธาพระคัมภีร์ด้วย ผู้เชื่อแท้จะดำเนินชีวิตตามคำสอน
ฟป.4:9 จงกระทำทุกสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้และได้รับไว้ ได้ยิน และได้เห็นในข้าพเจ้าแล้ว และพระเจ้าแห่งสันติสุขจะทรงสถิตกับท่าน
การดำเนินชีวิตตามคำสอนในเบื้องต้นคือลดละบาป ซึ่งเป็นต้นเหตุของความทุกข์ทั้งปวง พร้อมกับดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้าที่จะได้รับการอวยพร
1.2.3 ติดสนิทพระเจ้าสำแดงพระคริสต์
การติดสนิทพระเจ้าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดของการมีความเชื่อและรักษาความเชื่อ
เพราะเชื่อจึง ‘เริ่มก้าว’ เพราะวางใจพระเจ้าจึง ‘ก้าวต่อไป’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
คริสเตียนไม่เพียงต้องมีความเชื่อศรัทธาอันก่อให้เกิดการตัดสินใจ ยังต้องรักษาความเชื่อ ความวางใจพระเจ้าเป็นแรงผลักดันให้ดำเนินตามน้ำพระทัยต่อไป
ยิ่งเป็นคริสเตียนนานจะยิ่งเห็นความสำคัญของการติดสนิท การดำเนินตามนิมิตการทรงเรียก
1.2.3.1 สำเร็จเพราะติดสนิทพระเจ้า
โนอาห์ใช้เวลาต่อเรือหลายปี เป็นช่วงเวลาที่ถูกสบประมาท คนไม่เข้าใจ (ตัวเองก็ไม่เข้าใจเพราะสมัยนั้นยังไม่เคยเกิดน้ำท่วมโลก ไม่มีใครคิดว่าจะมีน้ำท่วมใหญ่ขนาดนั้น) ถูกเยาะเย้ยถากถาง อาจมีคำถามว่าทำไมโนอาห์เสียเวลากับเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เรื่องที่คนยุคนั้นคิดว่าเป็นไปไม่ได้
ก่อนอับราฮัมออกจากบ้านเกิดเมืองนอนก็เช่นกัน คิดถูกหรือไม่ที่ออกจากเมืองไปสู่ที่ใดก็ไม่รู้ จะปลอดภัยหรือไม่ ทำไมต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง ทำไมไม่อยู่ที่เดิมอย่างปลอดภัยต่อไป อายุก็มากแล้ว ฯลฯ
ด้วยการติดสนิทกับพระเจ้าอย่างต่อเนื่องเท่านั้น จิตใจจึงไม่หวั่นไหว รู้ว่าเดินถูกทาง เพราะพระเจ้าจะเป็นผู้นำเขาเอง ให้นิมิตน้ำพระทัยสำเร็จ
มธ.14:28-31
28 ฝ่ายเปโตรจึงทูลตอบพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า ถ้าเป็นพระองค์แน่แล้ว ขอทรงโปรดบอกให้ข้าพระองค์เดินบนน้ำไปหาพระองค์"
29 พระองค์ตรัสว่า "มาเถิด" เปโตรจึงลงจากเรือเดินบนน้ำไปหาพระเยซู
30 แต่เมื่อเขาเห็นลมพัดแรงก็กลัว และเมื่อกำลังจะจมก็ร้องว่า "พระองค์เจ้าข้า ช่วยข้าพระองค์ด้วย"
31 ในทันใดนั้นพระเยซูทรงเอื้อมพระหัตถ์จับเขาไว้ แล้วตรัสว่า "ท่านสงสัยทำไม ท่านช่างมีความเชื่อน้อยเสียจริง"
ชีวิตที่ดำเนินตามนิมิตน้ำพระทัยเหมือนกับเปโตรที่กำลังเดินบนน้ำ ต้องจดจ่อที่พระเจ้า ติดสนิทพระองค์ หากพลาดพลั้งบ้างพระองค์พร้อมที่จะช่วยและให้โอกาสอีกครั้ง
ชีวิตที่ดำเนินตามนิมิตน้ำพระทัยเหมือนกับเปโตรที่กำลังเดินบนน้ำ ต้องจดจ่อที่พระเจ้า ติดสนิทพระองค์ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
สดด.16:8-11
8 ข้าพเจ้าตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะพระองค์ประทับทางเบื้องขวาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นไหว
I keep my eyes always on the LORD. With him at my right hand, I will not be shaken.
9 เพราะฉะนั้นจิตใจข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย
Therefore my heart is glad and my tongue rejoices; my body also will rest secure,
10 เพราะพระองค์มิได้ทรงมอบข้าพระองค์ไว้กับแดนผู้ตาย หรือให้ธรรมิกชนของพระองค์ต้องเห็นปากแดนนั้น
because you will not abandon me to the realm of the dead, nor will you let your faithful one see decay.
11 พระองค์ทรงสำแดงวิถีแห่งชีวิตแก่ข้าพระองค์ ต่อพระพักตร์พระองค์มีความชื่นบานอย่างเปี่ยมล้น ในพระหัตถ์ขวาของพระองค์มีความเพลิดเพลินอยู่เป็นนิตย์
You make known to me the path of life; you will fill me with joy in your presence, with eternal pleasures at your right hand.
1.2.3.2 ความหมายการติดสนิทกับการติดพัน
ในฉบับพันธสัญญาใหม่ “การติดสนิท” จะตรงหรือใกล้เคียงกับคำว่า “สามัคคีธรรม” หรือ “สัมพันธ์สนิท”
1คร.1:9 พระเจ้าเป็นผู้ทรงความสัตย์ พระองค์ได้ทรงเรียกท่านให้สัมพันธ์สนิทกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
God is faithful, who has called you into fellowship with his Son, Jesus Christ our Lord.
การติดสนิททำให้เกิดการสามัคคีธรรม หากผู้เชื่อไม่ได้ติดสนิทกับพระคริสต์ ก็ไม่สามารถมีสามัคคีธรรมที่แท้จริงกับพระเจ้าหรือกับผู้เชื่อคนอื่น
การติดสนิทคือการหยั่งรากลึกในความสัมพันธ์
การติดสนิทยังหมายถึงการพัฒนาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นลึกซึ้งมากขึ้น พระเจ้าไม่ต้องการความสัมพันธ์ฉาบฉวย แต่เป็นสัมพันธ์ลึกซึ้งที่สุดจนเป็นหนึ่งเดียวกัน
“เราจะอยู่ในเขาทั้งหลาย” พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในผู้เชื่อสำแดงการเป็นหนึ่งเดียว คริสเตียนสามารถสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวนี้
2คร.6:16 วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า "เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขาและเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา
What agreement is there between the temple of God and idols? For we are the temple of the living God. As God has said: “I will live with them and walk among them, and I will be their God, and they will be my people.”
คส.2:7 จงหยั่งรากและก่อร่างสร้างขึ้นในพระองค์ และมั่นคงอยู่ในความเชื่อ ตามที่ท่านได้รับคำสั่งสอนมาแล้ว และจงบริบูรณ์ด้วยการขอบพระคุณ
ยชว.23:8-10
8 แต่ท่านจงติดพันอยู่กับพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ดังที่กระทำอยู่จนถึงวันนี้
But you are to hold fast to the LORD your God, as you have until now.
9 เพราะว่าพระเจ้าทรงขับไล่ประชาชาติที่ใหญ่โตและแข็งแรงออกไปให้พ้นหน้าท่าน ส่วนท่านเองก็ยังไม่มีผู้ใดต่อต้านท่านได้จนถึงวันนี้
10 พวกท่านคนเดียวจะขับไล่หนึ่งพันคนให้หนีไป เพราะว่าพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านต่อสู้เพื่อท่าน ดังที่พระองค์ทรงสัญญาไว้
ความหมายการติดพัน
รากศัพท์ของคำว่า “ติดพัน” หรือ “hold fast” ในยชว.23:8 คือ dabaq (daw-bak') หมายถึง รากฐานดั้งเดิม (a primitive root) เกาะเกี่ยว เกาะติด พยายามจับ
พระธรรมโยชูวาตอนนี้เตือนใจอิสราเอลว่าพระองค์สามารถทำสิ่งใดหากคนอิสราเอลติดสนิทกับพระองค์ พระเจ้าจะต่อสู้เพื่อพวกเขานี่คือพระสัญญา
1.2.3.3 พัฒนาสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
การพัฒนาความสัมพันธ์ไม่เสร็จสมบูรณ์ชั่วข้ามคืน ต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะ เปรียบเหมือนต้นไม้ที่หยั่งรากลึก การหยั่งรากลึกหมายถึงการเติบใหญ่ควบคู่กับทนทานต่อสิ่งเร้าภายนอก ผ่านแดดผ่านฝน ผ่านการทดสอบทดลองต่างๆ และยิ่งเวลาผ่านไป รากยิ่งหยั่งลงลึก
ตัวอย่าง พระเจ้าทดสอบอับราฮัมให้ถวายอิสอัค
ปฐก.22:1-3
1 ต่อมาพระเจ้าทรงลองใจอับราฮัม และตรัสกับท่านว่า "อับราฮัม" ท่านทูลว่า "พระเจ้าข้า"
2 พระองค์ตรัสว่า "จงพาบุตรของเจ้าคืออิสอัค บุตรคนเดียวของเจ้าผู้ที่เจ้ารัก ไปยังแคว้นโมริยาห์ และถวายเขาที่นั่นเป็นเครื่องเผาบูชา บนภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเราจะบอกแก่เจ้า"
3 อับราฮัมจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด ผูกอานลาของท่านพาคนใช้หนุ่มไปกับท่านด้วยสองคนกับอิสอัคบุตรของท่าน ท่านตัดฟืนสำหรับเครื่องเผาบูชา เดินทางไปยังที่ซึ่งพระเจ้าทรงบอกแก่ท่าน
เนื้อหาพระธรรมสดุดีหลายตอนบรรยายการผ่านร้อนผ่านหนาวเหล่านี้ เช่น สดด.9, สดด.10, สดด.27
สดด.9:11-12
11 จงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ผู้ซึ่งประทับในศิโยน จงบอกเล่าถึงพระราชกิจของพระองค์ ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย
12 เพราะพระองค์ทรงแก้แค้นแทนโลหิตและทรงเอาพระทัยใส่ในเขาทั้งหลาย พระองค์มิได้ทรงลืมคำร้องทุกข์ของผู้ถูกกดขี่
สดด.119:49-50
49 ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่นั้น
50 นี่คือการเล้าโลมในความทุกข์ยากของข้าพระองค์ คือพระสัญญาของพระองค์ให้ชีวิตแก่ข้าพระองค์
พระธรรมฮีบรูอธิบายการติดสนิท ความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยการอธิบายการเข้าสู่อภิสุทธิสถาน (Most Holy Place) ผู้ใดต้องการพัฒนาการสรรเสริญนมัสการจำต้องเข้าใจเรื่องนี้
ฮบ. บทที่ 8-10
ฮบ.10:19 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีใจกล้าที่จะเข้าไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์โดยพระโลหิตของพระเยซู
Therefore, brothers and sisters, since we have confidence to enter the Most Holy Place by the blood of Jesus,
การเข้าสู่อภิสุทธิสถาน (Most Holy Place) คือการนมัสการที่ใกล้ชิดติดสนิทพระองค์มากที่สุด
ถ้าสันติสุขในพระคริสต์ไม่เข้าครอบครอง ผู้นั้นจะเป็นหนึ่งเดียวกับองค์พระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร เขาจะนมัสการได้หรือ พระองค์จะยอมรับการนมัสการของเขาแค่ไหน การกลับใจใหม่ การเชื่อศรัทธาพระเจ้า คือการกลับมาสู่พระองค์ เริ่มต้นกระบวนการเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์อีกครั้ง
เป้าหมายของพระเจ้าคือให้ผู้เชื่อเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระคริสต์ อฟ.2:12-17
อฟ.2:12-17
12 จงระลึกว่า ครั้งนั้นท่านทั้งหลายเป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาซึ่งทรงสัญญาไว้นั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า
13 แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์
14 เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง
For he himself is our peace, who has made the two groups one and has destroyed the barrier, the dividing wall of hostility,
15 คือการเป็นปฏิปักษ์กัน โดยในเนื้อหนังของพระองค์ ได้ทรงให้ธรรมบัญญัติอันประกอบด้วยบทบัญญัติและกฎหมายต่างๆ นั้นเป็นโมฆะ เพื่อจะกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นคนใหม่คนเดียวในพระองค์ เช่นนั้นแหละ จึงทรงกระทำให้เกิดสันติสุข
16 และเพื่อจะทรงกระทำให้ทั้งสองพวกคืนดีกับพระเจ้า เป็นกายเดียวโดยกางเขน ซึ่งเป็นการทำให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหมดสิ้นไป
17 และพระองค์ได้เสด็จมาประกาศสันติสุขแก่ท่านที่อยู่ไกล และประกาศสันติสุขแก่คนที่อยู่ใกล้
นักนมัสการต้องพัฒนาให้การนมัสการของเขาสู่การรวมเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
คริสเตียนไม่ใช่พระเจ้า พระเจ้าไม่ใช่คริสเตียน แต่คริสเตียนสามารถสำแดงพระคริสต์ เป็นคำสั่งที่พระเจ้าต้องการให้เป็นเช่นนั้น
อฟ.4:13 จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ คือเต็มถึงขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์
น้ำพระทัยพระเจ้าคือ เมื่อคนหนึ่งมาเชื่อพระเจ้า เขาจะเปลี่ยนแปลงเหมือนพระคริสต์มากขึ้นๆ จนที่สุดสำแดงความเป็นพระคริสต์อย่างสมบูรณ์ คิด-พูด-ทำอย่างพระเจ้า เป็นตัวแทนของพระเจ้าเพื่อทำพระราชกิจให้สำเร็จตามที่พระองค์กำหนดไว้ต่อผู้นั้น
2คร.3:18 แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ
And we all, who with unveiled faces contemplate the Lord’s glory, are being transformed into his image with ever-increasing glory, which comes from the Lord, who is the Spirit.
2คร.5:18-20
18 ทั้งสิ้นนี้เกิดมาจากพระเจ้า ผู้ทรงให้เราคืนดีกันกับพระองค์ทางพระเยซูคริสต์ และทรงโปรดประทานให้เรามีพันธกิจเรื่องการคืนดีกัน
19 คือพระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์ มิได้ทรงถือโทษในการผิดของเขา และทรงมอบเรื่องการคืนดีกันนั้นให้เราประกาศ
20 ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทางเรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า
‘ยิ่งเหมือนพระคริสต์มากเพียงไร จะยิ่งสำแดงการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์มากเพียงนั้น’
1คร.3:16 ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน
กจ.5:32 เราทั้งหลายจึงเป็นพยานถึงเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานให้ทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้น ก็เป็นพยานด้วย"
กจ.17:27-28
27 เพื่อเขาจะได้แสวงหาพระเจ้าและมุ่งหวังจะคลำหาให้พบพระองค์ ที่จริงพระองค์มิทรงอยู่ห่างไกลจากเราทุกคนเลย
28 ด้วยว่า "เรามีชีวิต และไหวตัว และเป็นอยู่ในพระองค์" ตามที่กวีบางคนในพวกท่านได้กล่าวว่า "แท้จริงเราทั้งหลายเป็นเชื้อสายของพระองค์"
For in him we live and move and have our being.’ As some of your own poets have said, ‘We are his offspring.’
ยน.14:19-20, 1คร.6:19-20
เรื่องที่ต้องตระหนักให้มากคือ ‘คริสเตียนผู้สำแดงการทรงสถิตไม่ใช่เรื่องแปลก แต่จะแปลกถ้าพูดว่าเป็นคริสเตียนแต่ชีวิตไม่สำแดงพระคริสต์’
การไปโบสถ์ ทำกิจกรรมโบสถ์เป็นเรื่องดี แต่คริสเตียนไปโบสถ์ไม่ใช่เพื่อฟังเทศน์หรือทำกิจกรรมเท่านั้น ผลลัพธ์ที่ต้องการคือชีวิตที่สำแดงพระคริสต์ทั้งขณะอยู่ในโบสถ์และนอกโบสถ์ สำแดงการทรงสถิตของพระวิญญาณ นี่ต่างหากที่พระเจ้าต้องการ
อธิบายขยายความ: การไปโบสถ์ ทำกิจกรรมต่างๆ เป็นเครื่องมือ วิธีการ แต่ไม่ใช่เป้าหมาย คนไปโบสถ์ไม่ได้หมายความว่าคนนั้นรับความรอดแน่นอนแล้ว
‘การติดสนิทเป็นวิธีการ ผลลัพธ์คือสำแดงพระคริสต์ เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์’
1.2.3.4 สันติสุขกับพัฒนาสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า
ในกรอบสันติสุข ผู้เชื่อที่ติดสนิทกับพระเจ้าจะได้รับสันติสุข เพราะการติดสนิทหมายถึงการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า ผู้เชื่อเป็นส่วนหนึ่งของพระกาย (members of one body) และทรงสถิตอยู่ด้วย
“เราจะอยู่ในเขาทั้งหลาย” พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในผู้เชื่อสำแดงการเป็นหนึ่งเดียว ผู้เชื่อสามารถสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวนี้
2คร.6:16 วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า "เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขาและเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา”
What agreement is there between the temple of God and idols? For we are the temple of the living God. As God has said: “I will live with them and walk among them, and I will be their God, and they will be my people.”
‘สันติสุขขั้นสมบูรณ์จึงเกิดขึ้นเมื่อเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เป็นส่วนหนึ่งของพระองค์อย่างสมบูรณ์’
ในขณะที่ผู้เชื่อยังอยู่ในโลก การแสวงหาสันติสุขในพระเจ้าจึงหมายถึงการพยายามติดสนิทพระองค์ให้มากที่สุด
อฟ.2:13-14
13 แต่บัดนี้ในพระเยซูคริสต์ท่านทั้งหลายซึ่งเมื่อก่อนอยู่ไกล ได้เข้ามาใกล้โดยพระโลหิตของพระคริสต์
14 เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นสันติสุขของเรา เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตคือความสมบูรณ์ ความบริบูรณ์
‘อะไรก็ตามที่ขัดขวางสันติสุข สิ่งนั้นขัดน้ำพระทัย’ หลักข้อนี้สามารถใช้ตรวจสอบตัวเองว่ากำลังทำตามน้ำพระทัยพระเจ้าหรือไม่ มีความบาปอยู่หรือไม่
คริสเตียนที่ขาดสันติสุขจะไม่แสวงหาการร้องสรรเสริญนมัสการ ยามร้องจะติดขัด อยู่กับตัวเอง (ยากที่จะจดจ่อพระเจ้าแม้พยายาม) การเคลื่อนไหวของพระวิญญาณไม่ลื่นไหล ยากจะสัมผัสพระเจ้าอย่างลึกซึ้งแม้เป็นผู้เชื่อมานานปี ทุ่มเทรับใช้มากมาย
ทางออกคือต้องละทิ้งบาปที่เกาะอยู่ (อะไรที่ทำให้สันติสุขหดหาย ศัตรูของสันติสุขในพระคริสต์คือความอสัตย์อธรรมทุกรูปแบบ ยึดติดกับตัวเอง ยึดบางสิ่งบางอย่างเป็นรูปเคารพ) กลับมาติดสนิทกับพระเจ้าอย่างจริงจัง ด้วยการสารภาพบาป อธิษฐานวิงวอน รับกำลัง ขอการปกป้องจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ สำนึกพระคุณความรัก (ใจขอบพระคุณ) ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ชอบธรรม เพื่อสันติสุขจะกลับคืนมา
รม.14:17 เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์
1ปต.5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย
อย่าลืมว่าพระเจ้าคือผู้สร้างฟ้าสวรรค์แผ่นดินโลก ทุกสิ่งที่มีลมหายใจ รวมทั้งมนุษย์
‘ผู้เชื่อมีสันติสุขเพราะติดสนิทกับพระเจ้า เป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ สันติสุขในพระคริสต์จึงปรากฏ (ตามระดับความเป็นหนึ่งเดียว) ณ จุดนั้นคำสรรเสริญพระเจ้าจะหลั่งไหลออกจากตัวของเขา (ไม่เพียงแค่ปาก แต่แสดงออกทั้งร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ) ล้นด้วยความยินดี พระเจ้าประทับบนคำสรรเสริญนมัสการของผู้นั้น’
1.2.3.5 สรุป การติดสนิทกับนักนมัสการ
‘การติดสนิทกับพระเจ้า สำแดงพระคริสต์ (เป็นศิลาที่มีชีวิต) จึงเป็นคุณสมบัติหรือลักษณะชีวิตพื้นฐานของนักนมัสการ’
1ปต.2:5 และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์
อธิบายขยายความ: พระวิหารซาโลมอนสร้างด้วยหิน (ศิลา) 1ปต.2:5 เปรียบเปรยว่าคริสเตียนเหมือน ‘หินที่มีชีวิต’ (ศิลาที่มีชีวิต) ที่กำลังถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ของพระวิหาร (หนึ่งในหน้าที่สำคัญคือเป็นสถานที่ถวายเครื่องบูชา)
“โดยทางพระเยซูคริสต์” คือ การเปลี่ยนวิธีการสรรเสริญนมัสการจากแบบธรรมบัญญัติมาสู่พันธสัญญาใหม่ นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
สรุป ในสมัยพันธสัญญาใหม่ คริสเตียนคือวิหารของพระเจ้า ที่ประทับของพระองค์ และถวายการสรรเสริญนมัสการ (ทั้งการร้องสรรเสริญกับการดำเนินชีวิตเพื่อถวายเกียรติพระองค์)
สรรเสริญพระเจ้า
1.2.4 ฝากภาระไว้กับพระเจ้า
สดด.55:22 จงมอบภาระของท่านไว้กับพระเจ้า และพระองค์จะทรงค้ำจุนท่าน พระองค์จะไม่ทรงยอมให้ คนชอบธรรมคลอนแคลนเลย
Cast your cares on the LORD and he will sustain you; he will never let the righteous be shaken.
ฟป.4:6-7
6 อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ
Do not be anxious about anything, but in every situation, by prayer and petition, with thanksgiving, present your requests to God.
7 แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์
And the peace of God, which transcends all understanding, will guard your hearts and your minds in Christ Jesus.
การฝากภาระไว้กับพระเจ้าไม่ได้หมายความว่าคริสเตียนอธิษฐานและอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ไม่ทำอะไร การมอบภาระไว้กับพระองค์คือการทำส่วนของตนเองให้ดีที่สุด เต็มที่สุดกำลัง พร้อมกับเชื่อไว้วางใจว่าพระองค์จะช่วยทำให้สำเร็จตามพระทัย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะยากหรือง่าย
การฝากภาระไว้กับพระเจ้าจึงเป็นภาคปฏิบัติหรือการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมว่าติดสนิทกับพระองค์ คริสเตียนติดสนิทกับพระองค์เสมอไม่ว่ากำลังทำอะไร ทำเรื่องที่คิดว่ายากหรือง่าย
ประเด็นไม่อยู่ที่ว่ากำลังเผชิญปัญหา เรื่องยากหรือง่าย แต่อยู่ที่การติดสนิททุกเวลา
ผู้เชื่อที่ฝากภาระไว้กับพระเจ้าเขาจะยืนหยัดอย่างมั่นคงแม้ในเวลาแห่งความทุกข์ยาก นี่คือพระสัญญาของพระองค์
2. ขอบคุณพระเจ้าทุกกรณี (คส.3:15ข.,17ข.)
คำว่า “มีใจกตัญญู” ในคส.3:15 มีความหมายเดียวกับคำว่ามีใจขอบพระคุณพระเจ้า (be thankful)
คส.3:15 และจงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น และท่านจงมีใจกตัญญู
Let the peace of Christ rule in your hearts, since as members of one body you were called to peace. And be thankful.
การขอบคุณพระเจ้ามักเกิดควบคู่กับสันติสุข ผู้ไม่พบสันติสุขในพระเจ้ายากจะขอบพระคุณ เพราะใจเต็มด้วยความกระวนกระวาย วิตกกังวล คิดว่าพระเจ้าไม่ช่วย ไม่ตอบคำอธิษฐาน ไม่ได้ตามคาดหวัง จึงไม่รู้ว่าจะขอบคุณเรื่องใด ผิดหวังพระเจ้า พระคุณถูกบดบัง บางคนอาจนึกได้แต่พระพรเก่าๆ ในอดีต แต่ไม่ใช่ใจขอบคุณ ณ ปัจจุบัน คนที่ขาดสันติสุขในพระคริสต์จิตใจจึงห่างไกลพระเจ้า แม้มาโบสถ์เป็นประจำก็ตาม
หลักการขอบคุณพระเจ้าคือต้องตัดสินใจขอบพระคุณเสมอ แม้ไม่เข้าใจหรือสงสัย บนพื้นฐานมีชีวิตใกล้ชิดพระเจ้า
ฟป.4:6 อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ
อฟ.5:19-20
19 จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า
speaking to one another with psalms, hymns, and songs from the Spirit. Sing and make music from your heart to the Lord,
20 จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอ ในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
always giving thanks to God the Father for everything, in the name of our Lord Jesus Christ.
รากศัพท์คำว่า “เสมอ” (always) ในอฟ.5:20 คือ pantote (pan'-tot-eh) หมายถึง ทุกขณะเวลา ทุกวาระโอกาส (every when, i.e. at all times)
‘การขอบพระคุณ 1 ครั้งคือการสรรเสริญนมัสการ 1 ครั้ง การขอบคุณทุกกรณี คือ การสรรเสริญนมัสการพระเจ้าเรื่อยไป’
การมีใจขอบพระคุณ แม้ไม่เอ่ยเป็นคำพูดหรือร้องเป็นเพลง เป็นการสรรเสริญนมัสการแล้ว เพราะการมีใจขอบคุณเป็นมากกว่าคำพูดหรือการแสดงออก เป็นท่าทีภายในของผู้นั้น
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น (ยกเว้นทำบาป) เขาจะขอบพระคุณ มั่นใจว่าพระองค์ทรงดีแสนดีต่อเขาเสมอ เขาสัมผัสความรักพระองค์ ตระหนักว่ามาถูกทาง พระเจ้าทรงรักและอยู่ด้วย (พระวิญญาณจะเตือนถ้าไปผิดทาง) ยังคงมุ่งหน้าดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้า ผู้ดำเนินชีวิตตามนิมิต ตามการทรงเรียก
คำถาม: วันนี้ท่านปรนนิบัติพระเจ้าด้วยการสรรเสริญนมัสการกี่ครั้ง การขอบคุณพระเจ้าทุกกรณีคือการสรรเสริญนมัสการเรื่อยไป
อย่าคิดมีพระเจ้าเพื่อตามใจตนเอง จงตัดสินใจที่จะขอบคุณพระเจ้าไม่ว่าพระองค์จะประทานสิ่งใด จงวางใจพระเจ้า
ยรม.17:7-8
7 "คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร คือผู้ที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า
8 เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำ ซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัว เพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอ และไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้ง เพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล"
สดด.1:1-3
1 ความสุขเป็นของบุคคล ผู้ไม่ดำเนินตามคำแนะนำของคนอธรรม หรือยืนอยู่ในทางของคนบาป หรือนั่งอยู่ในที่นั่งของคนที่ชอบเยาะเย้ย
2 แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน
3 เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง การทุกอย่างซึ่งเขากระทำก็จำเริญขึ้น
โยบ คือ บุคคลตัวอย่างในพระคัมภีร์ที่ขอบคุณพระเจ้าทุกกรณี
โยบดำเนินชีวิตชอบธรรม ได้รับการอวยพรทุกด้าน วันหนึ่งพระเจ้าอนุญาตให้ทดสอบโยบด้วยการให้สูญเสียทุกอย่าง ตัวเองเจ็บป่วยทุกข์ทรมานทั้งกายใจ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผิดบาปแม้แต่น้อย
ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวโยบยังก้มกราบนมัสการ ขอบคุณสรรเสริญพระเจ้า
โยบ.1:20-22
20 แล้วโยบก็ลุกขึ้น ฉีกเสื้อคลุมของตน โกนศีรษะ กราบลงถึงดินนมัสการ
21 ท่านว่า "ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า"
22 ในเหตุการณ์นี้ทั้งสิ้น โยบมิได้ทำบาปหรือกล่าวโทษพระเจ้า
ที่สำคัญคือโยบขอบคุณพระเจ้าด้วยใจบริสุทธิ์ “โยบมิได้ทำบาปหรือกล่าวโทษพระเจ้า” (โยบ.1:22ข)
คริสเตียนบางคนเมื่อเผชิญการตัดสินใจเชื่อฟังพระเจ้าในเรื่องยากๆ อาจตัดสินใจเชื่อฟัง แต่เก็บซ่อนความไม่พอใจ ความผิดหวัง เป็นรากขมขื่นอยู่ภายใน
ยก.1:2-3
2 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี
3 เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง
ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครดีพร้อม ทุกคนต้องต่อสู้กับตัวเอง ต่อสู้กับเนื้อหนัง พระเจ้าพร้อมเคียงข้างคอยให้กำลังใจเสมอ
รม.8:6-9
6 ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนัง ก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณก็คือชีวิตและสันติสุข
7 เหตุว่าใจซึ่งปักอยู่กับเนื้อหนังนั้นก็เป็นศัตรูต่อพระเจ้า หาได้อยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัติของพระเจ้าไม่ และที่จริงจะอยู่ใต้บังคับธรรมบัญญัตินั้นไม่ได้
8 และคนทั้งหลายที่อยู่ใต้เนื้อหนัง จะเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้าก็หามิได้
9 ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆ แล้วท่านก็มิได้อยู่ใต้เนื้อหนัง แต่อยู่ใต้พระวิญญาณ ผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์
ไม่เปรียบเทียบกับใคร เพราะทุกคนมีเส้นชัยของตัวเอง เส้นทางชีวิตแตกต่าง ถ้าดูบุคคลในพระคัมภีร์ พวกเขาแตกต่างกัน อยู่ในบริบทชีวิตหลากหลาย
คริสเตียนไม่สมบูรณ์ แต่ความไม่สมบูรณ์ของผู้อื่นไม่เป็นเหตุให้เราจะต้องอ่อนแอตาม เขาอาจซ่อนความผิดจากสายตาผู้อื่น แต่ไม่มีใครซ่อนความผิดบาปจากพระเจ้า
หลักการคือ ก่อนคิดตำหนิผู้อื่นควรกำจัดบาปตัวเองก่อน
มธ.7:3-4
3 เหตุไฉนท่านมองดูผงที่ในตาพี่น้องของท่าน แต่ไม้ทั้งท่อนที่อยู่ในตาของท่าน ท่านก็ไม่รู้สึก
4 เหตุไฉนท่านจะกล่าวแก่พี่น้องว่า "ให้เราเขี่ยผงออกจากตาของเธอ" แต่ที่จริงไม้ทั้งท่อนมีอยู่ในตาของท่านเอง
‘ต่อให้คนทั้งโลกทำผิด ข้าพเจ้าจะทำสิ่งที่ถูกต้องต่อพระเจ้า ต่อให้คนทั้งโลกทิ้งพระเจ้าเหลือข้าพเจ้าคนเดียวก็จะติดตามพระองค์ต่อไป ทำพระบัญชาให้สำเร็จ’
ในที่สุด วันแห่งการทดสอบจบสิ้น พระเจ้าอวยพรโยบ 2 เท่าพร้อมบุตรสาวผู้งดงามที่สุดในโลก
โยบ 42:10-17
โยบ 42:15 และในแผ่นดินนั้นทั้งสิ้นไม่มีหญิงใดงดงามเท่าบรรดาบุตรสาวของโยบ และบิดาของเขาได้ให้มรดกแก่เธอพร้อมกับพวกพี่ชายและน้องชายของเธอ
เรื่องนี้ไม่ใช่หลักการว่าพระเจ้าจะตอบแทนด้วยจำนวน 2 เท่าเสมอไป เพียงชี้ว่าพระเจ้าประทานรางวัลแก่ผู้ผ่านการทดสอบ พระองค์จัดเตรียมสิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา (ลูกสาวผู้งดงามที่สุด)
ผู้ใดปรารถนาพัฒนาการสรรเสริญนมัสการ ให้ผู้นั้นพัฒนาการขอบพระคุณทุกกรณี
‘การขอบคุณพระเจ้าทุกกรณีเป็นลักษณะประการหนึ่งของการนมัสการขั้นสมบูรณ์’
พระเจ้าจะทดสอบเพื่อพัฒนาท่านให้ขอบคุณพระเจ้าทุกกรณี
3. ชีวิตที่ยึดหลักการพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง
คส.3:16 จงให้พระวาทะของพระคริสต์ดำรงอยู่ในตัวท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญด้วยใจโมทนาขอบพระคุณพระเจ้า
Let the message of Christ dwell among you richly as you teach and admonish one another with all wisdom through psalms, hymns, and songs from the Spirit, singing to God with gratitude in your hearts.
อ.เปาโลย้ำความสำคัญของข่าวประเสริฐ คำสอนของพระเยซู ให้เต็มด้วยความรู้ความเข้าใจเรื่องเหล่านี้ด้วยการสอน (teach) ตักเตือนหรือเตือนสติ (admonish) แม้กระทั่งผ่านเพลงสดุดี เพลงสรรเสริญ และเพลงโมทนาขอบพระคุณ (อ่าน NIV)
เป้าหมายหลักประการหนึ่งของการแต่งเพลงร้องเพลง คือ การบรรจุหลักคำสอน พระราชกิจ เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้จดจำ มีเพลงสำหรับเด็ก เพลงสำหรับหนุ่มสาว คนทำงาน ทุกเพศทุกวัย มีเพลงที่กล่าวถึงทุกด้านทุกมิติ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตและสังคม
เพลงสรรเสริญนมัสการเพลงแรกของยุคโมเสส ปรากฏในอพย.15:1-18
อพย.15:1-6
1 ขณะนั้นโมเสสกับชนชาติอิสราเอลร้องเพลงบทนี้ ถวายพระเจ้าว่า "ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง พระองค์ทรงกวาดม้าและพลม้าลงในทะเล
2 พระเจ้าทรงเป็นผู้พิทักษ์ ผู้ออกรบแทนข้าพเจ้าพระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยให้ข้าพเจ้ารอด พระองค์นี่แหละเป็นพระเจ้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะสรรเสริญพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าของบรรพบุรุษของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะยกย่องสรรเสริญพระองค์
3 พระเจ้าทรงเป็นนักรบ พระนามของพระองค์คือ พระเยโฮวาห์
4 พระองค์ทรงเหวี่ยงรถรบ และโยนพลโยธาของฟาโรห์ลงในทะเล นายทหารรถรบชั้นยอดของฟาโรห์ก็จมในทะเลแดง
5 น้ำท่วมเขา เขาจมลงในทะเลที่ลึก ประดุจก้อนหิน
6 ข้าแต่พระเจ้า พระหัตถ์ขวาของพระองค์ ทรงอานุภาพยิ่ง ข้าแต่พระเจ้า พระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงทำลายศัตรูให้พินาศไป
เนื้อเพลงเริ่มต้นที่ "ข้าพเจ้าจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ... จบที่ข้อ 18 บรรยายเหตุการณ์ที่พระเจ้าช่วยกู้อิสราเอลจากกองทัพฟาโรห์ (ต่อจาก อพย.14) เนื้อหาคือพระราชกิจครั้งนี้ บรรยายความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระลักษณะพระองค์ เพื่อสรรเสริญนมัสการและให้เป็นที่จดจำสืบไป
บริบทในตอนนี้ อ.เปาโลย้ำให้เข้าใจและยึดมั่นศาสนศาสตร์พระเยซู ป้องกันความสับสน เข้าใจผิดเพี้ยนจากความจริง
คส.1:14-23
คส.1:23 แต่ท่านต้องดำรงและตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อ และไม่โยกย้ายไปจากความหวังใจในข่าวประเสริฐซึ่งท่านได้ยินแล้ว และได้ประกาศแล้วแก่มนุษย์ทุกคนที่อยู่ใต้ฟ้า ซึ่งข้าพเจ้าเปาโลเป็นผู้รับใช้ในการประกาศข่าวประเสริฐนั้น
if you continue in your faith, established and firm, and do not move from the hope held out in the gospel. This is the gospel that you heard and that has been proclaimed to every creature under heaven, and of which I, Paul, have become a servant.
รากศัพท์คำว่า “ดำรง” (established) คือ θεμελιόω (อ่านว่า them-el-ee-o'-o) หมายถึง วางรากฐาน (to lay a basis for) ก่อสร้าง/ตั้งขึ้น (To erect) เสริมสร้างความมั่นคง/กระชับ (To consolidate)
ให้ภาพว่าหลักการพระเจ้ายืนหยัดมั่นคงในตัว
มีใช้ในหลายที่ เช่น คำว่า “รากตั้ง”
มธ.7:25 ฝนก็ตกและน้ำก็ไหลเชี่ยว ลมก็พัดปะทะเรือนนั้น แต่เรือนมิได้พังลง เพราะว่ารากตั้งอยู่บนศิลา
คำว่า “ตั้งมั่นอยู่” (ฉบับปี 2011) หรือ steadfast (NIV)
1ปต.5:10 และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ ผู้ได้ทรงเรียกให้ท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์ พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น
And the God of all grace, who called you to his eternal glory in Christ, after you have suffered a little while, will himself restore you and make you strong, firm and steadfast.
และหลังจากพวกท่านทนทุกข์ชั่วเวลาหนึ่งแล้ว พระเจ้าแห่งพระคุณทั้งสิ้น ผู้ได้ทรงเรียกให้พวกท่านเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ของพระองค์ในพระเยซู คริสต์ พระองค์เองก็จะทรงฟื้นฟู จะทรงค้ำจุนให้มั่นคง จะทรงเสริมเรี่ยวแรง และจะทรงให้พวกท่านตั้งมั่นอยู่ (ฉบับปี 2011)
พระคัมภีร์ข้อนี้เตือนสติว่า ไม่เป็นคนขาดความรู้ความเข้าใจหลักการพระเจ้า แต่รู้เข้าใจถูกต้องและปักหลักตั้งมั่นอยู่เสมอ เหมือนเป็นเสาหลักที่อยู่ในตัวผู้เชื่อ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน
รวมความแล้ว ชีวิตที่ยึดพระคริสต์เป็นศูนย์กลางจะต้องมีหลักการพระเจ้า เช่นเดียวกับการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในผู้นั้น ใกล้ชิดผูกพันเสมือนเป็นหนึ่งเดียว
ชีวิตคริสเตียนผู้ใกล้ชิดคำสอนของพระคริสต์ สำแดงให้เห็นเด่นชัด (ไม่ต้องพยายามทำตัวเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัดในความเชื่อ เพราะจะสำแดงอย่างเป็นธรรมชาติ)
โลกนี้เต็มด้วยคำสอนความรู้มากมาย หลายคนยึดถือคำสอนบางอย่างที่ขัดหลักการพระคริสต์ บางคนยึดถือคำสอนผิดโดยคิดว่าถูกต้องและปฏิบัติตามนั้น การประกาศว่าเป็นผู้เชื่อศรัทธาแต่ไม่รู้หลักการพระเจ้า เข้าใจผิดๆ ถูกๆ ย่อมส่งผลเสียต่อตัวเองและคนอื่น
หลักการพระเจ้าเป็นรากฐานของชีวิต คริสเตียนดำเนินชีวิตบนหลักพระวจนะ มีพระวจนะเป็นศูนย์กลาง
พระคัมภีร์สอนทุกเรื่อง จึงเป็นแหล่งแห่งคำตอบ การจะเข้าถึงคำตอบต้องพึ่งพาพระวิญญาณ ให้พระองค์เปิดเผยสำแดง คอยชี้แนะ ทรงสำแดงแก่ผู้ที่แสวงหาพระเจ้าอยากเข้าใจพระคัมภีร์
นอกจากนี้ต้องพยายามศึกษาค้นคว้าโดยศึกษาแบบองค์รวม (holistic) หมายถึงการศึกษาทั้งหมด เข้าใจพระคัมภีร์ทั้งเล่ม สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวในพระคัมภีร์ เช่นนี้จะพบคำตอบที่สมบูรณ์
2ทธ.3:16-17
16 พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอนการตักเตือนว่ากล่าวการปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม
All Scripture is God-breathed and is useful for teaching, rebuking, correcting and training in righteousness,
17 เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง
so that the servant of God may be thoroughly equipped for every good work.
สดด.119:129-131
129 บรรดาพระโอวาทของพระองค์ประหลาดนัก เพราะฉะนั้นจิตใจของข้าพระองค์จึงรักษาไว้
130 การคลี่คลายพระวจนะของพระองค์ให้ความสว่างทั้งให้ความเข้าใจแก่คนรู้น้อย
131 ข้าพระองค์หอบจนอ้าปาก เพราะข้าพระองค์กระหายพระบัญญัติของพระองค์
การศึกษาแบบเจาะประเด็นได้คำตอบรวดเร็วกว่า แต่ไม่สมบูรณ์เท่า ยกตัวอย่าง พระคัมภีร์มีข้อที่สอนเรื่องความรัก ความเชื่อ แต่จะเข้าใจความรักกับความเชื่อสมบูรณ์มากขึ้นถ้าศึกษาพระคัมภีร์ทั้งเล่ม เข้าใจพระลักษณะอื่นๆ เข้าใจบริบท เหตุการณ์ต่างๆ ที่บันทึกในพระคัมภีร์
การใช้พระคัมภีร์ต้องใช้ทั้งเล่ม (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
พระเยซูพูดเรื่องความสำคัญของการศึกษาพระคัมภีร์
มธ.4:4 ฝ่ายพระองค์ตรัสตอบว่า "มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า "มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า
ในสมัยโบราณพระคัมภีร์เป็นของล้ำค่าหายาก เมืองที่มีประชากรหลายหมื่นคนอาจมีพระคัมภีร์เพียงไม่กี่เล่ม ทั้งหมู่บ้านอาจไม่มีพระคัมภีร์สักเล่ม คนทั่วไปหากต้องการสัมผัสพระวจนะ (อ่าน ฟัง) จากพระคัมภีร์โดยตรงต้องไปธรรมศาลาตามเวลาที่กำหนด ที่เหลือเป็นการฟังพระวจนะผ่านการท่องจำของผู้สอน หรืออ่านจากเศษเสี้ยวที่จดบันทึกไว้ ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้า สามารถอ่านฟังพระวจนะผ่านสารพัดช่องทาง รวมทั้งคำเทศนา คำบรรยาย การศึกษาแบบเจาะลึก สามารถสอบถามผู้นำผู้สอน สิ่งเดียวที่คริสเตียนปัจจุบันต้องมีคือใจหิวกระหาย เห็นคุณค่า
สภษ.2, 1เปต.2:2
คส.3 ตอนนี้สอนอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่แค่รู้เล็กๆ น้อยๆ หรือรู้แต่ไม่ปฏิบัติตาม
ชีวิตที่ยึดหลักการพระคริสต์เป็นศูนย์กลางเป็นวิถีชีวิตของนักนมัสการ ถ้ายังไม่รู้ ยังขาดความเข้าใจอีกมากจะปฏิบัติตามได้อย่างไร แน่ใจหรือว่ากำลังยึดถือปฏิบัติอย่างถูกต้อง
สดด.119:7 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยใจเที่ยงตรง เมื่อข้าพระองค์เรียนรู้กฎหมายอันชอบธรรมของพระองค์
I will praise you with an upright heart as I learn your righteous laws.
อธิบายขยายความ: การสรรเสริญนมัสการที่พอพระทัยจะอยู่คู่กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลง (ในบริบทพูดถึงใจเที่ยงตรง) และชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจะอยู่คู่กับการเข้าใจพระวจนะ ความเข้าใจพระวจนะจะสะท้อนออกมาผ่านบทเพลง การแสดงออกต่างๆ คนที่ไม่เข้าใจพระคัมภีร์ ไม่ศรัทธาพระเจ้าจะไม่สามารถนมัสการอย่างถูกต้อง ได้แค่ร้องเล่นเต้นรำ
3.1 พระเจ้าเป็นศูนย์กลางในบทเพลงสรรเสริญนมัสการ
บทเพลงสรรเสริญนมัสการมักประกอบด้วยคำสอน ทุกครั้งที่ร้องเท่ากับได้รับคำสอน ได้รับการเตือนสติ หนุนน้ำใจ ตอกย้ำหลักการพระเจ้าตามเนื้อหาเพลง
ตั้งแต่ยุคโมเสสก็ปรากฏเพลงสรรเสริญนมัสการ (ตามที่ถูกบันทึกในพระคัมภีร์) เนื้อหาเพลงกล่าวถึงพระเจ้าพระราชกิจ พระลักษณะ
ข้อพระคัมภีร์ อพย.15:1-18 คือเนื้อเพลงๆ แรกของยุคโมเสส มิเรียมกับหญิงทั้งปวงได้ร้องเพลงถวายพระเจ้าด้วย
อพย.15:20-21
20 ฝ่ายมิเรียมหญิงผู้เผยพระวจนะ พี่สาวของอาโรนก็ถือรำมะนา และหญิงทั้งปวงก็ถือรำมะนาเดินตาม พร้อมกับเต้นรำไปด้วย
21 มิเรียมจึงร้องนำว่า "จงร้องเพลงถวายพระเจ้าเถิด เพราะพระองค์ทรงได้ชัยชนะอย่างใหญ่หลวง พระองค์ทรงกวาดม้าและพลม้าให้ตกลงไปในทะเล"
บทเพลงของโมเสสเป็นคำสอนเตือนใจอิสราเอลและคนรุ่นหลังให้จดจำการปลดปล่อย การช่วยกู้ครั้งสำคัญ พระเยโฮวาห์ช่วยพวกเขาออกจากการเป็นทาส ให้มีชีวิตใหม่ พาเข้าสู่แผ่นดินคานาอัน กลายเป็นชนชาติอิสราเอล ได้นมัสการอย่างเต็มที่ ตามการเผยพระวจนะ พระสัญญาที่ให้ไว้
พระธรรมสดุดีคือหนังสือเพลงในยุคพันธสัญญาเดิม เต็มด้วยคำสอน ข้อคิด ประสบการณ์ของผู้ติดตามพระเจ้า
ตัวอย่าง สดด.119 เป็นพระธรรมที่มีถึง 176 ข้อ บรรจุคำสอนมากมาย
สดด.119:1-9
1 บรรดาผู้ที่ดีรอบคอบในทางของเขาก็เป็นสุข คือผู้ที่ดำเนินตามพระธรรมของพระเจ้า
2 ผู้ที่รักษาบรรดาพระโอวาทของพระองค์ก็เป็นสุข คือผู้ที่แสวงหาพระองค์ด้วยสุดใจ
3 ผู้ที่ไม่กระทำผิด แต่เดินตามบรรดาพระมรรคาของพระองค์
4 พระองค์ได้ทรงตั้งข้อบังคับของพระองค์ไว้ ให้เราทั้งหลายปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
5 โอ ขอให้ทางทั้งหลายของข้าพระองค์มั่นคง ในการรักษากฎเกณฑ์ของพระองค์
6 แล้วข้าพระองค์จะไม่ได้รับความอาย โดยจดจ่ออยู่ที่พระบัญญัติทั้งสิ้นของพระองค์
7 ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วยใจเที่ยงตรง เมื่อข้าพระองค์เรียนรู้กฎหมายอันชอบธรรมของพระองค์
8 ข้าพระองค์จะถือกฎเกณฑ์ของพระองค์ ขออย่าทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสียอย่างสิ้นเชิงเลย
9 หนุ่มๆ จะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์
พระธรรมสดุดี (บทเพลง) มีพระเยโฮวาห์เป็นศูนย์กลาง เมื่อถึงยุคพันธสัญญาใหม่ บทเพลงมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง เนื้อหาถูกต้องตามหลักการพระเจ้า การร้องเพลงจากใจมักจะมีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง พระวิญญาณมักนำไปทิศทางนั้น พูดถึงพระคุณความรอด พระลักษณะ พระราชกิจ คำสอนต่างๆ การเผยพระวจนะ การช่วยกู้ การอวยพร รวมทั้งอาจเป็นคำอธิษฐานในรูปบทเพลง เช่น สดด. บทที่ 90 เป็นคำอธิษฐานของโมเสส
3.2 พระเจ้าเป็นศูนย์กลางของคำสั่งสอน
พระเยซูทำให้คำสอนครบบริบูรณ์ (มธ.5:17-19)
การสอนเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้เชื่อเข้าใจพระวจนะ
มีการสั่งสอนหมายถึงมีทั้งผู้สอนกับผู้ฟัง ผู้ฟังต้องยินดีปรารถนารับคำสอน
ทำไมต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง หากผู้มีผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ช่วยแนะนำทางที่ถูกต้อง ทำไมต้องเริ่มต้นด้วยการนับหนึ่ง หากสามารถต่อยอดความรู้จากผู้เชี่ยวชาญ
สภษ.2:2-5
2 กระทำหูของเจ้าให้ผึ่งเพื่อรับปัญญา และเอียงใจของเจ้าเข้าหาความเข้าใจ
3 เออ ถ้าเจ้าร้องหาความรอบรู้ และเปล่งเสียงของเจ้าหาความเข้าใจ
4 ถ้าเจ้าแสวงปัญญาดุจหาเงิน และเสาะหาปัญญาอย่างหาขุมทรัพย์ที่ซ่อนไว้
5 นั่นแหละ เจ้าจะเข้าใจความยำเกรงพระเจ้า และพบความรู้ของพระเจ้า
3.3 จงเตือนสติกันด้วยปัญญาที่มีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง
คริสเตียนไม่สมบูรณ์ ความเข้าใจไม่สมบูรณ์ การเตือนสติเป็นเรื่องสำคัญ เพราะคือการสอนในเรื่องที่กำลังเกี่ยวข้อง ในจุดที่กำลังขาดอยู่ สามารถใช้ประโยชน์ได้ทันที
ยกตัวอย่าง ผู้ใหญ่ห้ามเด็กที่แหย่นิ้วเข้าไปในพัดลมที่กำลังหมุน
สดด.19:1 บุคคลที่ถูกตักเตือนบ่อยๆ แต่ยังแข็งคอ ประเดี๋ยวคอจะหักรักษาไม่ได้
ฮบ.3:13 ท่านจงเตือนสติกันและกันทุกวัน ตลอดเวลาที่เรียกว่า "วันนี้" เพื่อว่าจะไม่มีผู้ใดในพวกท่านมีใจแข็งกระด้างไป เพราะเล่ห์กลของบาป
1ธส.5:11 เหตุฉะนั้นจงหนุนใจกันและต่างคนต่างจงก่อกันขึ้น ตามอย่างที่ท่านกำลังทำอยู่นั้น
3.4 พระเยซูทำให้คำสอนครบบริบูรณ์ (มธ.5:17-19)
พระเยซูไม่เพียงฟื้นฟู ทำให้กลับสู่สภาพดีเท่านั้น พระองค์ยังทำให้คำสอนสมบูรณ์ ตามแผนการพระเจ้าที่กำหนดล่วงหน้าไว้แล้ว
มธ.5:17-19
17 "อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ
18 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆหนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว
19 เหตุฉะนั้น ผู้ใดได้ทำให้ข้อเล็กน้อยสักข้อหนึ่งในธรรมบัญญัตินี้เบาขึ้น ทั้งสอนคนอื่นให้ทำอย่างนั้นด้วย ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้น้อยที่สุดในแผ่นดินสวรรค์ แต่ผู้ใดที่ประพฤติและสอนตามธรรมบัญญัติ ผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นใหญ่ในแผ่นดินสวรรค์
รวมความแล้ว คริสเตียนคือวิถีชีวิตของผู้มีพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง เพลงสรรเสริญสดุดี เพลงนมัสการจะบรรจุเนื้อหาหลักการพระเจ้า พระราชกิจ เพลงบทใหม่ที่ร้องโดยการทรงนำของพระวิญญาณจะพูดถึงพระเจ้า พระองค์เป็นศูนย์กลางของคำสอนและการเตือนสติ เป็นศูนย์กลางของการสรรเสริญ (“He is your praise” - ฉธบ.10:21ก NIV)
ฉธบ.10:21 พระองค์ทรงเป็นที่สรรเสริญของท่านทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของท่าน ผู้ทรงกระทำการใหญ่และน่ากลัวซึ่งนัยน์ตาของท่านได้เห็นนี้
He is your praise; he is your God, who has done for you those great and awesome things that your own eyes have seen.
ผู้แสวงหาและยึดถือหลักการพระคริสต์เท่านั้นจึงจะสามารถเติบโตอย่างแข็งแรงมั่นคง เป็นนักนมัสการที่จำเริญขึ้นจนถึงความไพบูลย์ของพระคริสต์ การนมัสการของเขาจะพัฒนาควบคู่กับความเข้าใจและการยึดถือหลักการ จนเข้าสู่การนมัสการขั้นสูง และสมบูรณ์มากขึ้นๆ จนเหมือนหรือใกล้เคียงกับการนมัสการบนสวรรค์
4. เป็นคนของพระเจ้าทุกเวลา (17)
คำว่า “เป็นของพระเจ้า” (a man of God) ในที่นี้หมายถึง ไม่ว่าจะคิด พูดหรือทำสิ่งใด ให้เป็นดั่งตัวแทนหรือทูตของพระเจ้า (ในนามพระเยซู)
คส.3:17 และเมื่อท่านจะกระทำสิ่งใดด้วยวาจาหรือด้วยกายก็ตาม จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า และขอบพระคุณพระบิดาเจ้า โดยพระองค์นั้น
And whatever you do, whether in word or deed, do it all in the name of the Lord Jesus, giving thanks to God the Father through him.
ประโยค “จงกระทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูเจ้า” มีความหมายชัดเจนว่าคริสเตียนคือตัวแทนพระคริสต์ เป็นผู้แทนพระองค์
4.1 คริสเตียนกับเจตจำนงเสรี
เป็นเวลาหลายพันปีที่เหล่านักปรัชญา นักรัฐศาสตร์แต่ละยุคสมัยแสวงหาคำตอบเรื่องเจตจำนงเสรี (free will) บางคนคิดว่ามนุษย์มีเจตจำนงเสรีที่จะเลือกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง พระเจ้าให้คำตอบชัดเจนว่ามนุษย์ปราศจากเจตจำนงเสรี เนื่องจากทุกคนอยู่ใต้อิทธิพลบาปและทำผิดบาปมากขึ้นๆ (มนุษย์คิดเองว่าเขาคิดอย่างเสรี ความจริงคือบาปครอบงำความคิดเขาอยู่) เจตจำนงเสรีเกิดขึ้นเมื่อบุคคลนั้นรับเชื่อพระเจ้าได้รับการไถ่ ทำให้เขาเป็นไท
ยน.8:31-34
31 พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่ศรัทธาในพระองค์แล้วว่า "ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง
32 และท่านทั้งหลายจะรู้จักสัจจะ และสัจจะจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไท"
33 เขาทั้งหลายทูลตอบพระองค์ว่า "เราสืบเชื้อสายมาจากอับราฮัม และไม่เคยเป็นทาสใครเลย เหตุไฉนท่านจึงกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจะเป็นไท"
34 พระเยซูตรัสตอบเขาทั้งหลายว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ทุกคนที่ทำบาปก็เป็นทาสของบาป
แต่การเป็นไทเป็นภาวะที่ไม่นิ่ง เพราะตลอดเวลามนุษย์ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ และสิ่งนั้นจะถูกพระเจ้าพิพากษาว่าบาปหรือไม่บาป ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ ดังนั้น หากเขาเลือกทำผิดจะเข้าสู่การเป็นคนบาปอีกครั้ง (บาปทางพฤตินัย) และอาจหลงหายจากทางพระเจ้าหากไม่รักษาความเชื่อ
กท.5:1 เพื่อเสรีภาพนั้นเอง พระคริสต์จึงได้ทรงโปรดให้เราเป็นไท เหตุฉะนั้นจงตั้งมั่น และอย่าเข้าเทียมแอกเป็นทาสอีกเลย
น้ำพระทัยพระเจ้าคือเมื่อกลับใจเชื่อพระเจ้าแล้วจะต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตให้นบนอบอยู่ใต้พระคริสต์ด้วยความสมัครใจ ด้วยความเต็มใจ ตัดสินใจด้วยตัวเองที่จะเชื่อฟังยำเกรงพระเจ้า พึ่งพาพระองค์ รักษาความเชื่อจนถึงที่สุด
ในพระเจ้ามีคำสั่งคำสอนมากมาย พระองค์ปรารถนาให้ผู้เชื่อยึดถือปฏิบัติด้วยเจตจำนงเสรีที่ตัดสินใจนบนอบอยู่ใต้พระคริสต์ พระองค์พร้อมช่วยเราเสมอ คอยให้กำลังและความรัก การเลือกทำตามหรือไม่นั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้เชื่อศรัทธาโดยตรง พระองค์ยังเป็นพระเจ้าอยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง
1ปต.2:16-18
16 จงดำเนินชีวิตอย่างคนมีเสรีภาพ แต่อย่าใช้เสรีภาพนั้น เป็นข้ออ้างเพื่อจะทำความชั่ว แต่จงดำเนินชีวิตอย่างผู้รับใช้ของพระเจ้า
17 จงให้เกียรติแก่ทุกคน จงรักบรรดาพี่น้อง จงยำเกรงพระเจ้าและจงถวายเกียรติแด่มหาจักรพรรดิ
18 ท่านทั้งหลายที่เป็นคนรับใช้ จงเชื่อฟังนายของท่านทุกอย่าง ไม่ใช่เฉพาะนายที่เป็นคนใจดีและสุภาพเท่านั้น แต่ทั้งนายที่ร้ายด้วย
คริสเตียนมีเสรีภาพแท้ เพราะพระเยซูไถ่เราให้เป็นไทจากอิทธิพลบาป เราจึงดำเนินชีวิตด้วยพระคุณความรัก ไม่ปรารถนาอยู่ใต้อำนาจบาปอีกต่อไป
การเปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยพระคุณสำคัญและเป็นประโยชน์ ถ้าไม่เปลี่ยนจะรู้ได้อย่างไรว่าของใหม่ดีกว่า
รม.12:2 อย่าประพฤติตามอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบน้ำพระทัยของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัยและอะไรดียอดเยี่ยม
Do not conform any longer to the pattern of this world, but be transformed by the renewing of your mind. Then you will be able to test and approve what God's will is-his good, pleasing and perfect will.
บางคนไม่อยากเปลี่ยนเพราะเห็นว่าที่เป็นอยู่ดีแล้ว รม.12:2 ทรงสัญญาว่าการเปลี่ยนแปลงนำผลดีมากกว่า – “Then you will be able to test and approve what God's will is-his good,” – ต้องละทิ้งของเก่าก่อนจึงสามารถเข้าถึงสิ่งดีกว่าที่ทรงจัดเตรียมไว้
อย่าหวงชีวิตเก่าแต่จงยอมรับการเปลี่ยนแปลง เพื่อดำเนินในชีวิตใหม่ที่ดีกว่า
4.2 คนที่กำลังเติบโตสู่ความไพบูลย์
ไม่เฉพาะผู้เชื่อที่ดีสมบูรณ์แบบเท่านั้นที่พระเจ้านับว่าเป็นคนของพระองค์ ทรงรู้ว่าทุกคนกำลังอยู่ระหว่างการสร้างขึ้นใหม่ อยู่ในกระบวนการสร้างให้รู้จักพระเจ้ามากขึ้นๆ
คส.3:10 และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า
คริสเตียนที่โคโลสีแม้ไม่สมบูรณ์ มีเรื่องต้องพัฒนาปรับปรุง แต่พวกเขาคือคริสเตียนที่รักพระเจ้าอดทนต่อความทุกข์ยาก และมีความดีอื่นๆ อีกหลายประการ
คส.1:4, 6, 8, 21-23
การยอมรับการสร้าง อยู่ในกระบวนการพัฒนา คือสิ่งที่พระเจ้ามุ่งหวัง และเขาจะรู้จักพระเจ้ามากขึ้นๆ
ผู้เชื่อที่เติบโตฝ่ายวิญญาณจะตระหนักอยู่เสมอ ไม่ลืมว่าตัวเองอยู่ในฐานะใด พระเจ้าทรงใช้เขากระทำสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด เช่น เป็นลูก พี่น้อง เพื่อน สามี/ภรรยา ลูกจ้าง/เจ้านาย พลเมือง/ผู้ปกครอง เป็นชาวนาหรือพ่อค้า ช่างไม้หรือทนายความ อยู่กลางทะเลทรายหรือในเมืองหลวง
พร้อมกับขอบคุณพระองค์ที่ใช้เขา ณ สถานที่เวลานั้น
พระเยซูตรัสใน ยน.14:15 "ถ้าท่านทั้งหลายรักเรา ท่านก็จะประพฤติตามบัญญัติของเรา
การตระหนักว่า “เป็นของพระเจ้า” กระทำสิ่งต่างๆ “ในพระนามของพระเยซู” เป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด เป็นกุญแจช่วยให้ผู้นั้นเติบโต สัมพันธ์สนิทกับพระองค์
ทุกครั้งที่จะคิด-พูด-ทำสิ่งใดไม่ลืมว่าตัวเองเป็นตัวแทนพระคริสต์ เป็นคนของพระเจ้าทุกเวลา ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นี่คือกุญแจพัฒนาเข้าสู่สภาพ ‘เป็นหนึ่งเดียว’ กับพระคริสต์
‘ผู้ใดอยากพัฒนาการนมัสการสู่ขั้นสมบูรณ์ ให้ผู้นั้นพัฒนาสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์’
“เราจะอยู่ในเขาทั้งหลาย” พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในผู้เชื่อสำแดงการเป็นหนึ่งเดียว ผู้เชื่อสามารถสัมผัสความเป็นหนึ่งเดียวนี้
2คร.6:16 วิหารของพระเจ้าจะตกลงอะไรกับรูปเคารพได้ เพราะว่าเราเป็นวิหารของพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์ ดังที่พระเจ้าตรัสไว้ว่า "เราจะอยู่ในเขาทั้งหลายและจะดำเนินในหมู่พวกเขา และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นชนชาติของเรา
What agreement is there between the temple of God and idols? For we are the temple of the living God. As God has said: “I will live with them and walk among them, and I will be their God, and they will be my people.”
4.3 การเป็นคริสเตียนเหมือนการเดินทางไกล
การเป็นคริสเตียนเหมือนการเดินทางไกล การรู้จักพระเจ้าใช้เวลา ผ่านประสบการณ์มากมาย พระองค์ไม่ทิ้งให้เดียวดาย จะสถิตอยู่ด้วย ให้แนวทางวิธีการ ไม่จำต้องลองผิดถูกด้วยตัวเอง
คส.3:1-17 สอนให้ตั้งเป้าแสวงหาสันติสุขในพระคริสต์ เชื่อและติดสนิทกับพระองค์ ไม่ว่าเผชิญสิ่งใดให้ขอบคุณพระเจ้า เป็นชีวิตแห่งการขอบพระคุณ (สรรเสริญนมัสการ) ยึดพระคริสต์เป็นศูนย์กลาง ให้พระองค์เป็นศูนย์กลางของบทเพลงสรรเสริญโมทนา ดำเนินชีวิตตามหลักการ เรียนรู้จากคนอื่น รับฟังคำเตือนสติ และตระหนักว่าตนเองเป็นผู้แทนของพระองค์
ทั้งหมดนี้ จะนำผู้เชื่อสู่การเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ สู่การนมัสการขั้นสมบูรณ์ (เข้าใกล้การนมัสการบนสวรรค์)
จงสรรเสริญพระเจ้า โมทนาพระคุณ
ผลคือสง่าราศีหรือพระสิริของพระคริสต์:
ตอนต้นของคส.3 (ข้อ 1-3) อ.เปาโลพูดถึงผู้เชื่อศรัทธา ผู้มีชีวิตใหม่ การแสวงหาสิ่งเบื้องบน ในข้อ 4 พูดถึงพระสัญญา การเสด็จกลับมาของพระเยซู ชีวิตนิรันดร์ของผู้เชื่อที่เต็มด้วยศักดิ์ศรี
คำว่าสง่าราศีกับพระสิริสามารถใช้แทนกันได้ พระคัมภีร์ใช้คำอื่นๆ ด้วย ในที่นี้จะใช้ทั้งคำว่าสง่าราศีกับพระสิริ
1. สง่าราศีหรือพระสิรินิรันดร์ที่มากับพระเยซูคริสต์
คส.3:3-4
3 เพราะว่าท่านได้ตายแล้ว และชีวิตของท่านซ่อนไว้กับพระคริสต์ในพระเจ้า
For you died, and your life is now hidden with Christ in God.
4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย
When Christ, who is your life, appears, then you also will appear with him in glory.
ความตายในคส.3:3 คือชีวิตเก่าที่ตายไปแล้ว พร้อมกับได้ชีวิตใหม่หลังรับเชื่อพระเยซู เป็นชีวิตใหม่ที่พ้นบาป ไม่อยู่ใต้อำนาจบาปกับคำแช่งสาปอีกต่อไป (ในทางนิตินัย) เป็นคนใหม่ที่เป็นไท พร้อมดำเนินชีวิตตามพระคริสต์ สำแดงพระสิริ ทรงปกป้องดูแลตั้งแต่โลกนี้จนถึงโลกหน้า
เมื่อพระคริสต์ทรงปรากฏอีกครั้ง (คส.3:4) หมายถึงการเสด็จสู่โลกครั้งที่ 2 พระเยซูจะมาพร้อมสง่าราศีอันยิ่งใหญ่ เมื่อนั้นคนของพระองค์จะรับสง่าราศีของพระคริสต์ด้วย
2. สำแดงสง่าราศีของพระคริสต์
2.1 นิยามสง่าราศีหรือพระสิริ
สง่าราศีเป็นพระลักษณะอย่างหนึ่ง เป็นธรรมดาที่คนของพระองค์จะมีสง่าราศี สะท้อนการเปลี่ยนแปลงชีวิตเหมือนพระผู้สร้าง
รากศัพท์คำว่า “glory” ใน คส.3:4 คือ δόξα (อ่านว่า dox'-ah) เป็นภาษากรีก เป็นคำนาม หมายถึง พระสิริหรือสง่าราศี (glory) พระเกียรติ (honor) ความสง่างาม (splendor) และพระบรมเดชานุภาพ (majesty)
สง่าราศีหรือพระสิริในผู้เชื่อศรัทธาไม่ใช่สิ่งที่จะพบในสวรรค์เท่านั้น ยังปรากฏในโลกปัจจุบันด้วย
ตลอดพระคัมภีร์ คำว่า “glory” พบบ่อยทั้งในฉบับพันธสัญญาเดิมและใหม่
ศัพท์หลายคำที่เกี่ยวข้อง เช่น ลนต.9:23
ลนต.9:1-4, 22-24
ลนต.9:23 โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปในเต็นท์นัดพบ เมื่อเขาทั้งสองออกมา เขาก็อวยพรประชาชน และพระสิริของพระเจ้าก็ปรากฏแก่ประชาชนทั้งมวล
Moses and Aaron then went into the tent of meeting. When they came out, they blessed the people; and the glory of the LORD appeared to all the people.
รากศัพท์คำว่า “พระสิริ” หรือ “glory” ใน ลนต.9:23 คือ kabowd (kaw-bode') หรือบางครั้งใช้คำว่า kabod (kaw-bode') หมายถึง ถูกต้อง เหมาะสม (properly) มีน้ำหนัก (weight) แสดงออกเป็นการใช้สติปัญญาและเหตุผลหรือมีสามัญสำนึก (good sense) งดงาม สง่างาม มีราศี (splendor) ความบริบูรณ์ (copiousness) สูงสง่า (glorious) สง่าราศี (glory) มีเกียรติยศ (honour)
คำว่า ‘glory’ มีความหมายหลากหลาย ถ้าสรุปสั้นๆ ความหมายตรงที่สุดคือ ‘สำแดงตัวพระองค์’
หลักการสำแดง 2 ประการ
1) พระเจ้าสามารถสำแดงพระองค์หลากหลาย ขึ้นกับพระองค์จะสำแดงอย่างไร ดังนั้น พระสิริแต่ละครั้งอาจแตกต่าง ไม่เหมือนกัน
2) ความเข้าใจของมนุษย์ คนนั้นรับรู้อย่างไร คำศัพท์หรือประโยคที่ใช้อธิบาย ขึ้นกับการสำแดงแต่ละครั้งและความเข้าใจของผู้สัมผัส และแม้มนุษย์พยายามอธิบายมากเพียงใดก็ไม่สมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ความหมายดีที่สุดของคำว่า ‘glory’ คือ ‘การสำแดงพระองค์’ แล้วจึงอธิบายต่อว่าผู้พบเห็นหรือสัมผัสเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร อธิบายสิ่งที่เขาเข้าใจอย่างไร
พระคัมภีร์ใช้หลายคำที่มีความหมายตรงกันหรือคล้ายกัน บางครั้งใช้คำว่า “งามสง่า” “สง่าราศี” “พระสิริ” “เกียรติยศ” ฯลฯ คำเหล่านี้ใช้แทนกันได้ คำที่ใช้บ่อยคือคำว่า “พระสิริ”
2.2 ผลเมื่อพระเจ้าสำแดงพระสิริ
ในที่นี้จะยกตัวอย่างผลบางข้อ
ลนต.9:23-24
23 โมเสสกับอาโรนจึงเข้าไปในเต็นท์นัดพบ เมื่อเขาทั้งสองออกมา เขาก็อวยพรประชาชน และพระสิริของพระเจ้า ก็ปรากฏแก่ประชาชนทั้งมวล
24 เปลวเพลิงพลุ่งออกมาต่อพระพักตร์พระเจ้า เผาเครื่องเผาบูชาและไขมันซึ่งอยู่บนแท่น เมื่อประชาชนทั้งหลายเห็นก็โห่ร้องและซบหน้าลง
ประโยค “และพระสิริของพระเจ้าก็ปรากฏแก่ประชาชนทั้งมวล” ในลนต.9:23 อาจพูดใหม่ว่า “และพระเจ้าสำแดงตน ประชาชนทั้งมวลเห็นพระองค์”
เหตุการณ์ใน ลนต. 9:23-24 เมื่อพระเจ้าสำแดงพระสิริ ผลที่ตามมา (24) คือ
1) พระเจ้าทำงานของพระองค์ (24ก)
ทรงส่งเปลวไฟเผาเครื่องบูชา แสดงว่าพระองค์รับเครื่องบูชานั้น ทรงพอพระทัย
2) ผู้เชื่อโห่ร้องอย่างผู้มีชัย (24ข)
เพราะทรงสำแดงพระองค์ พวกเขาได้เห็นกับตาตนเอง ‘สัมผัสการมีอยู่ของพระองค์ด้วยตัวเอง’ พระเจ้าไม่ใช่เรื่องในจินตนาการ หรือเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมา แต่ทรงพระชนม์และยิ่งใหญ่ ผู้เชื่อสามารถเข้าถึงการมีอยู่จริงของพระองค์
3) เกิดความยำเกรงพระเจ้า (24ค)
การซบหน้าลงในที่นี้คือการนมัสการรูปแบบหนึ่ง เป็นท่าก้มกราบ แสดงถึงความยำเกรงพระเจ้าอย่างสูง
ไม่มีใครบังคับให้พวกเขาต้องยำเกรงพระเจ้า ใจนบนอบเกิดขึ้นเมื่อผู้นั้นสัมผัสพระสิริ
การเผาเครื่องบูชาในยุคพันธสัญญาใหม่คือการสรรเสริญนมัสการ นำมาซึ่งการทรงสถิต การสำแดงพระองค์
3. ตัวอย่างการสำแดงพระสิริ
ตัวอย่างการสำแดงพระสิริอื่นๆ เช่น กรณีซามูเอล อิสยาห์
3.1 กรณีซามูเอล
1ซมอ.3:8-11
8 และพระเจ้าทรงเรียกซามูเอลครั้งที่สาม ซามูเอลก็ลุกขึ้นไปหาเอลี กล่าวว่า "ข้าพเจ้าอยู่นี่ ด้วยท่านร้องเรียกข้าพเจ้า" แล้วเอลีจึงหยั่งรู้ได้ว่า พระเจ้าทรงเรียกเด็กนั้น
9 เพราะฉะนั้นเอลีจึงพูดกับซามูเอลว่า "จงไปนอนเสียเถิด ถ้าพระองค์ทรงเรียกเจ้า เจ้าจงทูลว่า "พระเจ้าเจ้าข้า ขอพระองค์ตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่" "ซามูเอลจึงกลับไปนอนในที่ของตน
10 และพระเจ้าเสด็จมาประทับยืนอยู่ ทรงเรียกอย่างครั้งก่อนๆว่า "ซามูเอล ซามูเอลเอ๋ย" และซามูเอลทูลตอบว่า "ขอตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่"
The LORD came and stood there, calling as at the other times, “Samuel! Samuel!”
Then Samuel said, “Speak, for your servant is listening.”
11 แล้วพระเจ้าตรัสกับซามูเอลว่า "ดูเถิด เราจะทำสิ่งหนึ่งในอิสราเอล หูของทุกคนผู้ที่ได้ยินจะแสบทั้งสองข้าง
ในการเรียกครั้งสุดท้าย พระเจ้าปรากฏตัวให้ซามูเอลเห็นด้วยตา พระคัมภีร์ใช้คำว่า “พระเจ้าเสด็จมาประทับยืนอยู่” พระองค์เสด็จมาและยืนอยู่ตรงที่ซามูลเอลนอน ซามูเอลซึ่งขณะนั้นเป็นเพียงเด็กน้อย ‘รับรู้ด้วยสายตา’ ว่าคือผู้ที่ต้องการคุยกับเขา และทั้งคู่พูดคุยสองต่อสอง
อธิบายขยายความ: รากศัพท์คำว่า “พระเจ้า” หรือ “The LORD” ใน1ซมอ.3:10 คือ יְהוָֹה (อ่านว่า yah-veh) คือพระเยโฮวาห์ ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ไม่ได้เอ่ยถึงสง่าราศี ความยิ่งใหญ่งดงาม เน้นการสนทนาสองต่อสอง หนูน้อยซามูเอลเริ่มทำหน้าที่ผู้เผยพระวจนะ นำชนชาติอิสราเอล ซึ่งเป็นอีกรูปแบบของการสำแดงพระองค์ ที่ต้องการให้รู้ว่าทรงสำแดงตน ไม่ได้บรรยายพระสิริอันยิ่งใหญ่
3.2 กรณีอิสยาห์
กรณีอิสยาห์ใน อสย.6:1-5
อสย.6:1-5
1 ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าเห็นองค์พระผู้เป็นเจ้าประทับ ณ พระที่นั่งสูงและเทิดทูนขึ้น และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร
2 เหนือพระองค์มีเสราฟิมยืนอยู่ แต่ละตนมีปีกหกปีก ใช้สองปีกบังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปีกบินไป
3 ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระเจ้าจอมโยธา แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์"
4 และรากฐานของธรณีประตูทั้งหลาย ก็สั่นสะเทือนด้วยเสียงของผู้ร้อง และพระนิเวศก็มีควันเต็มไปหมด
5 และข้าพเจ้าว่า "วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และข้าพเจ้าอยู่ในหมู่ชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด เพราะนัยน์ตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระเจ้าจอมโยธา"
อิสยาห์ในอสย.6:1-5 แตกต่างจากกรณีซามูเอล เมื่ออิสยาห์พบพระเจ้า สัมผัสพระสิริอย่างบริบูรณ์ (3-4) แม้เป็นผู้เผยพระวจนะ ทำการอัศจรรย์มากมาย สิ่งที่อิสยาห์รับรู้นำสู่คำพูดว่า "วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด” ดีที่เสราฟิมช่วยทัน
เป็นการสำแดงพระเจ้าอีกแบบ ที่อิสยาห์รับรู้หรือสัมผัสในครั้งนั้น
การสำแดงของพระเจ้าเป็นเรื่องลึกซึ้ง ในที่นี้ให้ความเข้าใจหลักเบื้องต้นว่า ทรงสำแดงหลากหลายแบบ มนุษย์หรือผู้เชื่อรับรู้และอธิบายหลากหลายอย่าง
4. ผู้เชื่อทุกคนสามารถสำแดงพระสิริ
แผนการพระเจ้าคือสำแดงพระสิริผ่านคนของพระองค์
คส.3:4 เมื่อพระคริสต์ผู้ทรงเป็นชีวิตของเราทรงปรากฏ ขณะนั้นท่านก็จะปรากฏพร้อมกับพระองค์ในศักดิ์ศรีด้วย
When Christ, who is your life, appears, then you also will appear with him in glory.
(คส.3:4 พูดถึงการเสด็จกลับมาของพระเยซู แต่ผู้เชื่อทุกคนสามารถสำแดงพระสิริตั้งแต่ตอนนี้)
อสย.60:2 เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบคลุมชนชาติทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า
See, darkness covers the earth and thick darkness is over the peoples, but the LORD rises upon you and his glory appears over you.
“และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า” (อสย.60:2ค) (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
สง่าราศีไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ผู้เชื่อสร้างไม่ได้ สง่าราศีหรือพระสิริมาจากพระเจ้า มาจากพระองค์เท่านั้น
ยน.17:22-23
22 เกียรติซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ได้มอบให้แก่เขา เพื่อเขาจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังที่พระองค์กับข้าพระองค์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้น
I have given them the glory that you gave me, that they may be one as we are one—
23 ข้าพระองค์อยู่ในเขาและพระองค์ทรงอยู่ในข้าพระองค์ เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อโลกจะได้รู้ว่าพระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์มา และพระองค์ทรงรักเขาเหมือนดังที่พระองค์ทรงรักข้าพระองค์
สรุปเรื่องพระสิริ จากยน.17:22-23
1) พระสิริในผู้เชื่อปรากฏบนโลกนี้ด้วย ไม่เฉพาะเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาครั้งที่ 2 กับบนสวรรค์ (ยน.17:22ก)
2) สง่าราศีหรือพระสิริไม่ได้เกิดจากฝีมือมนุษย์ ผู้เชื่อสร้างไม่ได้ แต่มาจากพระองค์เท่านั้น (ยน.17:22ข)
3) สง่าราศีหรือพระสิริคือพระลักษณะ สำแดงการหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียว (ยน.17:22ค-23)
พระสิริหรือสง่าราศีของผู้เชื่อมีหลายระดับ – เพราะพระสิริคือการสำแดงพระลักษณะ ผู้เชื่อจึงสำแดงพระสิริตามน้ำพระทัย ตามระดับความเติบโตฝ่ายวิญญาณ มีชีวิตเหมือนพระคริสต์มากขึ้นตามลำดับ
คนที่นมัสการพระเจ้า นักนมัสการจะสะท้อนพระลักษณะหรือพระสิริตั้งแต่โลกนี้และสืบไปเป็นนิตย์
ในบริบทการสรรเสริญนมัสการ เมื่อเขาปรนนิบัติพระเจ้าด้วยการร้องสรรเสริญนมัสการ ดำเนินชีวิตเป็นเครื่องเผาบูชาที่พอพระทัย พระเจ้าจะ ‘สำแดงการทรงสถิต’ ‘สำแดงพระสิริ’ ผู้ที่ชีวิตของเขาซ่อนอยู่ในพระคริสต์ และพระคริสต์อยู่ในเขา
สรุป ผู้เชื่อสำแดงสง่าราศีของพระคริสต์ คือการที่พระเจ้าเปลี่ยนผู้เชื่อคนนั้นให้มีพระสิริ มีเกียรติ และเป็นที่ยกย่องเทิดทูน จากการสำแดงพระลักษณะ หรือสรุปว่าเป็นเหมือนพระคริสต์มากขึ้น
สรุป ลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการ:
ผู้เชื่อทุกคนคือผู้นมัสการพระเจ้า พระองค์ต้องการให้ทุกคนเป็นนักนมัสการ การสรรเสริญนมัสการไม่ใช่กิจกรรมแต่เป็นชีวิต แน่ทีเดียวพระเจ้ารู้ว่าต้องใช้เวลา ต้องผ่านการพัฒนา พระองค์เอาใจช่วยเสมอ พร้อมจะให้อภัย ... ให้อภัย ... ให้อภัย... และให้อภัย... แล้วให้อภัย... และให้อภัย... ให้อภัยอีก
ฮบ.4:16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ
บัดนี้ จงรับการให้อภัยอีกครั้ง กลับมาใกล้พระองค์ จงตัดสินใจ จงแน่วแน่ ‘จงมีพระเจ้าองค์เดียว ให้พระเจ้าเป็นหนึ่ง จงสรรเสริญนมัสการ และเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์’
ผู้ที่รับการไถ่จะได้สัมพันธ์ใกล้ชิดพระเจ้า อยู่ในชุมชน อาณาจักรพระองค์ และร้องเพลงสรรเสริญด้วยความชื่นบาน
อสย.35:10 ผู้ที่รับการไถ่แล้วของพระเจ้าจะกลับ และจะมายังศิโยนด้วยร้องเพลง มีความชื่นบานเป็นนิตย์บนศีรษะของเขาทั้งหลาย เขาจะได้รับความชื่นบานและความยินดี ความโศกเศร้าและการถอนหายใจจะปลาตไปเสีย
and those the LORD has rescued will return. They will enter Zion with singing; everlasting joy will crown their heads. Gladness and joy will overtake them, and sorrow and sighing will flee away.
ยรม.33:6-11
6 ดูเถิด เราจะนำอนามัย และการรักษามาให้ และเราจะรักษาเขาทั้งหลายให้หายและเผยสวัสดิภาพและความมั่นคงอย่างอุดม
7 เราจะให้ยูดาห์และอิสราเอลกลับสู่สภาพเดิม และสร้างเขาทั้งหลายเสียใหม่อย่างที่เขาเป็นมาแต่เดิมนั้น
8 เราจะชำระเขาจากโทษบาปของเขาซึ่งมีต่อเรา และจะให้อภัยโทษบาปและการกบฏต่อเรา
9 และกรุงนี้จะให้เรามีชื่ออันให้ความชื่นบานเป็นที่สรรเสริญ และเป็นศักดิ์ศรีต่อหน้าบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นแห่งแผ่นดินโลก ซึ่งจะได้ยินถึงความดีทั้งสิ้นซึ่งเราได้กระทำเพื่อเขาทั้งหลาย เขาจะกลัวและสะทกสะท้าน เพราะความดีและสวัสดิภาพทั้งสิ้นซึ่งเราได้จัดหาให้เมืองนั้น
10 "พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า ในสถานที่นี้ซึ่งเจ้ากล่าวว่า 'เป็นที่ทิ้งร้าง ไม่มีมนุษย์หรือสัตว์' ในหัวเมืองแห่งยูดาห์และตามถนนกรุงเยรูซาเล็มซึ่งร้างเปล่า ไม่มีมนุษย์หรือชาวเมืองหรือสัตว์
11 ที่นั่นจะได้ยินเสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริง และเสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว และเสียงบรรดาคนเหล่านั้นที่ร้องเพลง ขณะที่เขานำเครื่องบูชาโมทนาพระคุณมายังพระนิเวศของพระเจ้า ว่า 'จงถวายโมทนาแด่พระเจ้าจอมโยธา เพราะพระเจ้าประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์ เพราะเราจะให้แผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ
อธิบายขยายความ: ยรม.33:6-11 เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้ เพื่อนำคนของพระเจ้ากลับสู่สภาพดี สัมพันธ์สนิทกับพระองค์ ถ้าอธิบายตามบริบทคือการที่ชนชาติอิสราเอลที่ถูกนำตัวไปเป็นทาสต่างแดน (หลังอาณาจักรที่เริ่มในสมัยกษัตริย์ดาวิดล่มสลาย) ให้กลับคืนสู่เยรูซาเล็ม ฟื้นฟูอาณาจักรอีกครั้ง รวมถึงการนมัสการถวายเครื่องบูชา พระเจ้าจะฟื้นฟูคนบาปให้กลับมาใกล้พระองค์อีกครั้ง
อสย.35:10 กับ ยรม.33:6-11 สะท้อนการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ผู้เชื่อสัมผัสความรักประเสริฐ พระสิริหรือสง่าราศี
พระเจ้าอยู่ที่ใด พระองค์จะสำแดงตน ปรากฏสง่าราศีหรือพระสิริ ความครบบริบูรณ์ ความบริสุทธิ์ ความรัก ความงดงาม ความชื่นชมยินดี สันติสุข ความปลาบปลื้มใจ (บางส่วนคือผลพระวิญญาณตามกท.5:22-23) ความอุดมสมบูรณ์ หมายสำคัญการอัศจรรย์ ... รวมแล้วคือความเป็นพระเจ้า พระองค์อยู่ที่นั่น
จงรู้เถิดว่าการสรรเสริญนมัสการไม่ใช่กิจกรรมแต่เป็นชีวิต
บนโลกนี้ คริสเตียนทุกคนนมัสการได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนเป็นนักนมัสการ
คำสอนการนมัสการ: การนมัสการที่ดีขึ้นกับระดับความสัมพันธ์ของผู้นั้นกับพระเจ้า
การนมัสการที่ดีขึ้นกับระดับความสัมพันธ์ของผู้นั้นกับพระเจ้า ซึ่งต้องอาศัยเวลา ผ่านร้อนผ่านหนาว เป็นผู้พิสูจน์แล้วว่าผ่านการทดสอบทดลองครั้งแล้วครั้งเล่า เขาไม่ใช่คนดีพร้อม พลาดพลั้งบ้าง ล้มลุกคลุกคลานบ้าง แต่ที่สุดแล้วยังนมัสการพระเจ้าต่อไป พร้อมกับสัมพันธ์ที่ลงลึกกว่าเดิม กลายเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระหง่าน รากที่หยั่งลึก เกิดดอกออกผลสร้างประโยชน์มากมาย
คนของพระเจ้าในพระคัมภีร์ล้วนมีประสบการณ์ลึกซึ้งกับพระเจ้า เนื้อหาพระธรรมสดุดีหลายตอนบรรยายการผ่านร้อนผ่านหนาวเหล่านี้ เช่น สดด.9, สดด.10, สดด.27
สดด.9:11-12
11 จงร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ผู้ซึ่งประทับในศิโยน จงบอกเล่าถึงพระราชกิจของพระองค์ ในท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย
12 เพราะพระองค์ทรงแก้แค้นแทนโลหิตและทรงเอาพระทัยใส่ในเขาทั้งหลาย พระองค์มิได้ทรงลืมคำร้องทุกข์ของผู้ถูกกดขี่
สดด.119: 49-50
49 ขอทรงระลึกถึงพระวจนะของพระองค์ที่มีต่อผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงกระทำให้ข้าพระองค์หวังอยู่นั้น
50 นี่คือการเล้าโลมในความทุกข์ยากของข้าพระองค์ คือพระสัญญาของพระองค์ให้ชีวิตแก่ข้าพระองค์
พระธรรมฮีบรู (จดหมายถึงชาวฮีบรู) อธิบายการติดสนิท ความสัมพันธ์กับพระเจ้าด้วยการอธิบายการเข้าสู่อภิสุทธิสถาน (Most Holy Place) ผู้ใดต้องการพัฒนาการสรรเสริญนมัสการจำต้องเข้าใจเรื่องนี้
ฮบ. บทที่ 8-10
ฮบ.10:19 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลาย เมื่อเรามีใจกล้าที่จะเข้าไปสู่สถานศักดิ์สิทธิ์โดยพระโลหิตของพระเยซู
Therefore, brothers and sisters, since we have confidence to enter the Most Holy Place by the blood of Jesus,
การเข้าสู่อภิสุทธิสถาน คือการนมัสการที่ใกล้ชิดติดสนิทพระองค์มากที่สุด
อธิบายขยายความ: อภิสุทธิสถาน (Most Holy Place)
เมื่อแรกเริ่มมีปุโรหิต พระเจ้าแต่งตั้งให้อาโรนกับตระกูลของเขาเป็นปุโรหิตตลอดไป
ความเป็นปุโรหิตของตระกูลอาโรนหมายถึงเป็นกลุ่มเฉพาะได้รับมอบหมายให้ถวายบูชาในอภิสุทธิสถาน เฉพาะคนกลุ่มนี้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป (อ่าน NIV)
1พศด.6:49 แต่อาโรนกับบุตรชายของท่านถวายเครื่องบูชาบนแท่นเครื่องเผาบูชา และบนแท่นเครื่องหอม และปฏิบัติงานในอภิสุทธิสถาน และกระทำการลบมลทินบาปของอิสราเอล ตามอย่างที่โมเสสผู้รับใช้ของพระเจ้าได้บัญชาไว้
But Aaron and his descendants were the ones who presented offerings on the altar of burnt offering and on the altar of incense in connection with all that was done in the Most Holy Place, making atonement for Israel, in accordance with all that Moses the servant of God had commanded.
อภิสุทธิสถานคือชั้นในสุดของพลับพลาที่พระเจ้าบัญชาให้สร้าง
อพย.26:33-34
33 ม่านนั้นให้เขาแขวนไว้กับขอสำหรับเกี่ยวม่าน แล้วเอาหีบพระโอวาทเข้ามาไว้ข้างในภายในม่าน และม่านนั้นจะเป็นที่แบ่งพลับพลา ระหว่างวิสุทธิสถานกับอภิสุทธิสถาน
34 พระที่นั่งกรุณานั้นให้ตั้งไว้บนหีบพระโอวาทในอภิสุทธิสถาน
Put the atonement cover on the ark of the covenant law in the Most Holy Place.
ในยุคพระคัมภีร์เดิมปุโรหิตต้องมาจากตระกูลของอาโรนเท่านั้น
เมื่อถึงสมัยพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูเข้ามาทำให้แผนงานพระเจ้าสำเร็จตามแผนตามเวลา (การบังเกิดพระเยซู สิ่งที่พระองค์ทำล้วนถูกกำหนดล่วงหน้าแล้ว พระเยซูคือผู้มาตามแผนงานพระเจ้าในเวลาที่กำหนด) ทรงไถ่บาป ทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ และสร้างสาวก ต้นกำเนิดคริสเตียนๆ ทุกคนมีฐานะเป็นปุโรหิตหลวง (royal priesthood) ไม่ขึ้นกับการเป็นลูกหลานอาโรนทางสายเลือดอีกต่อไป
1ปต.2:5-9
5 และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์
you also, like living stones, are being built into a spiritual house to be a holy priesthood, offering spiritual sacrifices acceptable to God through Jesus Christ
6 เพราะมีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์แล้วว่า ดูก่อน เราวางศิลาก้อนหนึ่งลงในศิโยน เป็นศิลาหัวมุมที่ทรงเลือกแล้ว และเป็นศิลาที่มีค่าอันประเสริฐ และผู้ใดที่เชื่อในพระองค์ก็จะไม่ได้รับความอับอาย
7 พระองค์ทรงมีค่าอันประเสริฐสำหรับท่านทั้งหลายที่เชื่อ แต่สำหรับคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อนั้น ศิลาที่ช่างก่อทิ้งเสียแล้วนั้น ได้กลับกลายเป็นศิลามุมเอกแล้ว
8 และเป็นหินที่ทำให้คนสะดุด และเป็นที่ทำให้คนหกล้ม ที่เขาสะดุดนั้น เพราะเขาไม่เชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้า ตามที่เขาถูกกำหนดให้กระทำเช่นนั้น
9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
But you are a chosen people, a royal priesthood, a holy nation, God’s special possession, that you may declare the praises of him who called you out of darkness into his wonderful light.
การเป็นปุโรหิตหลวงหมายถึงการที่คริสเตียนแต่ละคนสามารถเข้าหาพระเจ้าใกล้ชิดที่สุด เข้าใกล้ได้ทุกเวลา โดยโลหิตพระคริสต์ ม่านในพระวิหารที่กั้นระหว่างอภิสุทธิสถานกับวิสุทธิสถานขาดแล้ว
เป็นการยกฐานะผู้เชื่อศรัทธาที่เดิมเป็นคนอิสราเอล ประชาชาติของพระเจ้า มาเป็นอิสราเอลฝ่ายวิญญาณ (คริสเตียน) ที่มีฐานะเป็นปุโรหิตหลวงด้วย เทียบเท่าคนในตระกูลอาโรน
คริสเตียนนักนมัสการทั้งหลาย จงเข้าหาพระองค์ด้วยพระคุณ ด้วยใจกล้า และด้วยความใกล้ชิดติดสนิทเถิด
โอ้ ข้าผู้ทำผิดบาป โดยพระโลหิตพระคริสต์ ข้าจะเข้าใกล้พระองค์อีกครั้ง
------------------------------
กุญแจการสรรเสริญนมัสการ: สันติสุขของพระคริสต์
วิธีง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ (17): สันติสุขของพระคริสต์
คส.3:1-17 สามารถประยุกต์เป็นคุณสมบัติหรือลักษณะชีวิตของนักสรรเสริญนมัสการ พูดถึงเรื่องการสรรเสริญนมัสการ เป็นนักนมัสการ หนึ่งในประเด็นสำคัญคือสันติสุขของพระคริสต์ เป็นของประทานที่พระเจ้ามอบให้แต่ละคนตามขนาดที่พระองค์ประสงค์
คส.3:15 และจงให้สันติสุขของพระคริสต์ครองจิตใจของท่าน พระเจ้าทรงเรียกท่านไว้ให้เป็นกายเดียวด้วย เพื่อสันติสุขนั้น และท่านจงมีใจกตัญญู
Let the peace of Christ rule in your hearts, since as members of one body you were called to peace. And be thankful.
เริ่มต้นของสันติสุขคือรับเชื่อพระคริสต์ ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ มีประสบการณ์ในพระเจ้า พัฒนาเป็นความสัมพันธ์ใกล้ชิดพระวิญญาณ ดำเนินชีวิตแห่งสันติสุข
รม.5:1-2
1 เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้วเราจึง {หรือ ให้เรา} มีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
2 โดยทางพระองค์เราจึงได้เข้าในร่มพระคุณที่เรายืนอยู่และเรา {หรือ ให้เรา} ชื่นชมยินดีในความไว้วางใจ ว่าจะได้มีส่วนในพระสิริของพระเจ้า
รม.14:17 เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้านั้นไม่ใช่การกินและการดื่ม แต่เป็นความชอบธรรมและสันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์
‘สันติสุขของพระคริสต์ครอบครองผู้ใด พระเจ้าสถิตกับผู้นั้น’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น) เป็นผลพระวิญญาณ
กท.5:22-23
22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ
23 ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย
‘การสรรเสริญนมัสการ’ มาจากพระเจ้า พระองค์ตั้งไว้เพื่อประโยชน์แก่ผู้เชื่อศรัทธา เป็นช่วงเวลาที่สามารถสัมผัสใกล้ชิดพระเจ้าอย่างง่ายๆ และยิ่งง่ายสำหรับผู้มีสันติสุข
วิธีการง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ ทำได้ดังนี้
1. มุ่งดำเนินชีวิตอย่างคนของพระเจ้า
2. ตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอว่ามีสันติสุขในพระคริสต์หรือไม่ มากน้อยเพียงใด ปรึกษาผู้นำขอความช่วยเหลือถ้าขาดสันติสุข แก้ปัญหาไม่ได้
3. อธิษฐานขอ
แม้พระเจ้าให้หลักการบางอย่างเพื่อจะได้สันติสุข แต่แท้จริงแล้วสันติสุขของพระคริสต์ไม่ใช่สิ่งที่ผู้เชื่อสร้างขึ้นเอง ที่ถูกต้องคือ ‘เป็นของประทาน’ (เป็นพระคุณที่มอบให้) แม้ท่านไม่สมบูรณ์และอ่อนแอ แต่หากต้องการสันติสุข จงอธิษฐานวิงวอนด้วยน้ำตาไหล ขอแล้วขออีก ขอพระเมตตา แล้ววันหนึ่งจะได้รับ
เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าประทานสันติสุขแก่ผู้เชื่อ คริสเตียนคือผู้ได้รับพระสัญญานี้
อสย.9:6-7
6 ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน และท่านจะเรียกนามของท่านว่า "ที่ปรึกษามหัศจรรย์ พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดานิรันดร์ องค์สันติราช"
For to us a child is born, to us a son is given, and the government will be on his shoulders. And he will be called Wonderful Counselor, Mighty God, Everlasting Father, Prince of Peace.
7 เพื่อการปกครองของท่านจะเพิ่มพูนยิ่งขึ้น และสันติภาพจะไม่มีที่สิ้นสุด เหนือพระที่นั่งของดาวิด และเหนือราชอาณาจักรของพระองค์ ที่จะสถาปนาไว้ และเชิดชูไว้ ด้วยความยุติธรรมและด้วยความชอบธรรม ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนนิรันดรกาล ความกระตือรือร้นของพระเจ้าจอมโยธาจะกระทำการนี้
อ.เปาโลอธิษฐานขอให้พระเจ้าประทานสันติสุขแก่พี่น้อง
2ธส.3:16 ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าแห่งสันติสุข ทรงโปรดประทานสันติสุขให้แก่ท่านทั้งหลายทุกเวลาและทุกทาง ขอให้องค์พระผู้เป็นเจ้าดำรงอยู่กับท่านทุกคนเถิด
4. ฝากภาระปัญหาไว้กับพระเจ้า
เมื่อถึงช่วงเวลาร้องสรรเสริญนมัสการ ให้ฝากภาระปัญหาต่างๆ ไว้กับพระเจ้าก่อน เหลือแต่สันติสุขในพระคริสต์ และร้องสรรเสริญบนฐานสันติสุขนี้
1ปต.5:7 จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย
และพระเจ้าจะสำแดงพระองค์
ในบางกรณี การนมัสการพระเจ้าพร้อมกับแบกภาระปัญหาสามารถพบพระเจ้าได้เช่นกัน ขึ้นกับระดับสันติสุข ชีวิตแห่งความชอบธรรม จิตสำนึกชอบของผู้นั้น ความสามารถในการจดจ่อขณะนมัสการ ฯลฯ แต่จะดีและง่ายกว่าหากอธิษฐานฝากภาระไว้กับพระเจ้าก่อนร้องสรรเสริญนมัสการ
การจะพบพระเจ้า สัมผัสพระองค์ ทำได้ง่ายๆ แบบนี้เอง
‘เมื่อสันติสุขของพระคริสต์ครอบครองผู้ใด ผู้นั้นจะโห่ร้องด้วยเสียงของผู้มีชัย ประกาศความชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้า’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
เป็นกุญแจอีกดอกของการสรรเสริญนมัสการ
อสย.42:10-13
10 จงร้องเพลงบทใหม่ถวายพระเจ้า เพลงยอพระเกียรติของพระองค์จากปลายแผ่นดินโลก ทั้งผู้ที่ไปทะเล และบรรดาสิ่งที่อยู่ในนั้น ทั้งแผ่นดินชาวทะเลและชาวถิ่นนั้น
Sing to the LORD a new song, his praise from the ends of the earth, you who go down to the sea, and all that is in it, you islands, and all who live in them.
11 จงให้ถิ่นทุรกันดารและหัวเมืองในนั้นเปล่งเสียง ทั้งชนบทที่เคดาร์อาศัยอยู่ จงให้ชาวเส-ลาร้องเพลงด้วยความชื่นบาน ให้เขาโห่ร้องมาจากยอดภูเขา
Let the wilderness and its towns raise their voices; let the settlements where Kedar lives rejoice. Let the people of Sela sing for joy; let them shout from the mountaintops.
12 จงให้เขาถวายพระสิริแด่พระเจ้า และถวายสรรเสริญพระองค์ในแผ่นดินทะเลทราย
Let them give glory to the LORD and proclaim his praise in the islands.
13 พระเจ้าเสด็จออกไปอย่างคนแกล้วกล้า พระองค์ทรงเร้าความกระตือรือร้นของพระองค์ขึ้นอย่างนักรบ พระองค์ทรงร้อง พระองค์ทรงโห่ดัง พระองค์ทรงแผลงฤทธิ์ต่อศัตรูของพระองค์
The LORD will march out like a champion, like a warrior he will stir up his zeal; with a shout he will raise the battle cry and will triumph over his enemies.
---------------------

ความคิดเห็น