28/05/2569

Contact Us

            ยินดีต้อนรับสู่ “บันทึกไบเบิล” (Bible Note) ใน www.positive4thailand.com ครับ! หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเนื้อหา ข้อเสนอแนะ เรื่องราวที่อยากแบ่งปัน หรือสนใจร่วมงาน/โฆษณาประประชาสัมพันธ์ สามารถติดต่อเราได้ผ่านช่องทางด้านล่างนี้ ยินดีรับฟังทุกความคิดเห็นครับ

Email: ckg5555@gmail.com

Facebook Page: https://www.facebook.com/banthuk.khxng.chan.237553

            เราจะพยายามตอบกลับทุกข้อความภายใน 24-48 ชั่วโมง (ยกเว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์) ขอบคุณสำหรับทุกการติดต่อครับ

บทเรียน 30 พระลักษณะพระเจ้า 10 ประการ

พระธรรมโยบให้ความเข้าใจเรื่องพระลักษณะพระเจ้า เป็นหลักข้อเชื่อสำคัญของผู้เชื่อศรัทธา การเข้าใจพระเจ้าต้องเข้าใจตามพระคัมภีร์ ไม่นึกเอาเองหรืออยากให้พระเจ้าเป็นอย่างที่เราต้องการ

คำถามก่อนเรียน:

            1) ถ้ามองพระเจ้าเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ท่านคิดพระเจ้าเป็นอย่างไร (นิสัย ทัศนคติ ฯลฯ เป็นคนแบบไหน)

            2) ท่านคิดว่าอะไรหรือลักษณะใดที่ทำให้พระเจ้าเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้สูงสุด

เกริ่นนำ:

            การศึกษาพระธรรมโยบอาจตีความว่าคือการศึกษาชีวิตของโยบ แบบอย่างผู้เชื่อศรัทธา เรื่องที่ต้องระวัง ในขณะเดียวกันพระธรรมโยบนำเสนอศาสนศาสตร์พระลักษณะพระเจ้ามากมาย อธิบายอย่างละเอียด นำเสนอเชิงถกแถลง (discuss) ค่อยๆ นำสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องชัดเจนมากขึ้น จนท้ายที่สุดพระเจ้าอธิบายพระลักษณะด้วยพระองค์เอง

            พระลักษณะพระเจ้าเกี่ยวข้องกับผู้เชื่อโดยตรง มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ (ทำนองเดียวกับลักษณะความสัมพันธ์พ่อแม่ลูก) ช่วยให้ผู้เชื่อรู้ว่าต้องดำเนินชีวิตอย่างไร ทัศนคติต่อเรื่องต่างๆ ดังบริบทโยบที่ไม่รู้ว่าตนทำผิดเรื่องใด เกิดความสงสัยต้องการคำตอบ

            ในที่นี้รวบรวมพระลักษณะพระเจ้าโดยยึดพระธรรมโยบเป็นแกน

            ไม่มีใครเข้าถึงพระลักษณะครบถ้วนสมบูรณ์ ทุกคนรู้ตามที่ทรงเปิดเผยให้เข้าถึง แต่เป็นเรื่องสำคัญมาก ควรศึกษาให้เข้าใจมากที่สุด รู้ว่าจริงๆ พระองค์เป็นอย่างไร ไม่ใช่แบบที่ตัวเองนึกคิดหรืออยากให้พระองค์เป็นอย่างนี้อย่างนั้น

โยบ.11:7-9

7 "ท่านจะหยั่งรู้สภาพของพระเจ้าได้หรือ ท่านหยั่งรู้องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้หมดหรือ

8 นั่นสูงกว่าฟ้าสวรรค์ ท่านจะทำอะไรได้ ลึกกว่าแดนคนตาย ท่านจะทราบอะไรได้

9 วัดดูก็ยาวกว่าโลก และกว้างกว่าทะเล

            พระลักษณะพระเจ้า 10 ประการ ได้แก่ ผู้ดำรงอยู่นิรันดร์ ทรงรักมั่นคง ทรงสง่าราศี ทรงสิทธิอำนาจสูงสุด ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ทรงควบคุมทุกชีวิต ทรงมีน้ำพระทัยและทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นตามน้ำพระทัย ทรงสัพพัญญู ทรงยุติธรรม และพระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงสมบูรณ์ในตัวเอง ดังนี้

1. ผู้ดำรงอยู่นิรันดร์

โยบ.1:6  อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเทพบุตรทั้งหลายมารายงานตัวต่อพระเจ้า ซาตานได้มาในหมู่เขาด้วย

โยบ.1:21 ท่านว่า "ข้าพเจ้ามาจากครรภ์มารดาของข้าพเจ้าตัวเปล่า และข้าพเจ้าจะกลับไปตัวเปล่า พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสียสาธุการแด่พระนามพระเจ้า"

            รากศัพท์ของคำว่า “พระเจ้า” ในโยบ.1:6,21 คือเยโฮวาห์ (ยาห์เวย์) คำว่า “เยโฮวาห์” เป็นชื่อเฉพาะ ไม่ใช่นามทั่วไป

            ชื่อเฉพาะของพระเจ้ามีที่มาดังนี้

          1.1 “I AM WHO I AM.”

          โมเสสถามพระองค์ชื่ออะไร

อพย.3:13-15

13 ฝ่ายโมเสสทูลพระเจ้าว่า "เมื่อข้าพระองค์ไปหาชนชาติอิสราเอล และบอกพวกเขาว่า 'พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่านทั้งหลาย ทรงสั่งข้าพเจ้ามาหาท่าน' และเขาจะถามข้าพระองค์ว่า 'พระองค์ทรงพระนามว่ากระไร' ข้าพระองค์จะตอบเขาอย่างไร"

Moses said to God, “Suppose I go to the Israelites and say to them, ‘The God of your fathers has sent me to you,’ and they ask me, ‘What is his name?’ Then what shall I tell them?”

14 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า "เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น" แล้วพระองค์ตรัสว่า "ไปบอกชนชาติอิสราเอลว่า 'พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็น ทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย'

God said to Moses, “I AM WHO I AM. This is what you are to say to the Israelites: ‘I AM has sent me to you.’ ”

พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า “เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น” แล้วพระองค์ตรัสว่า “ไปบอกชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า ‘พระองค์ผู้ทรงพระนามว่าเราเป็นทรงใช้ข้าพเจ้ามาหาท่านทั้งหลาย’ ” (ฉบับปี 2011)

15 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอีกว่า "เจ้าจงกล่าวแก่ประชากรอิสราเอลว่าดังนี้ "พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน คือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ทรงใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน' นี่แหละเป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ นี่แหละเป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาตพันธุ์

God also said to Moses, “Say to the Israelites, ‘The LORD, the God of your fathers—the God of Abraham, the God of Isaac and the God of Jacob—has sent me to you.’ “This is my name forever, the name you shall call me from generation to generation.

            เมื่อโมเสสถามพระองค์ชื่ออะไร คำตอบแรกที่พระเจ้ามอบให้คือ "เราเป็นผู้ซึ่งเราเป็น" (“I AM WHO I AM.”)

            รากศัพท์คำว่า “เราเป็น” หรือ “I AM” ในอพย.3:14 คือ הָיָה (อ่าน haw-yaw, hayah, ฮอร์-ยอร์) เป็นคำกริยา มีความหมายว่า เป็น มี เกิด (be) เกิดขึ้น (happen) กลายเป็น (become) ดำรงอยู่ (exist)

            ใช้ในหลายที่ เช่นคำว่า มี เกิด (be)

ปฐก.1:3 พระเจ้าตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง" ความสว่างก็เกิดขึ้น

And God said, “Let there be light,” and there was light.

ปฐก.1:14 พระเจ้าตรัสว่า "จงมีดวงสว่างบนฟ้า เพื่อแยกวันออกจากคืน ให้ดวงสว่างเป็นหมายกำหนดฤดู วัน ปี

And God said, “Let there be lights in the vault of the sky to separate the day from the night, and let them serve as signs to mark sacred times, and days and years,

ปฐก.1:30 ฝ่ายสัตว์ทั้งหมดบนแผ่นดิน นกทั้งปวงบนท้องฟ้าและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดบนแผ่นดิน คือ สิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจนั้น เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร” ก็เป็นดังนั้น

And to all the beasts of the earth and all the birds in the sky and all the creatures that move along the ground—everything that has the breath of life in it—I give every green plant for food.” And it was so.

ฝ่ายสัตว์ทั้งหมดบนแผ่นดิน นกทั้งปวงบนท้องฟ้าและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหมดบนแผ่นดิน คือ สิ่งมีชีวิตที่มีลมหายใจนั้น เราให้พืชเขียวสดทั้งปวงเป็นอาหาร” ก็เป็นดังนั้น (ฉบับปี 2011)

            ปฐก.1:30 คำว่า “ก็เป็น” คือ hayah (ฮอร์-ยอร์)

            การทรงสร้างสรรพสิ่งในปฐก.บทที่ 1 คือคำว่า hayah

          อธิบายขยายความ: “เราเป็น” หรือ “I AM”

            คำว่า “เราเป็น” หรือ “I AM” ในอพย.3:14 มีความหมายว่า ทรงสร้างหรือเป็นผู้สร้าง ประโยค “I AM WHO I AM.” ทรงกำลังบอกว่านี่คือพระองค์ ผู้ดำรงอยู่ด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นผู้สร้าง สรรพสิ่งเกิดขึ้นโดยพระองค์ (บางคนจึงอธิบายว่าพระบิดาคือพระผู้สร้าง) และเล็งถึงกาลเวลาทั้งหมด ทั้งอดีตปัจจุบันและอนาคต ทรงเป็นอยู่เช่นนี้นิรันดร์

            พระเจ้าพูดประโยค “I AM WHO I AM.” เพื่อบ่งบอกว่า พระเจ้า คือ ตัวพระองค์เอง เป็นคำอธิบายถึงตัวพระองค์ได้ดีที่สุด เพราะมนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงพระลักษณะหรือความเป็นพระองค์อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน

          I AM WHO I AM.” จึงเป็นที่มาของนามพระเจ้า เป็นประโยคแรกที่พระเจ้าตอบโมเสส

          แท้จริงแล้วพระเจ้าไม่มีนามเฉพาะอย่างคนทั่วไป เช่นชื่ออับราฮัม อิสอัค ดาวิด

          ศัพท์ฮีบรู “I AM” ที่เป็นคำกริยาเมื่อปรับเป็นคำนาม ในที่สุดกลายเป็นชื่อเฉพาะของพระองค์ นั่นคือ เยโฮวาห์ ‘ยาห์เวห์’ หรือ พระเยโฮวาห์ ดังที่นิยมใช้

            และทรงให้โมเสสถ่ายทอดคำพูดว่า ตัวพระเจ้าเองคือผู้สั่งให้โมเสสไปหาคนอิสราเอล เนื่องจากคนอิสราเอลในสมัยนั้นยังไม่รู้จักชื่อเฉพาะของพระองค์ พวกเขาเรียกพระเยโฮวาห์ด้วยคำนามทั่วไปว่า “พระเจ้า”

            1.2 นามพระองค์คือเยโฮวาห์

            พระเจ้าเอ่ยนามเฉพาะ "พระเยโฮวาห์” หรือ “พระยาห์เวห์” ในอพย.3:15

อพย.3:15 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอีกว่า "เจ้าจงกล่าวแก่ประชากรอิสราเอลว่าดังนี้ "พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน คือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ทรงใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาท่าน' นี่แหละเป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ นี่แหละเป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาตพันธุ์

God also said to Moses, “Say to the Israelites, ‘The LORD, the God of your fathers—the God of Abraham, the God of Isaac and the God of Jacob—has sent me to you.’ “This is my name forever, the name you shall call me from generation to generation.

พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสอีกว่า “เจ้าจงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลดังนี้ว่า ‘พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของพวกท่าน คือพระเจ้าของอับราฮัม พระเจ้าของอิสอัค และพระเจ้าของยาโคบ ทรงใช้ให้ข้าพเจ้ามาหาพวกท่าน’ นี่เป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์ เป็นอนุสรณ์ของเราตลอดทุกชั่วชาติพันธุ์ (ฉบับปี 2011)

            รากศัพท์ הָיָה (อ่าน haw-yaw, hayah, ฮอร์-ยอร์) ที่มีความหมายว่า “I AM” กับรากศัพท์ יְהוָֹה (อ่าน yeh-ho-vaw', เย-โฮ-วา) ใกล้เคียงกันมาก คำที่ใช้เมื่อที่เอ่ยถึงนามเฉพาะของพระเจ้าคือ יְהוָֹה (อ่าน yeh-ho-vaw', เย-โฮ-วา)

            “นี่แหละเป็นนามของเราตลอดไปเป็นนิตย์”

            อธิบายขยายความ: ทุกครั้งที่พระคัมภีร์ใช้คำว่า "เยโฮวาห์” หรือ “ยาห์เวห์” คือการแปลงคำว่า “I AM” ที่เป็นคำกริยาให้เป็นคำนาม เมื่อแปลเป็นไทยจึงกลายเป็น "พระเยโฮวาห์” หรือ “พระยาห์เวห์”

            คนในบรรพกาลอย่างอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ไม่มีชื่อพระเยโฮวาห์ พวกเขาเรียก “พระเจ้า” แบบคำนามทั่วไป (คนอิสราเอลในอียิปต์ที่โมเสสกำลังจะไปหาจึงยังไม่รู้จักชื่อเฉพาะ แต่เรียก พระเจ้า” แบบคำนามทั่วไป)

อพย.6:3 เราปรากฏแก่อับราฮัม แก่อิสอัค และแก่ยาโคบด้วยนามว่าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์ แต่เรามิได้สำแดงให้เขารู้จักเราในนามพระเยโฮวาห์

            ข้อพระคัมภีร์ในพระธรรมปฐมกาลบางข้อที่เอ่ยนามพระเจ้าเป็นคำนามทั่วไป

ปฐก.1:1-3

1 ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง ฟ้าและแผ่นดิน

In the beginning God created the heavens and the earth. (NIV, NKJV และ NASB)

ในปฐมกาล พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน (ฉบับปี 2011)

2 แผ่นดินก็ว่างเปล่า ความมืดอยู่เหนือน้ำ และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น

3 พระเจ้าตรัสว่า "จงเกิดความสว่าง" ความสว่างก็เกิดขึ้น

            รากศัพท์คำว่า “พระเจ้า” หรือ “God” ในปฐก.1:1 ที่เป็นข้อแรกของไบเบิล คือ אֱלהִים (อ่าน el-o-heem') หรือ elohim หมายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด (God) หรือในความหมายทั่วไปของคำว่าพระเจ้า เทพเจ้า ผู้พิพากษา ผู้ยิ่งใหญ่ (god) พระเจ้าที่คนอิสราเอลกับคริสเตียนศรัทธา แต่ไม่ใช่ชื่อเฉพาะ

            เยโฮวาห์ หรือ ยาห์เวห์ เป็นนามเฉพาะของพระเจ้า ปรากฎตั้งแต่พระธรรมปฐมกาล เช่น

ปฐก.2:4 เรื่องฟ้าสวรรค์และแผ่นดินที่พระเจ้าทรงสร้างมีดังนี้ ในวันที่พระเจ้าทรงสร้างแผ่นดินและฟ้าสวรรค์

This is the account of the heavens and the earth when they were created, when the LORD God made the earth and the heavens.

ลำดับเรื่องการเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินมีดังนี้ ในวันที่พระยาห์เวห์พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างแผ่นดิน และฟ้าสวรรค์ (ฉบับปี 2011)

            ปฐก.2:4 พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับปี 1971 ใช้คำว่า “พระเจ้า” NIV ใช้คำว่า “LORD” ส่วนพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับปี 2011 ใช้คำว่าพระยาห์เวห์

            สรุป เดิมคนอิสราเอลเอ่ยคำว่า “พระเจ้า” แบบนามทั่วไป โมเสสเป็นคนแรกที่ถามพระเจ้าว่าพระองค์ชื่ออะไร คำตอบของพระองค์เมื่อแปลงเป็นคำนามคือ “เยโฮวาห์” (ยาห์เวห์) คำนี้มีความหมายบ่งบอกพระลักษณะ (ชื่อมีความหมายตัวเอง)

          1.3 ผู้ดำรงอยู่ด้วยตัวเองหรือผู้ดำรงอยู่นิรันดร์

โยบ.38:1 แล้วพระเจ้าทรงตอบโยบออกมาจากพายุว่า

Then the LORD spoke to Job out of the storm. He said:

แล้วพระยาห์เวห์ทรงตอบโยบจากพายุว่า (ฉบับปี 2011)

            รากศัพท์คำว่า “พระเจ้า” หรือ “LORD” ในโยบ.38:1 คือ יְהוָֹה (อ่าน yeh-ho-vaw', เย-โฮ-วา) คำนี้เป็นวิสามานยนามหรือคำนามเฉพาะ (Proper Noun) ฉบับปี 2011 ใช้คำว่า “พระยาห์เวห์” หมายถึง ผู้ดำรงอยู่ด้วยตัวเองหรือผู้ดำรงอยู่นิรันดร์ (self-Existent or Eternal) ไม่มีใครสร้างพระองค์ ตัวพระองค์มีอยู่แล้ว ไม่มีจุดเริ่มต้นกับจุดสิ้นสุด

            อธิบายขยายความ: เรื่องนี้ขัดตรรกะสรรพสิ่งมีที่มาที่ไป มีผู้สร้างหรือผู้ให้กำเนิด ตัวเรามาจากพ่อแม่ มาจากการผสมพันธุ์ของอสุจิกับไข่ การรวมตัวของ DNA ที่กำเนิดเป็นชายหรือหญิง เซลล์เกิดใหม่มีวันตาย มนุษย์มีอายุขัย แม้กระทั่งดาวฤกษ์มีวันสิ้นแสง

            แต่ถ้ามี ‘ผู้สร้างพระเจ้า’ ย่อมหมายความว่า ‘ผู้สร้างพระเจ้า’ ยิ่งใหญ่กว่า ‘พระเจ้า’ เป็นผู้สร้าง (กำหนด) ให้พระเจ้ายิ่งใหญ่อย่างที่เป็น หากเป็นเช่นนั้น ‘พระเจ้า’ จะไม่ยิ่งใหญ่สูงสุด แต่มี ‘ผู้สร้างพระเจ้า’ ที่ยิ่งใหญ่กว่า ทรงสิทธิอำนาจมากกว่า กำหนดให้พระเจ้าเป็นอย่างที่เป็น

            ถ้าสามารถสร้างพระเจ้าหมายเลข 1 ย่อมน่าจะสามารถสร้างพระเจ้าหมายเลข 2, 3, 4

            และจะมีคำถามว่า “ใครคือผู้สร้าง ‘ผู้สร้างพระเจ้า’” เช่นนี้ไม่สิ้นสุด

            การที่ไม่มีใครสร้างพระเจ้าจึงบ่งบอกว่า “พระเจ้า” หรือ “เยโฮวาห์” ยิ่งใหญ่สูงสุด เป็นเช่นนี้นิรันดร์ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

            พระคริสตธรรมคัมภีร์ (Bible) สอนว่า

ปฐก.1:1 ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน

            ปฐก.1:1 สอนว่าตั้งแต่แรกมีพระเจ้าอยู่ก่อนแล้ว ทรงเป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ทำให้สิ่งนี้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ดำรงอยู่และจากไปตามพระประสงค์ ไม่ว่าใครจะยอมรับหรือไม่ ชอบหรือไม่ชอบ ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงนี้

            ด้วยเหตุที่เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งจึงยิ่งใหญ่สูงสุด เหนือนามทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดหรือใครยิ่งใหญ่กว่าพระองค์อีกแล้ว ทรงเป็นจอมเจ้านายจอมราชา (Lord of lords and King of kings)

วว.17:14 กษัตริย์เหล่านี้จะกระทำสงครามกับพระเมษโปดก และพระเมษโปดกจะทรงมีชัยชนะ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นจอมเจ้านาย และทรงเป็นจอมกษัตริย์ และผู้ที่อยู่กับพระองค์นั้น เป็นผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกและทรงเลือกไว้ และเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ก็จะมีชัยด้วย"

They will wage war against the Lamb, but the Lamb will triumph over them because he is Lord of lords and King of kings—and with him will be his called, chosen and faithful followers.”

            อธิบายขยายความ: คำว่า Lord กับ lords เป็นรากศัพท์เดียวกัน รากศัพท์คำว่า “Lord” หรือ “lord” ในวว.17:14 คือ κύριος (อ่านว่า koo'-ree-os) หมายถึง เจ้านาย ผู้มีอำนาจ (lord, master, sir) ในพระคัมภีร์ใหม่บางครั้งใช้คำนี้เป็นนามทั่วไปเพื่อเล็งถึงพระเจ้า (the Lord)

            เช่น คำว่า “พระเป็นเจ้า” ในมธ.2:19

มธ.2:19 ครั้นเฮโรดสิ้นพระชนม์แล้ว ทูตองค์หนึ่งของพระเป็นเจ้ามาปรากฏในความฝันแก่โยเซฟ ที่ประเทศอียิปต์สั่งว่า

After Herod died, an angel of the Lord appeared in a dream to Joseph in Egypt.

            ดังนั้น Lord of lords ใน วว.17:14 แปลตรงตัวว่า เจ้านายของบรรดาเจ้านาย เป็นที่มาของคำว่า “จอมเจ้านาย”

            พระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าดำรงอยู่นิรันดร์ เป็นอมตะ ไม่สามารถสืบทราบจุดกำเนิดคือ ณ จุดใดของกาลเวลา พระองค์ไม่มีอายุขัย ทรงเป็นพระเจ้าไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยิ่งใหญ่สูงสุดตลอดเวลา ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง

อสย.44:6 พระเจ้า พระบรมมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล และผู้ไถ่ของเขา พระเจ้าจอมโยธา ตรัสดังนี้ว่า "เราเป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้ปลาย นอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า

This is what the LORD says— Israel’s King and Redeemer, the LORD Almighty: I am the first and I am the last; apart from me there is no God.

            รากศัพท์ของคำว่า LORD ใน อสย.44:6 คือ יְהוָֹה (อ่าน yeh-ho-vaw', เย-โฮ-วา) มีความหมายว่า ผู้ดำรงอยู่ด้วยตัวเองหรือผู้ดำรงอยู่นิรันดร์ (self-Existent or Eternal) หรือ พระเยโฮวาห์ (พระยาห์เวห์)

            ส่วนรากศัพท์ของคำว่า God อสย.44:6 คือ אֱלהִים (อ่าน el-o-heem') หมายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด (God) หรือในความหมายทั่วไปของคำว่าพระเจ้า เทพเจ้า ผู้พิพากษา ผู้ยิ่งใหญ่ (god)

            สรุป อสย.44:6 พระเยโฮวาห์เปิดเผยกับอิสยาห์ว่า "เราเป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้ปลาย นอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า” พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและจะไม่เปลี่ยนแปลง

วว.22:13 เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย เป็นปฐมและเป็นอวสาน"

            วว.22:13 ย้ำความเข้าใจว่าทรงเป็นจุดเริ่มของสรรพสิ่ง ถ้าปราศจากพระองค์จะไร้ซึ่งสรรพสิ่ง การดำรงอยู่ของพระองค์กับสรรพสิ่งเป็นของคู่กัน

            การดำรงอยู่นิรันดร์คู่กับทรงมีสติปัญญา รู้แจ้งทุกสิ่งทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต พระองค์เห็นหมดทุกอย่าง รู้หมดทุกสิ่ง ทรงสัพพัญญู (omniscience)

สดด.139:1-7

1 ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์

2 เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้น พระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงประจักษ์ในความคิดของข้าพระองค์ได้แต่ไกล

3 พระองค์ทรงค้นวิถีของข้าพระองค์และการนอนของข้าพระองค์ และทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์

4 ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว

5 พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์อยู่ทั้งข้างหลังและข้างหน้า และทรงวางพระหัตถ์บนข้าพระองค์

6 ความรู้อย่างนี้อัศจรรย์เกินข้าพระองค์ สูงนัก ข้าพระองค์เอื้อมไม่ถึง

7 ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหนให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์

โยบ.36:26 ดูเถิด พระเจ้านั้นใหญ่ยิ่ง และเราก็หาหยั่งรู้ถึงพระองค์ไม่ อายุของพระองค์เป็นสิ่งที่ค้นหากันไม่ได้

รม.11:33-34

33 โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้

34 เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยของพระเจ้า หรือใครเล่าเป็นที่ปรึกษาของพระองค์

2. ทรงรักมั่นคง

            ในความทุกข์ยากและขมขื่น (โยบ.10:1) โยบระลึกถึงความรักของพระเจ้า ประสบการณ์ที่เขาสัมผัสความรักพระองค์มากมาย ทรงดูแลชีวิต ดูแลจิตวิญญาณ

โยบ.10:12 พระองค์ทรงประสาทชีวิตและความรักมั่นคงแก่ข้าพระองค์ และความดูแลรักษาของพระองค์ได้สงวนจิตวิญญาณข้าพระองค์ไว้

You gave me life and showed me kindness, and in your providence watched over my spirit.

ฉธบ.5:10 แต่แสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเราและปฏิบัติตามบัญญัติของเรากระทั่งพันชั่วอายุ

but showing love to a thousand generations of those who love me and keep my commandments.

            รากศัพท์คำว่า “ความรักมั่นคง” หรือ “kindness” (NIV) ในโยบ.10:12 กับ ฉธบ.5:10 “love” (NIV) คือ חֵסֵד (อ่าน kheh'-sed, เฮ-เซด) หมายถึง ความรักเมตตา (lovingkindness) ความรักมั่นคง (steadfast love) ความภักดี (loyalty) ความสัตย์ซื่อ (faithfulness) พระคุณความดี (goodness)

            รากศัพท์นี้ใช้ในหลายที่ เช่น

            คำว่า “ความกรุณา” ในปฐก.19:19

ปฐก.19:19 ดูเถิด ผู้รับใช้ของท่านเป็นที่โปรดปรานในสายตาของท่านแล้ว และท่านได้สำแดงความกรุณาอันยิ่งใหญ่ในการช่วยชีวิตของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะหนีไปที่เนินเขาไม่ได้ เกรงว่าภัยภิบัตินั้นจะตามทัน และข้าพเจ้าจะตายเสีย

            คำว่า “ความรักมั่นคง” ในอพย.15:13 ฉธบ.5:10

อพย.15:13 พระองค์ทรงนำชนชาติ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่ไว้ด้วยความรักมั่นคงของพระองค์ พระองค์ทรงพาเขามาถึงที่สถิตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ด้วยพระเดชานุภาพ

            รากศัพท์นี้ใช้กับความรักแบบพันธสัญญา

ฉธบ.5:10 แต่แสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเราและปฏิบัติตามบัญญัติของเรากระทั่งพันชั่วอายุ

but showing love to a thousand generations of those who love me and keep my commandments.

            ฉธบ.5 เป็นตอนที่พูดถึงบัญญัติ 10 ประการ เป็นพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับผู้เชื่อ

            ความรักมั่นคงแบบพันธสัญญา หมายถึง พระเจ้าจะรักตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง เลือกแล้วว่าจะสัตย์ซื่อ เป็นความรักที่ยึดโยงอยู่กับตัวตนและคำสัญญาของผู้รัก มากกว่าเงื่อนไขหรือการตอบสนองของผู้ถูกรัก

สดด.103:11,17-18

11 เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น

17 แต่ความรักมั่นคงของพระเจ้านั้นดำรงอยู่ ตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล ต่อผู้ที่ยำเกรงพระองค์ และความชอบธรรมของพระองค์ต่อหลานเหลน

18 ต่อบรรดาผู้ที่รักษาพันธสัญญาของพระองค์ และระลึกอยู่ที่จะกระทำตามข้อบังคับของพระองค์

3. ทรงสง่าราศี

โยบ.40:10 "จงเอาความโอ่อ่าตระการและความสง่าผ่าเผยประดับตัว จงเอาศักดิ์ศรีและความสง่างามห่มตัว

Then adorn yourself with glory and splendor, and clothe yourself in honor and majesty.

            โยบ.40:10 พระเจ้าตั้งใจใช้ศัพท์หลายคำพร้อมกัน เพื่อบรรยายพระสิริ สง่าราศี เกียรติยศ (glory, splendor, honor, majesty) ตั้งใจบรรยายละเอียด ให้มนุษย์เข้าถึงความเป็นพระองค์ สง่าราศีที่เกินกว่ามนุษย์จะเข้าถึงโดยสมบูรณ์

            บางคนที่คิดว่าตนยิ่งใหญ่ สูงส่ง มีเกียรติยศ เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็กน้อยและไม่ยั่งยืน เมื่อเทียบกับพระองค์

            1ทธ.1:17 เป็นอีกข้อที่บรรยายพระสิริ สง่าราศีของพระเจ้าพระเยซู

1ทธ.1:17 พระเกียรติและพระสิริจงมีแด่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระเจริญอยู่นิรันดร์ ผู้ทรงเป็นองค์อมตะ ซึ่งมิได้ปรากฏพระองค์ ผู้ทรงเป็นพระเจ้าแต่องค์เดียวสืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน

Now to the King eternal, immortal, invisible, the only God, be honor and glory for ever and ever. Amen.

            อธิบายขยายความ: พระสิริหรือสง่าราศีสะท้อนความเป็นพระเจ้า มนุษย์สามารถตกแต่งให้ตัวเองดูดีมีสง่า มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นที่ยกย่อง แต่ไม่ใช่พระสิริอย่างพระเจ้า เพราะเป็นพระสิริอันเนื่องจากความบริสุทธิ์ชอบธรรม ผู้ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้

สดด.104:1-5

1 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์ใหญ่ยิ่งนัก พระองค์ทรงเกียรติและความสูงส่งเป็นฉลองพระองค์

2 ผู้ทรงคลุมพระองค์ด้วยแสงสว่างดุจดังฉลองพระองค์ ผู้ทรงขึงฟ้าสวรรค์ออกดังขึงม่าน

3 ผู้ทรงวางคานของที่ประทับอันสูงของพระองค์ไว้ในน้ำ ผู้ทรงใช้เมฆเป็นราชรถ ผู้ทรงประทับไปบนปีกของลม

4 ผู้ทรงใช้ลมเป็นทูตสื่อสารของพระองค์ ไฟและเปลวเป็นผู้รับใช้ของพระองค์

5 พระองค์ทรงตั้งแผ่นดินโลกไว้บนรากฐานของมันเพื่อมิให้มันหวั่นไหวเป็นนิตย์

            สดด.104:1-5 สรรเสริญพระเจ้ายิ่งใหญ่ด้วยการบรรยายการทรงสร้างฟ้าสวรรค์แผ่นดินโลก เป็นตัวอย่างสง่าราศี ความยิ่งใหญ่

            คริสเตียนผู้เชื่อสามารถสำแดงพระสิริบางส่วน ด้วยการที่พระเจ้าสำแดงพระสิริผ่านผู้เชื่อแต่ละคนอย่างเจาะจง และด้วยชีวิตที่เปลี่ยนเป็นเหมือนพระคริสต์ (รม.13:14ก)

รม.13:13-14

13 เราจงประพฤติตัวให้เหมาะสมกับเวลากลางวัน มิใช่เลี้ยงเสพสุราเมามาย มิใช่หยาบโลนลามก มิใช่วิวาทริษยากัน

14 แต่ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า และอย่าจัดเตรียมอะไรไว้บำรุงบำเรอตัณหาของเนื้อหนัง

1ปต.3:3-4

3 การประดับกายของท่านนั้น อย่าให้เป็นการประดับภายนอก ด้วยการถักผม ประดับด้วยเครื่องทองคำและนุ่งห่มเสื้อผ้าสวยงาม

4 แต่จงให้เป็นการประดับภายในจิตใจ แต่งด้วยเครื่องประดับซึ่งไม่รู้เสื่อมสลาย คือด้วยจิตใจที่สงบและสุภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งในสายพระเนตรพระเจ้า

            พระสิริของพระเจ้าจึงต่างจากชื่อเสียง เกียรติยศ การประดับกายของมนุษย์ คริสเตียนสำแดงพระสิริด้วยชีวิตที่เปลี่ยนแปลง สำแดงชีวิตใหม่ที่มีพระคริสต์เป็นต้นแบบ

            ท่านจงประดับกายด้วยพระเยซูคริสตเจ้า” สำแดงพระสิริของพระองค์ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)

4. ทรงสิทธิอำนาจสูงสุด

            สิทธิอำนาจสูงสุดอยู่คู่กับพระเจ้าเที่ยงแท้

            โยบ.34:13-15 บรรยายทรงปกครองโลก มนุษย์มาจากพระองค์ เป็นตัวอย่างทรงสิทธิอำนาจสูงสุด

โยบ.34:13-15

13 ใครแต่งตั้งให้พระองค์ปกครองโลก หรือใครเล่ามอบหมายทั้งโลกไว้กับพระองค์

14 ถ้าพระองค์ทรงให้วิญญาณของพระองค์กลับสู่พระองค์ และทรงรวบรวมลมปราณของพระองค์กลับมาหาพระองค์

15 เนื้อหนังทั้งสิ้นก็จะพินาศไปด้วยกัน และมนุษย์ก็จะกลับไปเป็นผงคลีดิน

            ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดเหนือนามทั้งปวง ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าพระองค์อีกแล้ว ผู้สร้างสรรพสิ่ง จอมเจ้านายจอมราชา พระธรรมโยบให้ความสำคัญกับศาสนศาสตร์เรื่องนี้มาก สอนและย้ำเตือนว่าทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ อธิบายซ้ำไปซ้ำมา

ปฐก.1:1 ในปฐมกาลพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน

            หลักสำคัญคือพระเจ้าสร้างสรรพสิ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงทรงสิทธิอำนาจสูงสุด (ผู้สร้างกำหนดให้สิ่งถูกสร้างเป็นเช่นนั้น) จอมเจ้านายจอมราชา (Lord of lords and King of kings) ทุกอย่างอยู่ใต้อำนาจพระองค์ ทรงล้ำค่ายิ่งเหนือสิ่งใดๆ ทั้งปวง

วว.17:14 กษัตริย์เหล่านี้จะกระทำสงครามกับพระเมษโปดก และพระเมษโปดกจะทรงมีชัยชนะ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นจอมเจ้านาย และทรงเป็นจอมกษัตริย์ และผู้ที่อยู่กับพระองค์นั้น เป็นผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกและทรงเลือกไว้ และเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ก็จะมีชัยด้วย"

They will wage war against the Lamb, but the Lamb will triumph over them because he is Lord of lords and King of kings—and with him will be his called, chosen and faithful followers.”

            ไม่มีผู้ใดสามารถห้ามพระองค์ ทรงไม่อยู่ใต้อำนาจใครและทำตามพระประสงค์พระองค์เสมอ การตัดสินของพระองค์คือคำพิพากษาสุดท้าย นี่คือ “พระเจ้า”

โยบ.9:13 ดูเถิด พระองค์ทรงฉวยไป ใครจะห้ามพระองค์ได้ใครจะทูลพระองค์ว่า "พระองค์ทรงกระทำอะไรนั่น"

โยบ.9:19 ถ้าเป็นการประลองกำลัง ก็ดูพระองค์ซิ ถ้าเป็นเรื่องการพิพากษา ใครจะนัดฟ้องพระองค์ได้

If it is a matter of strength, he is mighty! And if it is a matter of justice, who can challenge him?

โยบ.37:19-23

19 จงสอนเรามาว่าเราควรจะทูลพระองค์อย่างไร เพราะความมืดเราจึงร่างสำนวนของเราไม่ได้

20 จะทูลพระองค์ได้ไหมว่า ข้าพเจ้าอยากจะทูลมีใครเคยคิดไหมว่าเขาอยากจะตาย

21 "ฝ่ายมนุษย์เพ่งดูแสงสว่างไม่ได้ เมื่อมันสุกใสอยู่ในท้องฟ้า เมื่อลมผ่านไปกวาดให้กระจ่าง

22 แสงทองส่องมาจากทิศเหนือ พระเจ้าทรงฉลองพระองค์ด้วยความโอ่อ่าตระการอย่างน่าคร้ามกลัว

23 องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์นั้น เราจะค้นพบพระองค์ไม่ได้ พระองค์ใหญ่ยิ่งในเรื่องฤทธานุภาพ ความยุติธรรมและความชอบธรรมอันมากยิ่งพระองค์จะไม่ทรงฝ่าฝืน

The Almighty is beyond our reach and exalted in power; in his justice and great righteousness, he does not oppress.

            โยบ.37:19-23 สอนว่ามนุษย์ไม่สามารถเข้าถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้ทั้งหมด ดังนั้นแม้ไม่เข้าใจทั้งหมดก็ให้ยอมรับพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด สิทธิอำนาจสูงสุด

          4.1 พระเจ้าไม่จำต้องตอบใครหรือรายงานผู้ใด

            โยบสงสัยและคิดไม่ออกว่าตนทำผิดบาปตรงไหน อยากได้คำตอบ พระเจ้าไม่จำต้องตอบใครหรือรายงานผู้ใด ไม่มีใครสามารถโต้แย้ง สิ่งที่โยบควรทำคือยึดมั่นว่าพระเจ้าเป็นฝ่ายถูก ทรงชอบธรรมเสมอ

            ถ้าพระเจ้าต้องกล่าวรายงานเท่ากับมีผู้เหนือกว่าพระองค์ เหมือนผู้ใต้บังคับบัญชาที่ต้องเสนอรายงานต่อเจ้านาย ดังนั้นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดไม่จำต้องตอบใคร ไม่ใครสามารถสั่งการหรือบังคับพระองค์ ทรงตัดสินเองว่าควรให้คำตอบหรือไม่ อย่างไร หลายคนมีประสบการณ์ทรงตอบคำอธิษฐาน

         4.2 ไม่มีใครโต้แย้งได้

            โยบพูดย้ำหลายรอบว่าเขาไม่ได้รับความยุติธรรม (ที่ต้องสูญเสียสิ่งต่างๆ ต้องทนทุกข์สาหัสทั้งร่างกายจิตใจ ทั้งๆ ที่เขาดำเนินชีวิตอย่างชอบธรรม ไม่คิดว่าตนทำบาป) เอลีฮูตอบด้วยหลักศาสนศาสตร์ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ ไม่มีใครสามารถโต้แย้งพระองค์ เป็นคำชี้แจงต่อเนื่องจากเรื่องการทรงสร้าง ผู้ถูกสร้างโต้แย้งพระผู้สร้างได้หรือ

โยบ.33:12-13

12 "ดูเถิด ในเรื่องนี้ท่านไม่ยุติธรรมเลย ข้าพเจ้าจะตอบท่าน พระเจ้าใหญ่ยิ่งกว่ามนุษย์

“But I tell you, in this you are not right, for God is greater than any mortal.

13 ทำไมท่านจึงโต้แย้งกับพระองค์ ว่า "พระองค์จะไม่ทรงตอบถ้อยคำของเขาเลย"

            มนุษย์คิดเองว่าเขาดี เขาถูก เขายิ่งใหญ่ เป็นความคิดยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง จริงๆ แล้วเขาเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ต้องตาย เป็นอีกคนในหลายพันหลายหมื่นล้านคนที่เกิดและตาย พระเจ้านี่แหละกำหนดให้เป็นเช่นนั้น (โยบ.33:12 ดู NIV- any mortal มนุษย์คือสิ่งที่ต้องตาย)

            อธิบายขยายความ: ผู้สร้างย่อมมีอำนาจเหนือผู้ถูกสร้าง ผู้สร้างเป็นผู้กำหนด ผู้ถูกสร้างได้แค่ดำเนินตามที่กำหนด เปรียบเหมือนช่างปั้นผู้ปั้นภาชนะแต่ละชิ้นให้มีลักษณะตามต้องการ เกิดเป็นภาชนะที่แตกต่าง ใหญ่เล็กสวยงามต่างกัน ประโยชน์ใช้สอยไม่เหมือนกัน ตั้งวางในสถานที่หลากหลาย

อสย.64:8 ข้าแต่พระเจ้า แต่พระองค์ยังทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว และพระองค์ทรงเป็นช่างปั้น ข้าพระองค์ทุกคนเป็นผลพระหัตถกิจของพระองค์

            พระเจ้าสร้างแต่ละคนให้แตกต่าง ให้เป็นอย่างที่เป็น ใครจะโต้แย้งพระองค์ได้ สิ่งที่มนุษย์ทำได้คือสร้างชีวิต (ชำระตัว) ให้เหมาะแก่การใช้งานตามที่ผู้สร้างต้องการ

2ทธ.2:20-21

20 ในบ้านใหญ่หลังหนึ่งๆ มิได้มีแต่ภาชนะทองและเงินเท่านั้น แต่มีภาชนะไม้และภาชนะดินด้วย บ้างก็เพื่อศิลปะ และบ้างก็สามัญ

21 ถ้าผู้ใดชำระตัวให้พ้นจากสิ่งที่ไม่มีค่า เขาก็จะเป็นภาชนะที่มีค่า ซึ่งชำระให้บริสุทธิ์แล้ว เหมาะที่เจ้าของเรือนจะใช้ให้เป็นประโยชน์ พร้อมกับการดีทุกอย่าง

รม.9:20-23

20 แต่ว่าท่านคือใคร คือมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นเอง ท่านจะโต้ตอบกับพระเจ้าได้อย่างไร สิ่งซึ่งถูกปั้นจะกล่าวแก่ผู้ปั้นได้หรือว่า "ทำไมท่านจึงปั้นข้าพเจ้าอย่างนี้"

21 ส่วนช่างปั้นหม้อ ไม่มีสิทธิที่จะเอาดินก้อนเดียวกัน มาปั้นเป็นภาชนะที่สวยงามอันหนึ่ง และภาชนะใช้สอยอันหนึ่งหรือ

22 แล้วถ้าโดยทรงประสงค์จะสำแดงการลงพระอาชญา และทรงให้ฤทธิ์เดชของพระองค์ปรากฏ พระเจ้าได้ทรงอดกลั้นพระทัยไว้ช้านานต่อผู้เหล่านั้น ที่เป็นภาชนะอันสมควรแก่พระอาชญา ซึ่งเตรียมไว้สำหรับความพินาศ

23 เพื่อจะได้ทรงสำแดงพระสิริอันอุดมของพระองค์ แก่บรรดาผู้ที่เป็นภาชนะแห่งพระเมตตา ซึ่งพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมไว้ก่อนให้สมกับศักดิ์ศรี

            ไม่เพียงแค่มนุษย์รายบุคคล พระเจ้าผู้สร้างประชาชาติ พระองค์จะยกชูหรือทำลายก็ได้

ยรม.18:6-10

6 "ประชาอิสราเอลเอ๋ย เราจะกระทำแก่เจ้าอย่างที่ช่างหม้อนี้ กระทำไม่ได้หรือ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ ดูเถิด ประชาอิสราเอลเอ๋ย เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ

7 ถ้าเวลาใดก็ตามเราประกาศเกี่ยวกับประชาชาติหนึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เราจะถอนและพังและทำลายมันเสีย

8 และถ้าประชาชาตินั้น ซึ่งเราได้ลั่นวาจาไว้เกี่ยวข้องด้วย หันเสียจากความชั่วของตน เราก็จักกลับใจจากโทษซึ่งเราได้ตั้งใจจะกระทำแก่ชาตินั้นเสีย

9 และถ้าเวลาใดก็ตาม เราได้ประกาศเกี่ยวกับประชาชาติหนึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เราจะสร้างขึ้นและปลูกฝังไว้

10 และชาตินั้นได้กระทำชั่วในสายตาของเรา ไม่ฟังเสียงของเรา เราก็จะกลับใจจากความดีซึ่งเราตั้งใจจะกระทำกับชาตินั้นเสีย

            พระเจ้าเป็นเจ้าชีวิตตั้งแต่ต้นจนจบ ผู้กำหนดวันเกิดวันตายของมนุษย์

            สิ่งที่ต้องตายจะโต้แย้งหรือเอาชนะพระผู้สร้างได้หรือ โยบจึงผิดตั้งแต่ต้นที่คิดสู้คดี (โยบคิดว่าตนไม่ผิด เหตุร้ายที่เกิดกับตนมาจากความผิดพลาดบางอย่าง ขอให้พระเจ้าพิจารณา) เป็นความคิดไร้สาระตั้งแต่ต้นที่ผู้ถูกสร้างสงสัยผู้สร้างเขาขึ้นมา เพราะทำไม่ได้และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะโต้แย้งการทรงสร้าง

          4.3 พระเยซูพูดถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์ด้วยเรื่องสิทธิอำนาจ

            ในบริบทมธ.16:13-19 กำลังถกเถียงว่าพระเยซูคือใคร พระเยซูพูดถึงความเป็นพระเจ้าของพระองค์เอง ด้วยการมอบสิทธิอำนาจแก่เหล่าสาวก (มธ.16:18-19) พระเยซูทำเช่นนี้ได้เพราะเป็นเจ้าของสิทธิอำนาจสูงสุด ทรงเป็นพระเจ้า ไม่ใช่แค่ผู้เผยพระวจนะหรือคนที่พระเจ้าส่งมา

มธ.16:13-19

13 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขตเมืองซีซารียา ฟีลิปปี จึงตรัสถามพวกสาวกของพระองค์ว่า "คนทั้งหลายพูดกันว่าบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด"

14 เขาจึงทูลตอบว่า "เขาว่าเป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่บางคนว่าเป็นเอลียาห์ และคนอื่นว่าเป็นเยเรมีย์ หรือเป็นคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะ"

15 พระองค์ตรัสถามเขาว่า "แล้วพวกท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร"

16 ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า "พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่"

17 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านก็เป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ

18 ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร {ภาษากรีกว่า เปโตร} และบนศิลา {ภาษากรีกว่า เปตรา} นี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้

19 เราจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย"

I will give you the keys of the kingdom of heaven; whatever you bind on earth will be bound in heaven, and whatever you loose on earth will be loosed in heaven.”

5. ทรงฤทธานุภาพ ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

            ทรงฤทธานุภาพไม่มีใครเอาชนะได้

โยบ.8:3 พระเจ้าทรงผันแปรความยุติธรรมหรือ หรือ องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ผันแปรความชอบธรรมหรือ

Does God pervert justice? Does the Almighty pervert what is right?

โยบ.9:4-8

4 พระองค์ฉลาดอยู่ในพระทัย และพระกำลังก็แข็งแรงผู้ใดเคยได้แข็งต่อพระองค์และชนะได้เล่า

5 พระองค์ผู้ทรงเคลื่อนภูเขา และภูเขาทั้งหลายก็ไม่รู้ เมื่อพระองค์ทรงคว่ำมันเสียด้วยพระพิโรธของพระองค์

6 ผู้ทรงสั่นแผ่นดินโลกให้ออกจากที่ของมัน และเสาของมันก็สั่นสะเทือน

7 ผู้ทรงบัญชาดวงอาทิตย์ และมันไม่ขึ้น ผู้ทรงผนึกเก็บบรรดาดวงดาวไว้

8 ผู้ทรงขึงฟ้าสวรรค์ออกแต่พระองค์เดียว และทรงย่ำคลื่นของทะเล

            ทรงเป็น “องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์” (the Almighty) ไม่มีใครเหนือพระองค์ ไม่มีใครสามารถชนะพระองค์ไม่ว่าด้วยวิธีการใด

สดด.99:1-5

1 พระเจ้าทรงครอบครอง ให้ชนชาติทั้งหลายตัวสั่นพระองค์ประทับเหนือเครูบ ให้แผ่นดินโลกหวั่นไหว

2 พระเจ้าใหญ่ยิ่งอยู่ในศิโยน พระองค์สูงเด่นอยู่เหนือประชาชาติทั้งปวง

3 ให้เขาสรรเสริญพระนามอันยิ่งใหญ่และน่าคร้ามกลัวของพระองค์ พระองค์ศักดิ์สิทธิ์

4 ข้าแต่กษัตริย์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงรักความยุติธรรม พระองค์ทรงสถาปนาความเที่ยงธรรม พระองค์ทรงประกอบความยุติธรรม และความชอบธรรมขึ้นในยาโคบ

5 จงยอพระเกียรติพระเจ้าของเรา นมัสการที่แท่นรองพระบาทของพระองค์ พระองค์บริสุทธิ์

6. ทรงควบคุมทุกชีวิตทุกความเป็นไปของโลก

โยบ.9:24 แผ่นดินโลกนี้ทรงมอบไว้ในมือของคนอธรรม พระองค์ทรงปิดหน้าบรรดาผู้วินิจฉัยโลก ถ้าไม่ใช่พระองค์ แล้วใครเล่า

When a land falls into the hands of the wicked, he blindfolds its judges. If it is not he, then who is it?

โยบ.14:5 วันเวลาของเขาถูกกำหนดไว้เสียแล้ว และจำนวนเดือนของเขาก็อยู่กับพระองค์ พระองค์ทรงกำหนดขอบเขตของเขาไม่ให้เขาผ่านไปได้

A person’s days are determined; you have decreed the number of his months and have set limits he cannot exceed.

            เรื่องราวของโยบเป็นตัวอย่าง อธิบายชัดเจนว่าพระเจ้าทราบทุกความเป็นไปของโยบ ทรงใช้เหตุการณ์นี้เพื่อสอนผู้เชื่อทั้งหลายให้เข้าใจหลายเรื่อง รวมทั้งการที่ทรงกำกับควบคุมทุกชีวิต ทุกความเป็นไปของโลก สรรพสิ่งเกิดขึ้น ดำรงอยู่และสิ้นไปตามพระประสงค์

            เป็นข้อเตือนใจหลายอย่าง เช่น ให้ยำเกรงพระองค์ มั่นใจในความรักเมตตา ให้แสวงหาพึ่งพาพระเจ้าเสมอ พระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์และเป็นโล่ของเรา (สดด.13:20ข)

สดด.13:13-20

13 พระเจ้าทอดพระเนตรจากฟ้าสวรรค์ พระองค์ทอดพระเนตรบุตรทั้งปวงของมนุษย์

14 จากที่ซึ่งพระองค์ประทับพระองค์ทอดพระเนตร เหนือชาวแผ่นดินโลกทั้งสิ้น

15 คือพระองค์ผู้ทรงประดิษฐ์จิตใจของเขาทั้งหลายทุกคน และทรงพิจารณากิจการของเขาทั้งหลายทั้งสิ้น

16 กองทัพใหญ่หาช่วยให้พระราชาองค์หนึ่งองค์ใดรอดพ้นไปไม่ กำลังอันมากมายก็ไม่ช่วยกู้นักรบได้

17 ม้าศึกจะเป็นที่หวังความมีชัยก็หาไม่ กำลังมหาศาลของมันก็ช่วยให้รอดไม่ได้

18 ดูเถิด พระเนตรของพระเจ้าอยู่เหนือผู้ที่ยำเกรงพระองค์ เหนือผู้ที่หวังในความรักมั่นคงของพระองค์

19 เพื่อพระองค์จะทรงช่วยกู้จิตวิญญาณของเขาจากมัจจุราช และให้เขาดำรงชีวิตอยู่ได้ในเวลากันดารอาหาร

20 จิตวิญญาณของเราทั้งหลายรอคอยพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์และเป็นโล่ของเรา

          6.1 ตัวอย่างฟาโรห์กับสิโหน

อพย.4:21พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "เมื่อเจ้ากลับไปถึงอียิปต์ จงกระทำอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งเรามอบไว้ในอำนาจของเจ้าแล้วนั้นต่อหน้าฟาโรห์ แต่เราจะทำให้ใจของฟาโรห์แข็งกระด้าง ไม่ยอมให้ประชากรไป

ฉธบ.2:30-31

30 แต่สิโหนกษัตริย์เมืองเฮชโบน ไม่ยอมให้เราทั้งหลายข้ามประเทศของท่าน เพราะพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านได้ทรงกระทำจิตใจของสิโหนให้กระด้าง กระทำใจของท่านให้แข็งไป เพื่อจะได้ทรงมอบเขาไว้ในมือของพวกท่านดังเป็นอยู่ทุกวันนี้

31 และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า "ดูเถิด เราได้เริ่มมอบสิโหนและเมืองของเขาไว้กับเจ้า จงเข้ายึดครองที่นั่นเพื่อเจ้าจะได้แผ่นดินของเขาเป็นกรรมสิทธิ์"

            อธิบายขยายความ: การที่พระเจ้าทำให้ใจแข็งกระด้างในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงการทำลายเจตจำนงเสรี (free will) ของมนุษย์ แต่เป็นการที่พระเจ้าปล่อยให้มนุษย์เผชิญกับผลลัพธ์ของทัศนคติที่ตนเองเลือก เพื่อให้กระบวนการทางประวัติศาสตร์หรือแผนการบางอย่างดำเนินไปตามเป้าหมาย

            ฟาโรห์ตั้งใจรั้งให้อิสราเอลเป็นทาสของตนต่อไป สิโหนไม่วางใจอิสราเอลที่จะเดินผ่านเมือง

            พระเจ้าไม่ได้บังคับให้คนเหล่านี้ทำตามโดยตรง ทรงระงับพระคุณที่คอยยับยั้งความชั่วร้าย ทำให้ฟาโรห์กับกษัตริย์สิโหนจมดิ่งลงไปในความดื้อรั้นและทิฐิที่เขามีอยู่เดิมแล้ว ทำตามความคิดของตน จนกลายเป็นการพิพากษาในตัวเอง

โยบ.12:23-25

23 พระองค์ทรงกระทำประชาชาติให้ใหญ่โต และพระองค์ทรงทำลายเสีย พระองค์ทรงขยายบรรดาประชาชาติ และทรงนำเขาทั้งหลายไปเป็นเชลย

24 พระองค์ทรงนำความเข้าใจไปเสียจากหัวหน้าชาวโลก และทรงกระทำให้เขาพเนจรไปในถิ่นทุรกันดารซึ่งไม่มีหนทาง

25 เขาทั้งหลายคลำอยู่ในความมืด ปราศจากความสว่างและพระองค์ทรงทำให้เขาโซเซอย่างคนเมา

            อธิบายขยายความ: เมื่อคนกลุ่มหนึ่งพัฒนาตัวเองจนที่สุดยิ่งใหญ่กลายประชาชาติ ก็เพราะพวกเขามีลักษณะสอดคล้องกับการสร้างความยิ่งใหญ่ จึงได้รับการอวยพรตามนั้น (โยบ.12:23ก) แต่เมื่อประชาชาตินั้นทำบาปมากขึ้น ความชั่วร้ายสะสม จนถึงจุดหนึ่งนำสู่ความล่มสลาย พระองค์ก็อนุญาตให้ถูกทำลาย (โยบ.12:23ข) เป็นข้อสรุปว่าทรงกำกับควบคุม “พระองค์ทรงขยายบรรดาประชาชาติ และทรงนำเขาทั้งหลายไปเป็นเชลย” พวกเขาต้องรับผลบาปที่กระทำ (โยบ.12:24-25)

            ทรงอวยพรและลงโทษเพราะผลจากเจตจำนงเสรี (ที่อยู่ใต้อำนาจบาป)

            พระคัมภีร์มีคำสอนมากมายเรื่องผลของการเชื่อฟังกับไม่เชื่อฟัง ใครหว่านสิ่งใดเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น

7. ทรงมีน้ำพระทัยและทุกอย่างสำเร็จตามน้ำพระทัย

            พระเจ้ามีเป้าหมายและทำตามพระประสงค์

โยบ.23:13-14

13 แต่พระองค์ทรงผันแปรมิได้ และผู้ใดจะหันพระองค์ได้ พระองค์มีพระประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็ทรงกระทำสิ่งนั้น

14 เพราะว่าพระองค์จะทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดให้ข้านั้นครบถ้วน และสิ่งอย่างนั้นเป็นอันมากอยู่ในพระดำริของพระองค์

สภษ.16:4 พระเจ้าทรงกระทำให้ทุกสิ่งมีเป้าหมายของมัน แม้คนชั่วร้ายก็เพื่อวันลำเค็ญ

The LORD works out everything to its proper end— even the wicked for a day of disaster.

อพย.33:19 พระองค์จึงตรัสตอบว่า "เราจะให้คุณความดีของเราประจักษ์แจ้งต่อหน้าเจ้า และเราจะประกาศนามของเราคือ เยโฮวาห์ ให้ประจักษ์ต่อหน้าเจ้า เราประสงค์จะโปรดปรานผู้ใดก็จะโปรดปรานผู้นั้น และเราประสงค์จะเมตตาแก่ผู้ใด เราก็จะเมตตาผู้นั้น"

            ท้ายที่สุดทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นตามน้ำพระทัย ไม่มีใครขัดขวางได้

            1) กรณีมารซาตาน คนบาป

            เรื่องราวการต่อสู้ การขัดขวางพระเจ้าจากมารซาตาน คนบาป เป็นแค่เรื่องราวหรือ ละครระหว่างทาง ที่เกิดขึ้น สุดท้ายแล้วทุกอย่างสำเร็จเสร็จสิ้นตามน้ำพระทัย ไม่มีใครขัดขวางได้

            2) กรณีผู้เชื่อ

            คริสเตียนที่กำลังเติบโตฝ่ายวิญญาณจะยังทำบาปไม่มากก็น้อย เป็นแผนการซับซ้อนที่พระองค์ขัดเกลาชีวิต ทดสอบด้วยหลายวิธี เผชิญการล่อลวงจากมาร บางคนหลงไป บางคนเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณ พระองค์ใช้การได้มากขึ้น ทำตามนิมิตการทรงเรียก

สดด.11:4 พระเจ้าทรงสถิตในพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์พระที่นั่งของพระเจ้าอยู่บนฟ้าสวรรค์ พระเนตรของพระองค์มองและทดสอบลูกหลานของมนุษย์

ยก.1:2-3

2 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี

3 เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง

1ปต.1:6-7

6 ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ

7 เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญเกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ

            พระธรรมโยบอธิบายศาสนศาสตร์เรื่องพระเจ้า พระองค์คือพระผู้สร้าง ทรงสิทธิอำนาจสูงสุด มนุษย์ทุกคนอยู่ใต้อำนาจพระองค์ไม่ว่าเขายินดีหรือไม่ ยอมรับหรือไม่ ทุกสิ่งขึ้นกับน้ำพระทัยพระองค์ นี่คือพระเจ้าผู้ทรงสิทธิอำนาจสูงสุดเหนือสรรพสิ่ง

          7.1 มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจและฤทธานุภาพของพระองค์ได้ทั้งหมด

โยบ.26:14 นี่แน่ะ เหล่านี้เป็นเพียงพระราชกิจผิวเผินของพระองค์ เราทราบถึงพระองค์ก็เป็นเพียงเสียงกระซิบ ใครจะเข้าใจถึงฤทธิ์กัมปนาทอันเกรียงไกรของพระองค์ได้"

And these are but the outer fringe of his works; how faint the whisper we hear of him! Who then can understand the thunder of his power?”

            ตั้งแต่ต้นโยบคิดว่าเขาไม่ผิด ไม่ทำบาป จึงสงสัยว่าทำไมต้องเผชิญภัยร้ายแรง ต้องทนทุกข์สาหัส พูดซ้ำหลายครั้งอยากได้คำอธิบาย มาถึงพระธรรมโยบบทที่ 26 เขายอมรับว่าแท้จริงแล้วมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจพระราชกิจและฤทธานุภาพของพระองค์ได้ทั้งหมด ไม่สามารถเข้าถึงความคิดอ่านของพระเจ้าสมบูรณ์ครบถ้วน ที่ผู้เชื่อรู้คือเท่าที่พระองค์เปิดเผยให้ทราบ

            พระเจ้าคือผู้สร้าง ทรงสิทธิอำนาจสูงสุด ไม่มีใครสามารถล่วงรู้เข้าถึงความคิดอ่านของพระองค์ครบถ้วน ได้แต่พยายามศึกษา ทรงเปิดเผยให้รู้น้ำพระทัยบางส่วน ที่พระองค์ทำย่อมมีเหตุผลตรรกะของพระองค์ ทรงทำตามที่เห็นควร ผู้เชื่อควรตอบสนองด้วยความยำเกรง ขอการทรงนำและเรียนรู้ทำตามน้ำพระทัย เป็นสิ่งที่ควรทำมากที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์

            แน่นอนว่าพระเจ้าทรงรัก ทรงปรารถนาดี คอยช่วยเหลืออยู่เสมอ ให้เขาไปได้ตลอดรอดฝั่ง

รม.8:32 พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อประโยชน์แก่เรา ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลาย ด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ

8. ทรงสัพพัญญู

            พระเจ้าสัพพัญญู (omniscience/omniscient) รู้แจ้งทุกสิ่ง ไม่มีใครหรือสิ่งใดสามารถปิดบังหลบซ่อนพระองค์

โยบ.34:21-23

21 "เพราะพระเนตรของพระองค์มองดูทางของคน พระองค์ทรงเห็นย่างเท้าของเขาหมด

22 ไม่มีที่มืดครึ้มหรือที่มืดทึบ ซึ่งคนชั่วจะซ่อนตัวได้

23 เพราะพระองค์ไม่ต้องทรงกำหนดเวลาให้แก่ใครให้เข้าเฝ้าพระเจ้ารับการพิพากษา

God has no need to examine people further, that they should come before him for judgment.

            บุคคลผู้รักษาความยุติธรรมในโลกมีข้อจำกัด แม้พยายามรักษาความยุติธรรมเต็มที่ พระเจ้าผู้ทรงทรงสัพพัญญู (รู้หมดทุกอย่าง) เท่านั้นที่รู้เข้าใจความจริงครบถ้วน ไม่มีใครหรือสิ่งใดหลบซ่อนพระองค์ได้เลย

            เมื่อถึงเวลาพิพากษา พระองค์ไม่ต้องสืบทราบความจริงใดๆ อีก (อ่าน NIV โยบ.34:23)

สดด.139:1-5

1 ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงตรวจสอบข้าพระองค์และทรงรู้จักข้าพระองค์

2 เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้น พระองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงประจักษ์ในความคิดของข้าพระองค์ได้แต่ไกล

3 พระองค์ทรงค้นวิถีของข้าพระองค์และการนอนของข้าพระองค์ และทรงคุ้นเคยกับทางทั้งสิ้นของข้าพระองค์

4 ข้าแต่พระเจ้า แม้ก่อนที่ลิ้นของข้าพระองค์จะพูด พระองค์ก็ทรงทราบความเสียหมดแล้ว

5 พระองค์ทรงล้อมข้าพระองค์อยู่ทั้งข้างหลังและข้างหน้า และทรงวางพระหัตถ์บนข้าพระองค์

            ทรงสัพพัญญูเป็นพระลักษณะอีกข้อที่มีแต่พระองค์เท่านั้นที่มีความสามารถนี้

            มารซาตานรู้หลายเรื่องเพราะอยู่มานาน มีลูกสมุนอยู่มาก แต่ไม่ถึงขั้นสัพพัญญู ไม่สามารถเข้าถึงเข้าใจความคิดอ่านของพระเจ้าได้ทั้งหมด

รม.11:33-34

33 โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้

34 เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยของพระเจ้า หรือใครเล่าเป็นที่ปรึกษาของพระองค์

          8.1 ความเข้าใจถ่องแท้อยู่คู่กับความยุติธรรม

            ความเข้าใจถ่องแท้อยู่คู่ความยุติธรรม การพิพากษาที่ยุติธรรมแท้จะต้องตั้งบนความเข้าใจถ่องแท้เสมอ จึงทรงเป็นผู้เดียวที่ให้ความยุติธรรมแท้ กำหนดโทษแก่แต่ละคนอย่างเหมาะสมที่สุด

9. ทรงยุติธรรม

            ความยุติธรรมเป็นลักษณะพื้นฐานของพระเจ้า ทรงยุติธรรมทุกเรื่อง ยุติธรรมต่อทุกคน

โยบ.36:5-6

5 "ดูเถิด พระเจ้าทรงอานุภาพ และมิได้ทรงเหยียดหยามผู้ใดเลย พระองค์ทรงอานุภาพในเรื่องกำลังแห่งความเข้าใจ

6 พระองค์มิได้สงวนชีวิตคนอธรรม แต่ทรงประทานความยุติธรรมแก่ผู้ทุกข์ใจ

He does not keep the wicked alive but gives the afflicted their rights.

          9.1 “การพิพากษา” “ความถูกต้อง” “ยุติธรรม” “กฎหมาย” มาจากรากศัพท์เดียวกัน

            รากศัพท์คำว่า “ความยุติธรรม” หรือ “rights” (NIV) ในโยบ.36:6  คือ מִשְׁפָט  (อ่าน mish-pawt') หมายถึง การพิพากษา ความถูกต้อง ยุติธรรม กฎหมาย

            สังเกตว่า “การพิพากษา” “ความถูกต้อง” “ยุติธรรม” “กฎหมาย” มาจากรากศัพท์เดียวกัน เมื่อพระเจ้าเอ่ยถึงการพิพากษาหมายถึงความถูกต้อง ยุติธรรม หรือเมื่อเอ่ยถึงความยุติธรรมจะหมายถึงการพิพากษา สำแดงความถูกต้อง กฎหมายของพระองค์คือความถูกต้องยุติธรรม

            คำนี้ใช้ในหลายที่ เช่น “ความยุติธรรม” ในอพย.23:6 

อพย.23:6 "เจ้าอย่าบิดเบือนคำพิพากษา ให้ผิดไปจากความยุติธรรมที่คนจนควรได้รับในคดีของเขา

            คำว่า “กฎหมาย” ในลนต.5:10

ลนต.5:10 แล้วเขาจะถวายนกตัวที่สองเป็นเครื่องเผาบูชาตามกฎหมาย และปุโรหิตจะทำการลบมลทินบาปของเขาซึ่งเขาได้กระทำไป และเขาจะได้รับการอภัย

            กฎเกณฑ์กับการพิพากษาของพระองค์ถูกต้องไม่ผิดพลาด

          9.2 เหนือสติปัญญาของมนุษย์

            มนุษย์มักคิดว่าตนถูก ทำเรื่องดีเหมาะสมแล้ว แต่พระองค์ชี้ว่าเขาบาป

โยบ.9:20 ถึงแม้ข้าชอบธรรม ปากของข้าจะกล่าวโทษข้า แม้ว่าข้าจะดีรอบคอบ พระองค์จะพิสูจน์ว่าข้าบกพร่อง

Even if I were innocent, my mouth would condemn me; if I were blameless, it would pronounce me guilty.

โยบ.9:22 ก็เหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นข้าจึงว่า พระองค์ทรงทำลายทั้งคนดีรอบคอบและคนอธรรม

It is all the same; that is why I say, ‘He destroys both the blameless and the wicked.’

            อธิบายขยายความ: บริบทนี้กำลังพูดถึงมนุษย์ตัดสินตัวเอง ที่คิดว่าตัวเองถูกต้อง โดยใช้มาตรฐานกับความคิดตัวเอง

            คนดีรอบคอบ (the blameless) ในโยบ.9:20 เล็งถึงดีสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานมนุษย์ หรือตัดสินตัวเองว่าไม่ผิด แต่เนื่องจากไม่ถูกต้องครบถ้วนตามมาตรฐานพระเจ้า จึงเป็นคนบาป หรือทรงตั้งใจทดสอบ (ไม่เกี่ยวข้องกับบาปหรือไม่ โยบอยู่ในกรณีหลังนี้)

            จุดสำคัญคือพระเจ้าเป็นผู้พิพากษาสุดท้าย ทรงตัดสินพระทัยด้วยพระองค์เอง ทรงทำตามแผนการของพระองค์ บางเรื่องมนุษย์ไม่เข้าใจ เข้าไม่ถึง ดังที่โยบเผชิญ

          9.3 ทรงตรวจสอบท่าทีภายใน

            การตรวจสอบท่าทีภายในชี้ว่าพระเจ้าตรวจสอบอย่างลึกซึ้ง ไม่เฉพาะคำพูดหรือการแสดงออกภายนอก

            ความสงสัยของโยบไม่ผิด เป็นธรรมดาที่น่าจะสงสัยในเมื่อมั่นใจว่าไม่ได้ทำบาป – ซึ่งถูกต้อง ก่อนมารทดสอบ โยบไม่ได้ทำผิดใดๆ แต่โยบเริ่มผิดเมื่อความสงสัยกลายเป็นไม่เชื่อมั่นพระเจ้า คิดว่าต้องมีอะไรบางอย่างผิดพลาด ร้องขอการคำชี้แจง

โยบ12:22:23

22 ขอพระองค์ทรงเรียกเถิด แล้วข้าพระองค์จะทูลตอบหรือขอให้ข้าพระองค์ทูล และขอพระองค์ทรงตอบแก่ข้าพระองค์

23 บรรดาความบาปผิดของข้าพระองค์มีเท่าใด ขอทรงโปรดให้ข้าพระองค์ทราบถึงการทรยศและบาปของข้าพระองค์

            โยบสามารถอธิษฐานขอคำตอบ แต่ไม่ว่าพระเจ้าจะตอบหรือไม่ หรือตอบอย่างไร โยบต้องเชื่อมั่นวางใจพระองค์ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เสียเวลาที่จะดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้า (ไม่นั่งจมอยู่ในความสงสัย)

สภษ.16:2 ทางทั้งสิ้นของมนุษย์ก็บริสุทธิ์ในสายตาของเขา แต่พระเจ้าทรงชั่งจิตใจ

All a person’s ways seem pure to them, but motives are weighed by the LORD.

            สภษ.16:2 ชี้การตรวจสอบอย่างลึกซึ้ง พระเจ้าตรวจสอบการกระทำทั้งสิ้นของมนุษย์ ลงลึกถึงท่าทีภายในว่าถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ แม้การกระทำหรือการแสดงออกภายนอกถูกต้องตามกฎเกณฑ์ แต่หากท่าทีผิด เช่น ทำดีต่อคนอื่นเพราะหวังผลประโยชน์แอบแฝง ตอบสนองความต้องการส่วนตัวที่ไม่ใช่น้ำพระทัย เช่นนี้บาปเหมือนกัน

สภษ.21:2-3

2 ทางของคนทุกทางก็ถูกต้องในสายตาของตน แต่พระเจ้าทรงชั่งใจ

3 ที่จะกระทำความชอบธรรมและความยุติธรรม ก็เป็นที่โปรดปรานแด่พระเจ้ามากกว่าเครื่องสักการบูชา

            ตัวอย่าง เงินถวายของหญิงม่าย

ลก.21:2-4

2 พระองค์ทรงเห็นหญิงม่ายคนหนึ่งเป็นคนจน นำเหรียญทองแดงสองอันมาใส่ด้วย

3 พระองค์ตรัสว่า "เราบอกท่านทั้งหลายจริงๆว่า หญิงม่ายจนคนนี้ได้ใส่ไว้มากกว่าคนทั้งปวงนี้

4 เพราะว่าคนทั้งปวงนี้ได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่ถวาย แต่ผู้หญิงนี้ขัดสนที่สุด ยังได้เอาเงินที่มีอยู่สำหรับเลี้ยงชีวิตของตนมาใส่จนหมด"

            พระเยซูไม่ได้ดูที่จำนวนเท่านั้น ทรงให้ความสำคัญต่อเบื้องหลังการถวายของแต่ละคน

            ตัวอย่าง ถวายสิบลบอย่างสัตย์ซื่อเท่านั้นยังไม่พอ

            นาย ก มีรายได้แสนบาทจากอาชีพสุจริต และถวายสิบลดหมื่นบาท

            นาย ข ถวายมากกว่านาย ก สิบเท่า เพราะมีรายได้มากว่าสิบเท่า แต่เงินที่นาย ข ได้มากนั้นมาจากงานไม่สุจริต คดโกงคนอื่น

            ถามว่าพระเจ้าพอใจสิบลดของใคร 

          9.4 กำกับโลกด้วยความยุติธรรม

            ทรงกำกับความเป็นไปของโลกด้วยความยุติธรรมอย่างทั่วถึง

โยบ.34:16-20

16 "ถ้าท่านมีความเข้าใจ ขอฟังข้อนี้ ขอฟังเสียงถ้อยคำของข้าพเจ้า

17 ผู้ที่เกลียดชังความยุติธรรมควรจะปกครองหรือท่านจะประณามผู้ที่ชอบธรรมและทรงอานุภาพหรือ

18 ผู้ตรัสแก่พระราชาว่า "ท่านผู้ไร้ค่า" และแก่เจ้านายว่า "ท่านทั้งหลายผู้อธรรม"

19 ผู้ไม่ทรงแสดงอคติแก่เจ้านาย หรือไม่ทรงเห็นแก่คนมั่งคั่งมากกว่าคนยากจน เพราะคนทั้งหมดนี้เป็นพระหัตถกิจของพระองค์

20 สักครู่เดียวเขาทั้งหลายก็ตาย เวลาเที่ยงคืน ประชาชนตัวสั่นและตายไป และผู้มีอานุภาพก็ถูกเอาไปเสีย มิใช่ด้วยมือมนุษย์

They die in an instant, in the middle of the night; the people are shaken and they pass away; the mighty are removed without human hand.

            หลายคนมีประสบการณ์ได้รับความอยุติธรรมสารพัดรูปแบบ ไม่ได้รับความยุติธรรมจริงๆ ส่วนพระเจ้าทรงดูแลกำกับความเป็นไปของโลกด้วยความยุติธรรมอย่างถ้วนทั่ว ไม่เห็นแก่หน้าใคร

          อธิบายขยายความ: บางคนอาจเหมือนโยบที่สงสัยว่าตัวเองไม่รับความยุติธรรม ความจริงคือความคิดความเข้าใจของมนุษย์จำกัด ในบริบทนี้โยบผู้ดำเนินชีวิตในความชอบธรรม พยายามรักษาบัญญัติ เป็นอีกตัวอย่างให้เข้าใจความจำกัดของมนุษย์ ท้ายที่สุดแล้วไม่ว่าผู้เชื่อจะเข้าใจยอมรับหรือไม่ พระองค์ทรงยุติธรรมทุกเรื่องทุกเวลา ทรงเป็นเช่นนี้ไม่เปลี่ยนแปลง

            สิ่งที่ผู้เชื่อควรทำคือเรียนรู้เข้าใจพระเจ้าให้มากที่สุด เอลีฮูเพื่อนโยบเป็นตัวอย่างสามารถแก้ความเข้าใจผิดของโยบ โดยใช้ศาสนศาสตร์ที่โยบกับเพื่อนอีก 3 คนทำไม่ได้เช่นนั้น ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องช่วยแยกแยะถูกผิด เข้าใจน้ำพระทัย นำชีวิตสู่ความถูกต้อง ไม่เสียเวลาคิดผิด-พูดผิด-ทำผิด

            พระธรรมโยบ (โยบ.34:16-20) อธิบายย้ำว่าพระเจ้าทรงเอกสิทธิ์ ควบคุมกำกับสรรพสิ่ง ด้วยการพูดถึงมนุษย์ว่าตีค่าตัวเองสูงเกินไป ตีค่าตัวเองอยู่เหนือสิ่งอื่นๆ ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ความจริงแล้วชีวิตมนุษย์แสนสั้น (พระองค์กำหนดให้เป็นเช่นนั้น) พวกเขามีชีวิตในฐานะมนุษย์เพียงครู่เดียวเท่านั้นเมื่อเทียบกับพระเจ้าที่ดำรงนิรันดร์ (โยบ.34:20ก) พระองค์นี่แหละที่กำหนดว่าจะให้เขาตายเมื่อไหร่ตอนไหน (โยบ.34:20ข,ง)

          สำหรับคนที่ไม่เชื่อศรัทธาพระเจ้า สามารถข้ามพระธรรมโยบได้เลย เพราะไม่ยอมรับหรือไม่เข้าใจพระธรรม

            ส่วนผู้เชื่อที่ยอมรับว่าพระเจ้ามีจริง เป็นพระเจ้าของเขา จะต้องเชื่อและเข้าใจว่าพระองค์ดูแลกำกับสรรพสิ่งให้เป็นไปตามพระประสงค์ หนึ่งในนั้นคือความยุติธรรมเพราะพระเจ้าทรงยุติธรรม ไม่อาจทำเรื่องอยุติธรรม (พระองค์ทรงเป็นพระองค์อยู่เสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง)

            ด้วยหลักการดังกล่าว เรื่องราวที่เกิดกับโยบถ้าชี้ว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรมเท่ากับระบุว่าทรงอธรรม (ไม่ชอบธรรม)

            โยบที่ยืนยันว่าตนทำถูกแต่ต้องรับโทษร้ายแรง น่าจะเกิดความผิดพลาดบางอย่าง (คนทำดีต้องรับการอวยพร ไม่ใช่รับโทษ) การสงสัยพระเจ้าเท่ากับพูดเป็นนัยว่าพระองค์อาจไม่ยุติธรรม อาจไม่ชอบธรรม (ทำสิ่งไม่ถูกต้อง) สรุปคือโยบกำลังสงสัยว่าทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้หรือไม่ โดยที่โยบไม่ตั้งใจคิดไกลขนาดนั้น ยังเชื่อศรัทธาพระองค์

            ทางออกเรื่องนี้คือ ต้องยอมรับความจริงว่ามนุษย์ไม่อาจเข้าใจทั้งหมด หรือ ณ เวลานั้นยังไม่เข้าใจครบถ้วน สิ่งที่ผู้เชื่อศรัทธาควรทำคือขอบคุณพระเจ้าทุกกรณี ดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ชอบธรรมต่อไป เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วจะเกิดผลดี ทรงนำย่างเท้าของผู้เชื่อศรัทธาที่ตั้งใจติดตามพระองค์

          9.5 อวยพรและลงโทษ

โยบ.35:12-13

12 เขาร้องทุกข์ ณ ที่นั่น แต่พระองค์มิได้ทรงตอบ เหตุความเย่อหยิ่งของคนชั่ว

13 แน่ละ พระเจ้ามิได้ฟังเสียงลมๆแล้งๆ และองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ก็มิได้ทรงนับถือเสียงนั้น

            มนุษย์มักทำบาป ตัวเราทำผิดต่อคนอื่นและทำบาปต่อตัวเอง ในโลกแห่งบาปทุกคนต้องรับผลบาปที่เกิดขึ้น แม้กระทั่งคริสเตียนผู้เชื่อ

รม.3:23-24

23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า

24 แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว

          อธิบายขยายความ: คริสเตียนทุกคนอยู่ในโลกแห่งบาปจึงรับผลจากระบบโลกไม่มากก็น้อย (แม้พระเจ้าปกป้องแต่ใช่ว่าจะไม่ได้รับผลเลย) การสารภาพบาปคือได้รับการยกโทษบาปที่ต้องถูกลงโทษในวันพิพากษา แต่ยังต้องรับผลบาปขณะมีชีวิตในโลกไม่มากก็น้อย

            กฎเกณฑ์พระเจ้าชัดเจนใครหว่านสิ่งใดเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น

ฉธบ.28:1-2

1 "ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และระวังที่จะกระทำตามพระบัญญัติของพระองค์ซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจะทรงตั้งท่านไว้ให้สูงกว่าบรรดาประชาชาติทั้งหลายทั่วโลก

2 พระพรเหล่านี้จะตามมาทันท่าน ถ้าท่านทั้งหลายฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน

            พระเจ้าสอนเรื่องการให้ด้วยใจกว้างขวาง (ให้มาก) และด้วยใจยินดี คนเช่นนี้จะได้รับการอวยพรได้รับสิ่งดีอย่างครบบริบูรณ์ (หว่านมากเก็บเกี่ยวมาก)

2คร.9:6-8

6 นี่แหละคนที่หว่านเพียงเล็กน้อยก็จะเกี่ยวเก็บได้เพียงเล็กน้อย คนที่หว่านมากก็จะเกี่ยวเก็บได้มาก

7 ทุกคนจงให้ตามที่เขาได้คิดหมายไว้ในใจ มิใช่ให้ด้วยนึกเสียดาย มิใช่ให้ด้วยการฝืนใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนนั้นที่ให้ด้วยใจยินดี

8 และพระเจ้าทรงฤทธิ์อาจประทานของดีทุกสิ่งอย่างอุดมแก่ท่านทั้งหลาย เพื่อให้ท่านมีทุกสิ่งทุกอย่างเพียงพอสำหรับตัวเสมอ ทั้งจะมีสิ่งของบริบูรณ์สำหรับงานที่ดีทุกอย่างด้วย

กท.6:7-8

7 อย่าหลงเลย ท่านจะหลอกลวงพระเจ้าไม่ได้ เพราะว่าผู้ใดหว่านอะไรลง ก็จะเกี่ยวเก็บสิ่งนั้น

8 ผู้ที่หว่านในย่านเนื้อหนังของตน ก็จะเกี่ยวเก็บความเปื่อยเน่าจากเนื้อหนังนั้น แต่ผู้ที่หว่านในย่านพระวิญญาณ ก็จะเกี่ยวเก็บชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณนั้น

สดด.62:12 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า และความรักมั่นคงเป็นของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสนองมนุษย์ ตามการงานของเขา

            ยกตัวอย่าง

            นาย ก เป็นนักศึกษาที่ขาดวินัย ไม่เตรียมสอบอย่างดี เขาเคยอธิษฐานขอให้สามารถทำข้อสอบและพระเจ้าช่วยเขาครั้งนั้นจริง แต่ไม่ใช่น้ำพระทัยที่คริสเตียนไม่ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ อาศัยอธิษฐานแล้วจะสอบผ่าน สิ่งที่นาย ก ควรทำคือสารภาพบาปว่าตนไม่ถวายเกียรติพระเจ้าในเรื่องนี้ ตัดสินใจตั้งใจเรียนหนังสือ อธิษฐานพึ่งพาขอสติปัญญา ขอกำลังจากพระเจ้า ลดการเที่ยวเล่น แบ่งใช้เวลาอย่างเหมาะสมคุ้มค่า ทบทวนความรู้สม่ำเสมอ แบ่งเวลาเพื่อการประกาศ รับใช้พระเจ้าหลังเวลาเรียน

            นาย ข เป็นคนทำงานแต่ใจไม่อยู่กับงาน คิดถึงงานรับใช้พระเจ้ามากกว่า ในที่ทำงานนาย ข มักทำผิดพลาดโดนตักเตือน หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า นาย ข สงสัยว่าทำไมพระเจ้าไม่อวยพร ทั้งๆ ที่เขารับใช้พระเจ้าอย่างดี จะเห็นว่านาย ข เข้าใจคำสอนผิด แม้อธิบายว่าคิดถึงงานรับใช้แต่ควรแยกแยะว่าอยู่ในบริบทใด ถ้าเป็นนอกเวลางานนาย ข สามารถทุ่มเทรับใช้พระเจ้าเต็มที่ แต่ในเวลางานต้องให้ความสำคัญกับงานบริษัท ต้องทำให้ดีเลิศถวายเกียรติพระเจ้าทุกอย่าง การตั้งใจทำงานบริษัทเป็นการรับใช้พระเจ้าอย่างหนึ่ง มีผลต่ออาณาจักรพระเจ้าเช่นกัน การที่นาย ข ไม่ก้าวหน้าในหน้าที่การงานคือผลบาปที่เขาได้รับขณะมีชีวิตในโลก

10. พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงสมบูรณ์ในตัวเอง

            พระเจ้าสมบูรณ์บริบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องการเพิ่มหรือลดทอนอะไร ทรงเป็นพระเจ้าดังที่เป็นอยู่ เหมือนดังเช่นอดีตกาล และเป็นเช่นนี้ในอนาคต ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

            โยบ.34:10-12 บรรยายว่าทรงมีพระลักษณะดังที่เคยเป็น ที่เป็นอยู่และเป็นเช่นนี้ต่อไปไม่สิ้นสุด โดยยกเรื่องความชอบธรรม ความยุติธรรม

โยบ.34:10-12

10 "เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีความเข้าใจ ขอฟังข้าพเจ้าเมินเสียเถิดที่พระเจ้าจะทรงกระทำความอธรรม และที่องค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะทรงกระทำผิด

11 เพราะพระเจ้าทรงสนองตามการกระทำของมนุษย์ และพระองค์ทรงให้เกิดแก่เขา ตามการกระทำของเขา

12 แน่นอนทีเดียว พระเจ้าจะไม่ทรงกระทำชั่ว และองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์จะไม่ทรงผันแปรความยุติธรรม

โยบ.35:1-7

1 เอลีฮูพูดต่อไปว่า

2 "ท่านคิดว่า นี่ยุติธรรมหรือ ท่านพูดหรือว่า "ความชอบธรรมของข้าพเจ้ายิ่งกว่าของพระเจ้า"

3 ที่ท่านถามว่า "ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์อะไร ข้าพเจ้าจะดีอะไรขึ้นกว่าข้าพเจ้าทำบาป"

4 ข้าพเจ้าจะตอบท่าน กับมิตรสหายของท่านด้วย

5 จงมองดูท้องฟ้าเถิด ดูเมฆซึ่งอยู่สูงกว่าท่าน

6 ถ้าท่านทำบาป ท่านจะได้อะไรที่กระทบกระเทือนพระองค์ ถ้าการทรยศของท่านทวีขึ้น ท่านทำอะไรแก่พระองค์

7 ถ้าท่านเป็นคนชอบธรรม ท่านถวายอะไรแก่พระองค์หรือพระองค์ทรงรับอะไรจากมือของท่าน

            โยบบทที่ 35 เอลีฮูชี้แจงด้วยศาสนศาสตร์ตอกย้ำความเป็นพระเจ้าว่าทรงอยู่เหนือสรรพสิ่ง เหนือความบาปความดีของมนุษย์ ไม่ว่าคนจะทำบาปหรือทำดีล้วนไม่มีผลต่อพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าเป็นนิจไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องไร้สาระที่ใครคนหนึ่งจะกล่าวหากล่าวโทษพระองค์ (โยบ.35:2-3) เพราะไม่มีผลใดๆ ต่อพระเจ้าแต่อาจมีผลต่อผู้กล่าวโทษพระองค์

            พระคัมภีร์สอนว่าพระเจ้าดำรงอยู่นิรันดร์ เป็นอมตะ ไม่สามารถสืบทราบจุดกำเนิดคือ ณ จุดใดของกาลเวลา ทรงเป็นพระเจ้าไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ยิ่งใหญ่สูงสุดตลอดเวลา ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลง

อสย.44:6 พระเจ้า พระบรมมหากษัตริย์แห่งอิสราเอล และผู้ไถ่ของเขา พระเจ้าจอมโยธา ตรัสดังนี้ว่า "เราเป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้ปลาย นอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า

“This is what the LORD says— Israel’s King and Redeemer, the LORD Almighty: I am the first and I am the last; apart from me there is no God.

            รากศัพท์ของคำว่า LORD ใน อสย.44:6 คือ יְהוָֹה (อ่าน yeh-ho-vaw', เย-โฮ-วา) มีความหมายว่า ผู้ดำรงอยู่ด้วยตัวเองหรือผู้ดำรงอยู่นิรันดร์ (self-Existent or Eternal) หรือ พระเยโฮวาห์ (พระยาห์เวห์)

            ส่วนรากศัพท์ของคำว่า God อสย.44:6 คือ אֱלהִים (อ่าน el-o-heem') หรือ elohim หมายถึงพระเจ้าเที่ยงแท้ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด (God) หรือในความหมายทั่วไปของคำว่าพระเจ้า เทพเจ้า ผู้พิพากษา ผู้ยิ่งใหญ่ (god)

            สรุป อสย.44:6 พระเยโฮวาห์เปิดเผยกับอิสยาห์ว่า "เราเป็นผู้ต้นและเราเป็นผู้ปลาย นอกจากเราแล้วไม่มีพระเจ้า” พระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสุดเพียงหนึ่งเดียว ไม่เคยเปลี่ยนแปลงและจะไม่เปลี่ยนแปลง

วว.22:13 เราคืออัลฟาและโอเมกา เป็นเบื้องต้นและเป็นเบื้องปลาย เป็นปฐมและเป็นอวสาน"

            การที่พระเจ้าอยู่เหนือความบาปความดีของมนุษย์เป็นหลักฐานหนึ่งบ่งชี้ว่าทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ ที่ความบาปความดีใดๆ หรือโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ล้วนไม่มีผล ไม่ส่งผลต่อพระองค์เลย ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงนิรันดร์

รม.11:35-36

35 หรือใครเล่าได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่พระองค์ที่พระองค์จะต้องประทานตอบแทนให้แก่เขา

36 เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระองค์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆ ไปเป็นนิตย์ อาเมน

            สรุป บทความนี้นำเสนอพระลักษณะสำคัญของพระเจ้า 10 ประการ โดยยึดพระธรรมโยบเป็นแกนหลัก ความจริงแล้วยังมีพระลักษณะอื่นอีกมาก (รวมทั้งที่อยู่ในพระธรรมโยบ) พระลักษณะแต่ละข้อสามารถศึกษาเข้าใจลึกซึ้งกว่านี้ การเข้าใจพระเจ้าต้องเข้าใจตามพระคัมภีร์ ไม่นึกเอาเองหรืออยากให้พระเจ้าเป็นอย่างที่เราต้องการ

          ใช้พระคัมภีร์ทั้งเล่ม ไม่ใช่แค่บางข้อหรือบางหลักการ

            จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด

สดด.103:1-11

1 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า จงถวายสาธุการแด่พระนามบริสุทธิ์ของพระองค์

2 จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า และอย่าลืมพระราชกิจอันมีพระคุณทั้งสิ้นของพระองค์

3 ผู้ทรงอภัยความบาปผิดทั้งสิ้นของท่าน ผู้ทรงรักษาโรคทั้งสิ้นของท่าน

4 ผู้ทรงไถ่ชีวิตของท่านมาจากปากแดนผู้ตาย ผู้ทรงสวมความรักมั่นคงและพระกรุณาให้ท่าน

5 ผู้ทรงให้ท่านอิ่มด้วยของดี ตลอดชีวิตของท่าน วัยหนุ่มของท่านจึงกลับคืนมาใหม่อย่างวัยนกอินทรี

6 พระเจ้าทรงประกอบการแก้แทนและการยุติธรรม ให้แก่บรรดาผู้ที่ถูกบีบบังคับ

7 พระองค์ทรงสำแดงวิธีการของพระองค์แก่โมเสส พระราชกิจของพระองค์ แก่ประชาชนอิสราเอล

8 พระเจ้าทรงพระกรุณาและมีพระคุณ ทรงกริ้วช้าและอุดมด้วยความรักมั่นคง

9 พระองค์จะไม่ทรงปรักปรำเสมอ หรือทรงกริ้วอยู่เป็นนิตย์

10 พระองค์มิได้ทรงกระทำต่อเราตามเรื่องบาปของเรา หรือทรงสนองตามบาปผิดของเรา

11 เพราะว่าฟ้าสวรรค์สูงเหนือแผ่นดินเท่าใด ความรักมั่นคงของพระองค์ที่มีต่อบรรดาคนที่เกรงกลัวพระองค์ก็ใหญ่ยิ่งเท่านั้น

คำถามหลังคำสอน:

            1) จากบทเรียนนี้ ท่านชอบพระเจ้าในเรื่องใดมากที่สุด (ชอบพระลักษณะใด) 

            2) จากพระลักษณะ 10 ประการข้างต้น คิดว่ามีผลสังคมปัจจุบันไร แบ่งปัน 1 พระลักษณะพร้อมคำอธิบาย

------------------------