02/05/2569

บทเรียน 29 ชนะความกลัว (2ทธ.1:7)

จิตทรงพลัง จิตรักและจิตบังคับตน ทั้งหมดเป็นผลพระวิญญาณที่สถิตในเรา ความใกล้ชิดติดสนิทพระเจ้าสำคัญ ช่วยให้ชนะความกลัวทั้งสิ้น

คำถามก่อนเรียน:

            1) ตามความคิดของท่าน ความกลัวมีประโยชน์หรือไม่

            2) คนที่มีความกลัว กังวลอยู่เสมอมีผลต่อชีวิตอย่างไร

 

            เกริ่นนำ: ความกลัวกับความกล้าบ้าบิ่น

            ความกลัวไม่ได้มีแต่โทษเสมอไป ส่วนความกล้าที่มากเกินจนขาดสติยั้งคิดเป็นโทษ มนุษย์มีทั้งความกลัวกับความกล้า

            บางคนเห็นงูแล้วกลัวและรีบอยู่ห่าง ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่างูนั้นมีพิษหรือไม่ ความกลัวเช่นนี้ช่วยให้ระวังตัว ยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน ความกลัวของเด็กช่วยให้พ้นภัย เช่น ขึ้นลงบันไดอย่างระวัง

             พระเจ้าประทานความกล้าหาญแต่ไม่ใช่กล้าบ้าบิ่น ขาดสติ ไม่ยับยั้งชั่งใจ คริสเตียนไม่ขับรถด้วยความประมาทโดยคิดว่าพระองค์ปกป้องเสมอ ได้อธิษฐานให้ทูตสวรรค์รายล้อมคุ้มครองแล้ว

            บ่อยครั้งความกลัวขัดขวางน้ำพระทัยพระเจ้า ขัดขวางงานรับใช้ คริสเตียนจึงต้องรู้วิธีเอาชนะความกลัว

2ทธ.1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา

For the Spirit God gave us does not make us timid, but gives us power, love and self-discipline.

            ในบริบทเปาโลสอนทิโมธีว่าต้องกล้าใช้ของประทานและประกาศข่าวประเสริฐ เหตุเพราะทิโมธีเป็นแค่เด็กหนุ่ม และกลัวอันตรายจากข่าวประเสริฐ

2ทธ.1:6-8

6 อันของประทานของพระเจ้าซึ่งมีอยู่ในท่าน โดยที่ข้าพเจ้าได้เอามือวางบนท่านนั้น ขอเตือนว่าท่านจงกระทำให้รุ่งเรืองขึ้น

7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา

8 อย่าละอายที่จะเป็นพยานฝ่ายองค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา หรือฝ่ายตัวข้าพเจ้าที่ถูกจำจองอยู่เพราะเห็นแก่พระองค์ แต่จงมีส่วนในการยากลำบาก เพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ โดยอาศัยฤทธิ์เดชแห่งพระเจ้า

1. ความหวาดกลัว 3 เวลา:

            ความบาปทำให้มนุษย์เสื่อมจากพระสิริ กลายเป็นคนขี้ขลาด บางครั้งหวาดกลัวเกินเหตุ

            ความหวาดกลัว 3 เวลา

            1) หวาดกลัวอดีต

            บางคนหวาดกลัวอดีต คิดถึงบางเหตุการณ์ในอดีตแล้วรู้สึกหวาดกลัว ขยาดกลัว เช่น ไม่กล้าว่ายน้ำเพราะเคยจมน้ำมาก่อน รีบหนีห่างสุนัขเสมอเพราะเคยโดนกัด ไม่อยากลงมือทำเพราะเคยล้มเหลว (แค่คิดก็กลัวแล้ว)

            2) หวาดกลัวปัจจุบัน

            บางคนหวาดกลัวปัจจุบัน สถานการณ์ที่กำลังเผชิญ อาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่บีบบังคับ มีคนคิดร้ายอยู่เสมอ จึงหวาดกลัวตลอดเวลา เช่น ทำงานด้วยความระแวงเพราะนายจ้างหรือเพื่อนที่ทำงานชอบรังแก ใส่ร้าย

            3) หวาดกลัวอนาคต

            บางคนหวาดกลัวอนาคต กังวลเกินเหตุ หวาดกลัวเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นและอาจไม่เกิดขึ้นเลย (คิดไปเอง) เช่น ยังไม่เริ่มเพาะปลูกก็กังวลว่าจะเสียหายเพราะน้ำแล้ง เมื่อใกล้เก็บเกี่ยวก็กลัวว่าจะเกิดน้ำท่วม นักศึกษากลัวทำข้อสอบไม่ได้ กังลว่าข้อสอบยากเกินไป

            1.1 ความวิตกกังวลพาใจออกนอกพระคริสต์

            ทุกครั้งที่หวาดกลัว วิตกกังวล ต้องรีบทบทวนตัวเองว่าตัวเรายังอยู่ในทางของพระเจ้าหรือไม่ ยังให้พระเจ้าครอบครองความคิดของเราหรือไม่ หรือเตลิดออกจากพระองค์เสียแล้ว

            อธิบายขยายความ: บางครั้งความพยายามแก้ปัญหา (แม้ทำด้วยความตั้งใจดี) จดจ่อกับสถานการณ์ ทำให้ใจออกห่างจากพระเจ้าไปอยู่ที่ตัวปัญหา ยิ่งเวลาผ่านไปยิ่งอยู่กับปัญหาและตัวเอง (ที่กำลังพยายามแก้ปัญหา) ความผิดพลาดจึงอยู่ที่ปล่อยให้สถานการณ์พาเราออกห่างจากพระเจ้า

            ผลคือเปิดช่องให้มารซาตานเข้าแทรก เริ่มเกิดความคิดแปลกๆ ที่อยู่นอกทางพระเจ้า จากความตั้งใจดีกลายเป็นอารมณ์ขุ่นมัวและเลวร้ายลง อารมณ์ความคิดแง่ลบปกคลุมจิตใจ ยิ่งเวลาผ่านไปความเป็นตัวเองกับอำนาจวิญญาณชั่วยิ่งทำงานเข้าครอบครองมากขึ้น

            อำนาจวิญญาณชั่วนี่แหละที่สร้างความหวาดกลัว วิตกกังวล ขาดสันติสุข

            2ทธ.1:7 เตือนผู้เชื่อว่าถ้าเราขลาดกลัว ความรักหดหาย ไม่สามารถบังคับตนได้ดี (เช่น เริ่มอารมณ์ร้าย ขุ่นมัว คิดแง่ลบ คิดในทางอธรรม) แสดงว่าพระเจ้าไม่ได้อยู่กับเราแล้ว

            สรุป การจดจ่อกับปัญหาต่อเนื่องยาวนาน หากไม่ระวังอาจเป็นเหตุให้ผู้เชื่อหลุดออกจากทางพระเจ้า ปล่อยให้ความความคิดอารมณ์ส่วนตัวกับวิญญาณชั่วเข้าแทรก เกิดความเครียด วิตก หวาดกลัว ความรักกับสันติสุขหายไป

            ทางแก้เรื่องนี้คือต้องตั้งเวลาแสวงหาพระเจ้าส่วนตัว สัมผัสพบพระองค์สม่ำเสมอ อยู่ในชุมชน สามัคคีธรรมกับพี่น้องคริสเตียนด้วยการไปคริสตจักร การเข้ากลุ่มต่างๆ อธิษฐานฝากภาระไว้กับพระองค์

            1.2 ความหวาดวิตกชักนำให้ทำบาป

            บ่อยครั้งที่ความกังวลหวาดวิตกไม่อยู่ในความคิดเท่านั้น สิ่งที่แรกเริ่มเพียงเป็นแค่ความคิดกลายเป็นการทำบาป

            1.2.1 กรณีตัวอย่าง ซาอูล

            พระเจ้าสถิตกับดาวิดจึงรบชนะอย่างยิ่งใหญ่ ผลงานโดดเด่นกว่ากษัตริย์ซาอูลๆ กังวลว่าอำนาจของตนไม่มั่นคง (8) จึงพยายามกำจัดดาวิด

1ซมอ.18:6-8, 14-15

6 อยู่มาเมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตียนั้น กำลังเดินทางกลับบ้าน พวกผู้หญิงก็ออกมาจากหัวเมืองอิสราเอล ร้องเพลงและเต้นรำต้อนรับพระราชาซาอูลด้วยรำมะนา ด้วยเพลงร่าเริง และด้วยเครื่องดนตรี

7 และเมื่อพวกผู้หญิงเต้นรำรื่นเริงกันอยู่นั้นก็ขับร้องรับกันว่า "ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ"

8 ซาอูลทรงกริ้วนัก คำที่ร้องกันนั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระองค์เลย พระองค์ตรัสว่า "เขาสรรเสริญดาวิดว่าฆ่าคนเป็นหมื่นๆ ส่วนเราเขาว่าฆ่าแต่เพียงเป็นพันๆ นอกจากราชอาณาจักรแล้ว ดาวิดจะได้อะไรอีกเล่า"

14 ดาวิดกระทำอะไรก็สำเร็จทุกประการ เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ

15 เมื่อซาอูลทรงเห็นว่าดาวิดได้กระทำความสำเร็จยิ่งก็ทรงเกรงกลัวดาวิด

 

2. จิตแบบพระเจ้า 3 ประการ จาก 2ทธ.1:7

2ทธ.1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา

            เปาโลเตือนว่าทิโมธีว่าพระเจ้าไม่ได้สร้างให้ผู้เชื่อขลาดกลัว (ขี้ขลาด หวาดกลัวอยู่เสมอ) แต่ทรงประทานจิตแบบพระเจ้า

            พระคำข้อนี้ให้หลักสำคัญว่าถ้าจะเอาชนะความกลัว ต้องมีจิตแบบพระเจ้า

            จิตแบบพระเจ้า 3 ประการ จาก 2ทธ.1:7

            1) จิตทรงพลัง (power)

            2) จิตรัก (love)

            3) จิตบังคับตน (self-discipline)

            เมื่อมีจิตแบบพระเจ้า ผู้นั้นจะสำแดงพลังอำนาจ อยู่ในบรรยากาศแห่งรักในพระคริสต์ มีชัยเหนือบาป สามารถดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ชอบธรรม

            2.1 รากศัพท์

2ทธ.1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา

For the Spirit God gave us does not make us timid, but gives us power, love and self-discipline. (NIV)

For God has not given us a spirit of fear, but of power and of love and of a sound mind. (NKJV)

"for God did not give us a spirit of cowardice, but rather a spirit of power and of love and of self-discipline." (NRSV)

            คำว่า “Spirit God” (NIV) เป็นการใช้คำเพื่อรอคำขยาย “power, love and self-discipline” หรือเท่ากับ Spirit of power, love and self-discipline (จิตทรงพลัง จิตรัก จิตบังคับตน) สอดคล้องตรงกับ NRSV

            รากศัพท์ ขลาดกลัว” (timid) มาจากคำว่า δειλίας (deilias, เด-ลี-อัส) หมายถึง ขี้ขลาดตาขาว (cowardice, timidity)

            รากศัพท์คำว่า “รัก” คืออากาเป้

            รากศัพท์ ”การบังคับตนเอง” (self-discipline หรือ a sound mind) คือ σωφρονισμός (so-fro-nee-SMOS) หมายถึง การมีวินัยในตนเอง การฝึกฝนตนเอง (self-discipline) สติสัมปชัญญะ มีสติ (sound mind) การรู้จักบังคับตน การยับยั้งชั่งใจ (self-control)

            พระเจ้าประทานจิตทรงพลัง จิตรัก จิตบังคับตน ดังรายละเอียดต่อไปนี้

3. จิตทรงพลัง (spirit of power)

            3.1 จิตทรงพลังเพราะมีพระเจ้า

            พระคัมภีร์สอนว่าผู้เชื่อต้องมีจิตทรงพลัง (spirit of power) เพราะพระองค์ทรงฤทธิ์อำนาจเหนือทุกสิ่ง คริสเตียนใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ให้ผ่านพ้นทุกสถานการณ์ ประกาศชัยชนะของพระคริสต์

มธ.16:13-19

13 ครั้นพระเยซูเสด็จเข้าไปในเขตเมืองซีซารียา ฟีลิปปี จึงตรัสถามพวกสาวกของพระองค์ว่า "คนทั้งหลายพูดกันว่าบุตรมนุษย์เป็นผู้ใด"

14 เขาจึงทูลตอบว่า "เขาว่าเป็นยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา แต่บางคนว่าเป็นเอลียาห์ และคนอื่นว่าเป็นเยเรมีย์ หรือเป็นคนหนึ่งในพวกผู้เผยพระวจนะ"

15 พระองค์ตรัสถามเขาว่า "แล้วพวกท่านเล่า ว่าเราเป็นใคร"

16 ซีโมนเปโตรทูลตอบว่า "พระองค์ทรงเป็นพระคริสต์พระบุตรของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่"

17 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ซีโมนบุตรโยนาห์เอ๋ย ท่านก็เป็นสุขเพราะว่ามนุษย์มิได้แจ้งความนี้แก่ท่าน แต่พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ทรงแจ้งให้ทราบ

18 ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร {ภาษากรีกว่า เปโตร} และบนศิลา {ภาษากรีกว่า เปตรา} นี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้

19 เราจะมอบลูกกุญแจแผ่นดินสวรรค์ให้ไว้แก่ท่าน ท่านจะกล่าวห้ามสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นก็จะถูกกล่าวห้ามในสวรรค์ เมื่อท่านจะกล่าวอนุญาตสิ่งใดในโลก สิ่งนั้นจะกล่าวอนุญาตในสวรรค์ด้วย"

I will give you the keys of the kingdom of heaven; whatever you bind on earth will be bound in heaven, and whatever you loose on earth will be loosed in heaven.”

มก.16:17-18

17 มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ

18 เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"

            ต้องยึดมั่นว่าพระเจ้ามีชัยเหนือทุกสิ่ง คริสเตียนกำลังฟื้นฟูให้มีจิตทรงพลังอย่างพระองค์

            แม้ผู้เชื่อไม่สมบูรณ์และเผชิญเหตุร้าย หวาดกลัว วิตกกังวล แต่จะเป็นเพียงชั่วคราว พระองค์จะทรงนำย่างเท้าของเขาสู่สวัสดิภาพที่ยั่งยืนถาวร

สดด.37:23-24

23 ถ้าพระเจ้าทรงนำย่างเท้าของมนุษย์คนใด และคนนั้นพอใจในมรรคาของพระองค์

24 แม้เขาล้ม เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาวเพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้

ยรม.29:11 พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า

"For I know the plans I have for you," declares the LORD, "plans to prosper you and not to harm you, plans to give you hope and a future."

            อธิบายขยายความ: คริสเตียนไม่ได้สร้างจิตทรงพลังด้วยความสามารถของตนเอง แต่ด้วยการพึ่งพา ใช้สิทธิอำนาจของพระองค์ ทรงอยู่ใกล้และช่วยเราในทุกสถานการณ์

            เหตุที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะคริสเตียนอ่อนแอมาก ทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้เลย แต่ผู้เชื่อทำตามคำสอน ดำเนินชีวิตตามพระวจนะ หนึ่งในคำสอนคือให้ติดสนิท ดำเนินชีวิตร่วมกับพระองค์ มีชีวิตแห่งการอธิษฐาน ใช้สิทธิอำนาจ ตระหนักว่าอยู่ในสงครามฝ่ายวิญญาณ ชีวิตฝ่ายวิญญาณต้องใช้ฤทธิ์อำนาจฝ่ายวิญญาณ

ยน.15:4-7

4 จงเข้าสนิทอยู่ในเรา และเราเข้าสนิทอยู่ในท่าน แขนงจะออกผลเองไม่ได้ นอกจากจะติดอยู่กับเถาฉันใด ท่านทั้งหลายก็จะเกิดผลไม่ได้ นอกจากจะเข้าสนิทอยู่ในเราฉันนั้น

5 เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย

6 ถ้าผู้ใดมิได้เข้าสนิทอยู่ในเรา ผู้นั้นก็ต้องถูกตัดทิ้งเสียเหมือนแขนง แล้วก็เหี่ยวแห้งไป และถูกเก็บเอาไปเผาไฟ

7 ถ้าท่านทั้งหลายเข้าสนิทอยู่ในเรา และถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใด ซึ่งท่านปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น

            คริสเตียนผู้เชื่อคือผู้ดำเนินไปกับพระเจ้าของเขา (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)

4. จิตรัก (spirit of love)

            คำว่า “ความรัก” คือรักของพระเจ้า (อากาเป้) ไม่ใช่รักแบบมนุษย์ทั่วไป

            4.1 ความรักขจัดความกลัว

1ยน.4:18 ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษและผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

            “ในความรักนั้นไม่มีความกลัว” ที่ใดมีรักสมบูรณ์ที่นั่นปราศจากความกลัวผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

            อธิบายขยายความ: ความรักที่กำลังกล่าวถึงไม่ใช่ความรักทั่วไป แต่เป็นความรักของพระเจ้า (อากาเป้) อากาเป้เท่านั้นที่เป็นความรักสมบูรณ์ และผู้เชื่อต้องรับอย่างสมบูรณ์ ถ้ารับอากาเป้เพียงบางส่วนก็ยังไม่ใช่รักที่สมบูรณ์

            คริสเตียนไม่กลัวแม้กระทั่งการพิพากษาของพระเจ้า เพราะทรงไถ่เราแล้ว

            ขออากาเป้อยู่เต็มล้นในเราเถิด

            4.2 เพราะรักจึงกล้า

            ตรงข้ามกับความกลัวคือความกล้า เมื่อรักขจัดความกลัวจึงไม่ขวางความกล้า มีใจกล้าที่จะประกาศข่าวประเสริฐ กล้าใช้ชีวิตตามแบบพระคริสต์ กล้าทำสิ่งที่ไม่เคยทำ กล้าแม้ยากลำบาก กล้ายืนหยัดในความบริสุทธิ์ชอบธรรม มั่นใจว่าคือทางที่ดีที่สุดแม้มีอุปสรรคขวากหนาม

            เหล่านี้สำเร็จได้โดยพระเจ้า ด้วยการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

            พระเยซูคือแบบอย่าง “เพราะรักจึงกล้า” ข่าวประเสริฐถูกประกาศออกไป ความรอดมาถึงแล้ว การไถ่สมบูรณ์โดยพระองค์

มก.1:14-15

14 ครั้นยอห์นถูกอายัดแล้ว พระเยซูได้เสด็จมายังแคว้นกาลิลี ทรงเทศนาประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า

15 และตรัสว่า "เวลากำหนดมาถึงแล้ว และแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด"

            ขอพระเจ้าเมตตาให้เรามีความกล้าอย่างพระองค์เถิด รับการเติมเต็มด้วยความรักของพระคริสต์

            4.3 พระเจ้าผู้ประทานอากาเป้แก่คริสเตียน

            2ทธ.1:7 สอนว่าพระเจ้าประทานความรัก (อากาเป้) แก่คริสเตียน (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)

2ทธ.1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา

รม.5:1,5

1 เหตุฉะนั้น เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้วเราจึงมีสันติสุขในพระเจ้า ทางพระเยซูคริสตเจ้าของเรา

5 และความหวังใจมิได้ทำให้เกิดความเสียใจเพราะผิดหวัง เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว

And hope does not put us to shame, because God’s love has been poured out into our hearts through the Holy Spirit, who has been given to us.

            “ความรักของพระเจ้าได้หลั่งเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว”

            คริสเตียนสร้างอากาเป้ไม่ได้ ต้องรับจากพระเจ้าเท่านั้น และสำแดงอากาเป้โดยพระวิญญาณที่สถิตในเรา (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)

            จงแสวงหาพระเจ้า รับการเติมเต็มด้วยความรักของพระองค์เถิด

            4.4 รับใช้พระเจ้าด้วยรักพระองค์

            มีตัวอย่างที่ให้ข้อคิด ดังนี้

            นาย ก รับใช้พระเจ้าเพราะอยากได้รับการยอมรับ อยากได้คำชมจากผู้นำ การหนุนใจชมเชยไม่ผิด พระคัมภีร์สอนให้ทำเช่นนั้น แต่หากรับใช้พระเจ้าเพียงเพราะอยากได้การยอมรับ “ความต้องการยอมรับ” จะกลายเป็นรูปเคารพ พยายามทำสิ่งต่างๆ เพียงเพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้ทำเพื่อพระเจ้าจริง

            นาย ข พยายามทำสิ่งต่างๆ เพราะกลัวโดนตำหนิ กลัวผลงานต่ำกว่าเกณฑ์ กลัวสู้คนอื่นไม่ได้ นาย ข จึงก้มหน้ารับใช้ต่อไปด้วยความกลัวนั้น

            พระคัมภีร์สอนให้ยำเกรงพระเจ้า เตือนคนที่ไม่เกิดผลหรือเกิดผลน้อย การประเมินผลเพื่อปรับปรุงเป็นเรื่องดี แต่หากไม่เข้าใจ สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้ นาย ข เป็นคริสเตียนที่ตกอยู่ในความกลัว วิตกกังวลด้วยเรื่องรับใช้พระเจ้า “ความกลัววิตกกังวล” กลายเป็นรูปเคารพ เป็นคริสเตียนที่รับใช้พระเจ้าด้วยความหวาดกลัว ไม่มีสันติสุข

            ให้พระคุณความรักเป็นพลังขับเคลื่อนการรับใช้ การดำเนินชีวิตในพระเจ้า

5. จิตบังคับตน (spirit of self-discipline)

            จิตบังคับตน (spirit of self-discipline) คือ สามารถบังคับตนเอง มีวินัยในตนเอง ฝึกฝนตนเอง (ไม่ต้องมีคนคอยบังคับ) มีสติ รู้จักยับยั้งชั่งใจ

            มนุษย์พยายามหาทางควบคุมตัวเอง แต่คริสเตียนผู้เชื่อไม่พยายามด้วยกำลังของตัวเองอย่างเดียว (กำลังตัวเองไม่พอ) ต้องมีพระวิญญาณที่สถิตในเราที่ให้กำลัง ให้สติปัญญา คอยหนุนใจเตือนสติ อยู่ในทางแห่งความชอบธรรม

            5.1 ตัวอย่างความสำคัญของการบังคับตน

            นาย ก นำคนรับเชื่อ 10 คนและติดตามดูแลอย่างดี ทุกสัปดาห์นาย ก ชวนทั้ง 10 คนให้มาโบสถ์ไปแคร์ ทุกคนทำตามด้วยดี ไม่กี่ปีต่อมานาย ก จากโลกนี้ไป และทั้ง 10 คนก็ไม่มาโบสถ์ไปแคร์อีกเลย

            เรื่องนี้น่าจะเกินจริง แต่เป็นข้อคิดว่าทั้ง 10 คนสามารถบังคับตนหรือไม่

            อธิบายให้ลึกกว่านี้คือ ทั้ง 10 คนเชื่อพระเจ้าจริงแท้แค่ไหน อะไรเป็นเหตุที่มาโบสถ์ไปแคร์ เพราะมีใจแสวงหาพระเจ้า รักและเชื่อฟังพระองค์เป็นการส่วนตัว หรือเพียงเพราะการชักชวนของนาย ก

            การสร้างสาวกต้องให้ เป็นคริสเตียนด้วยตัวเขาเอง คำว่า ‘เป็นคริสเตียนด้วยตัวเขาเอง’ ในที่นี่หมายถึงผู้เชื่อคนนั้นตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตด้วยตัวเอง (กลับใจใหม่) ดำเนินชีวิตบริสุทธิ์ชอบธรรมด้วยการพึ่งพาติดสนิทพระองค์ ไม่ใช่เพราะเกรงใจใครบางคน กลัวเสียหน้า หรือทำเป็นพิธีให้ดูดี

            ต้องให้เจตจำนงเสรี (free will) ของผู้นั้นตัดสินใจว่าเขาเป็นคริสเตียน

            คำถาม: หากท่านไม่อยู่แล้ว สาวกที่ท่านสร้างสามารถยืนหยัดในความเชื่อต่อไปหรือไม่ เขาจะรับใช้เข้มแข็งอย่างที่ทำต่อหน้าท่านหรือไม่

            ชุมชนมีส่วนสำคัญ แต่ให้ชุมชนเป็นเครื่องช่วย สนับสนุนให้ ‘เป็นคริสเตียนด้วยตัวเขาเอง’

            ความจริงที่น่าเศร้าคือ หลายคนที่เคยไปโบสถ์ เคยเข้าคริสตจักรเด็ก (ชั้นรวี) วันนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ตั้งใจดำเนินชีวิตในทางพระเจ้า ไม่อยากเป็นคริสเตียนอย่างที่พระองค์ต้องการ รักความบาปมากกว่า

            เป็นไปได้ว่า อาจต้องรอให้ตัวเอาจากโลกนี้ก่อนจึงจะสามารถรู้ผลการสร้างสาวก

            5.2 ตัวอย่างเมื่อสิ้นยุคโยชูวา

วนฉ.2:7-13

7 ประชาชนทั้งหลายได้ปรนนิบัติพระเจ้าตลอดชีวิตของโยชูวา และตลอดชีวิตของพวกผู้ใหญ่ที่มีอายุยืนนานกว่าโยชูวาผู้ซึ่งได้เห็นปวงมหกิจ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่ออิสราเอล

8 โยชูวาบุตรนูนผู้รับใช้ของพระเจ้าสิ้นชีวิตเมื่ออายุได้หนึ่งร้อยสิบปี

9 เขาทั้งหลายก็ฝังท่านไว้ในเขตที่ดินมรดกของท่านที่เมืองทิมนาทเฮเรส ในแดนเทือกเขาเอฟราอิมทิศเหนือของภูเขากาอัช

10 และชาตพันธุ์รุ่นนั้นทั้งสิ้น ก็ถูกรวบไปอยู่กับบรรพบุรุษของเขาอีกชาตพันธุ์หนึ่งก็เกิดขึ้นตามมา เขาไม่รู้จักพระเจ้าหรือรู้พระราชกิจซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำเพื่ออิสราเอล

11 คนอิสราเอลก็กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรพระเจ้า คือปรนนิบัติพระบาอัลทั้งหลาย

12 เขาได้ละทิ้งพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขา ผู้ทรงนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ และเขาทั้งหลายติดตามพระอื่นซึ่งเป็นพระของชนชาติทั้งหลายที่อยู่ล้อมรอบเขา กราบไหว้พระเหล่านั้น กระทำให้พระเจ้าทรงพิโรธ

13 เขาทั้งหลายละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิบัติพระบาอัล และพวกพระอัชทาโรท

            โยชูวานำชนชาติอิสราเอลยึดครองแผ่นดินคานาอันตามพระสัญญา มีหมายสำคัญเกิดขึ้นหลายครั้ง เช่นการทำลายเมืองเยรีโคและเมืองอื่น พระเจ้าทรงสถิตกับพวกเขา คนอิสราเอลในสมัยนั้นเห็นการอัศจรรย์มากมาย

            แต่เมื่อสิ้นโยชูวา คนอิสราเอลถอยห่างจากพระเจ้า (วนฉ.1:1, วนฉ.1:27-36, วนฉ.2:1-3) คนรุ่นใหม่ “เขาไม่รู้จักพระเจ้าหรือรู้พระราชกิจซึ่งพระองค์ได้ทรงกระทำเพื่ออิสราเอล”

            และเริ่มนมัสการพระอื่น (วนฉ.3:4-7)

            น่าประหลาดใจที่คนรุ่นใหม่ไม่รู้จักพระเจ้า ต่างจากพ่อแม่ของพวก ทั้งๆ ที่คนรุ่นใหม่อยู่ในชุมชนที่มีกฎระเบียบเข้มงวดตั้งแต่เกิด (อิสราเอลในสมัยธรรมบัญญัติ)

            การที่พ่อแม่เชื่อพระเจ้า อยู่ในชุมชนผู้เชื่อตั้งแต่เกิด จึงไม่ใช่คำตอบว่าลูกหลานจะเชื่อติดตามพระเจ้าเสมอไป

            พระคัมภีร์ใหม่เตือนใจเรื่อง “อิสราเอลจำนวนมาก” ทำผิดต่อพระเจ้าพร้อมกัน

1คร.10:5-8

5 แต่ถึงกระนั้นก็ดีมีคนส่วนมากในพวกนั้นที่พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย เราทราบได้ ก็เพราะว่าเขาล้มตายกันเกลื่อนกลาดในถิ่นทุรกันดาร

6 เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจพวกเรา ไม่ให้เรามีใจโลภปรารถนาสิ่งที่ชั่วเหมือนเขาเหล่านั้น

7 ท่านทั้งหลายอย่านับถือรูปเคารพเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ ตามที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า ประชาชนก็นั่งลงกินและดื่ม แล้วก็ลุกขึ้นเล่นสนุกสนาน

8 อย่าให้เราคบหญิงชั่วเหมือนอย่างที่บางคนในพวกเขาได้กระทำ แล้วก็ล้มลงตายในวันเดียวสองหมื่นสามพันคน

            การอยู่ร่วมกันเป็นชนชาติ (ชุมชน) มีกฎระเบียบเข้มงวด ไม่เป็นข้อสรุปว่าพวกเขาทั้งหมดจะติดตามเชื่อฟังพระเจ้าเสมอไป การตัดสินใจเชื่อด้วยตัวเอง ด้วยเจตจำนงเสรี (free will) มีจิตบังคับตน (อันมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์) ต่างหากที่ช่วย ดังที่พระเจ้าต้องการให้ผู้เชื่อตัดสินใจเชื่อวางใจพระองค์ด้วยความสมัครใจ การประกาศข่าวประเสริฐจึงไม่ใช้วิธีกดดันหรือจูงใจด้วยผลประโยชน์ฝ่ายโลก แต่ละคนต้องตัดสินใจเปลี่ยนชีวิตด้วยความสมัครใจไม่ใช่โดยการบังคับ พยายามให้อยู่ทางของพระเจ้าด้วยการช่วยเหลือของพระวิญญาณบริสุทธิ์

            5.3 แบบอย่างผู้เชื่อที่พระเจ้าต้องการ

            เรื่องสำคัญที่ต้องตระหนักคือ พระเจ้าต้องการคนที่รักเชื่อฟังพระองค์ด้วยน้ำใสใจจริง ไม่หน้าไว้หลังหลอก จึงทดสอบทุกคนว่ารักเชื่อฟังพระองค์จริงหรือไม่

            ข้อเตือนใจคือ ไม่ใช่ผู้เชื่อทุกคนจะสามารถรักษาความเชื่อจนตลอดรอดฝั่ง วันนี้เขาอาจกระโดดโลดเต้นชื่นชมยินดีในพระเจ้า แต่เมื่อวันแห่งการทดสอบทดลองครั้งสำคัญมาถึง เมื่อต้องตัดสินใจเลือกระหว่างชีวิตเก่ากับชีวิตใหม่ เขาอาจไม่อยู่ในกลุ่มคนที่กระโดดโลดเต้นชื่นชมยินดีอีกแล้ว

สดด.11:4 พระเจ้าทรงสถิตในพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์พระที่นั่งของพระเจ้าอยู่บนฟ้าสวรรค์ พระเนตรของพระองค์มองและทดสอบลูกหลานของมนุษย์

1ปต.1:6-7

6 ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ

7 เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญเกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ

            “เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ”

            5.3.1 กรณีตัวอย่างโยบ

            โยบไม่ต่างจากผู้เชื่อคนอื่นที่เจอการทดสอบทดลอง โยบที่กล่าวถึงเป็นคนของพระเจ้าที่ดีรอบคอบ (he is blameless)

โยบ.1:8 และพระเจ้าตรัสกับซาตานว่า "เจ้าได้ไตร่ตรองดูโยบผู้รับใช้ของเราหรือไม่ ว่าในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา เป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย"

Then the LORD said to Satan, “Have you considered my servant Job? There is no one on earth like him; he is blameless and upright, a man who fears God and shuns evil.”

            โยบมีคุณสมบัติดีมากมาย พระเจ้าสรุปสั้นๆ ว่าเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ดีเลิศเหนือคนอื่นๆ (“ในแผ่นดินโลกไม่มีใครเหมือนเขา”) แล้วจึงขยายความว่าเป็นคนดีรอบคอบ เป็นคนเที่ยงธรรม เกรงกลัวพระเจ้า หันจากความชั่วร้าย

            ซาตานแย้งว่าที่โยบยำเกรงเพราะหวังพระพร ถ้าพระองค์ไม่อวยพรเขาจะสาปแช่งพระเจ้า (คือปฏิเสธพระเจ้านั่นเอง)

โยบ.1:9-11

9 แล้วซาตานทูลตอบพระเจ้าว่า "โยบยำเกรงพระเจ้าเปล่าๆ หรือ

10 พระองค์มิได้ทรงกั้นรั้วรอบตัวเขา และครัวเรือนของเขา และทุกสิ่งที่เขามีอยู่เสียทุกด้านหรือ พระองค์ได้ทรงอำนวยพระพรงานน้ำมือของเขา และฝูงสัตว์ของเขาได้ทวีขึ้นในแผ่นดิน

11 แต่ขอยื่นพระหัตถ์เถิด และแตะต้องสิ่งของทั้งสิ้นที่เขามีอยู่ และเขาจะแช่งพระองค์ต่อพระพักตร์พระองค์"

            และพระเจ้าอนุญาตให้มารทดลองโยบ

            ในวันมหาวิบัติของโยบ ท่านสอบผ่าน ยังรักยำเกรงพระเจ้าเช่นเดิม ไม่ต่อว่าพระเจ้า ไม่ต่อว่าใคร

            โยบคือแบบอย่างผู้เชื่อที่พระเจ้าต้องการ คนดีรอบคอบ ชนะการทดสอบทดลองครั้งใหญ่

            จิตบังคับตนไม่ใช่การพยายามบังคับด้วยกำลังของตัวเองเท่านั้น หรือด้วยระบบที่กำกับควบคุม แต่เป็นผลพระวิญญาณที่สถิตในเรา

            การตัดสินใจ พยายามด้วยตัวเอง การอยู่ในชุมชน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องดี ควรทำอย่างยิ่ง แต่ทั้งหลายทั้งปวงต้องนำให้ผู้เชื่อติดสนิทพระเจ้า อันนำสู่จิตทรงพลัง จิตรัก และจิตบังคับตน

2ทธ.1:7 เพราะว่าพระเจ้ามิได้ทรงประทานจิตที่ขลาดกลัวให้เรา แต่ได้ทรงประทานจิตที่กอปรด้วยฤทธิ์ความรัก และการบังคับตนเองให้แก่เรา

For the Spirit God gave us does not make us timid, but gives us power, love and self-discipline.

6. สรุป

            คริสเตียนที่เติบโตสมบูรณ์จะปราศจากความกลัว เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ ความกลัวบางอย่างมีประโยชน์ในช่วงที่ยังไม่สมบูรณ์ ในสวรรค์ปราศจากความกลัว

            จิตทรงพลัง จิตรักและจิตบังคับตน ทั้งหมดเป็นผลพระวิญญาณที่สถิตในเรา การใกล้ชิดติดสนิทพระเจ้าจึงสำคัญ รับอากาเป้ ช่วยให้ชนะความกลัวทั้งสิ้น

คำถามหลังคำสอน:

            1) ท่านยังกลัวสิ่งใดหรือเรื่องใดมากที่สุด

            2) แบ่งปันประสบการณ์ วิธีการส่วนตัวที่ช่วยให้ชนะความกลัว

------------------------

24/02/2569

บทเรียน 28 รางวัลกับโทษหลังการทดสอบทดลอง (โยบ.42)

โยบคือตัวอย่างผู้เชื่อในพระคัมภีร์ที่ผ่านการทดสอบทดลอง เพื่อรับศักดิ์ศรียิ่งขึ้น ทรงมอบบททดสอบที่เหมาะสมกับท่านแล้ว

คำถามก่อนเรียน:

            1) การทดสอบทดลองตามความหมายพระคัมภีร์หมายถึงอย่างไร อธิบายพอสังเขป

            2) คิดว่าตัวเองกำลังเผชิญการทดสอบทดลองหรือไม่ อย่างไร

  รางวัลกับโทษหลังการทดสอบทดลอง (โยบ.42)

            ในที่สุดหลังการทดสอบทดลอง พระเจ้าประทานรางวัลกับโทษ โยบกับเพื่อนทั้ง 3 กลับใจใหม่ ดังนี้

1. เข้าใจและยอมรับพระเจ้า

            โยบ.42:1-6 เป็นการพูดตอบโต้ระหว่างโยบกับพระเจ้าในช่วงสุดท้าย หลังพระเจ้าตอบคำถามโยบ อธิบายอย่างละเอียด

โยบ.42:1-5

1 แล้วโยบทูลพระเจ้าว่า

Then Job replied to the LORD:

2 "ข้าพระองค์ทราบแล้วว่า พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้ และพระประสงค์ของพระองค์ จะไม่หดหู่ไปได้เลย

“I know that you can do all things; no purpose of yours can be thwarted.

3 "นี่ใครหนอที่ซ่อนคำปรึกษาด้วยไร้ความรู้ "เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงกล่าวถึงสิ่งที่ข้าพระองค์ไม่เข้าใจ สิ่งที่ประหลาดเกินแก่ข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ไม่ทราบ

You asked, ‘Who is this that obscures my plans without knowledge?’ Surely I spoke of things I did not understand, things too wonderful for me to know.

4 "ฟังซี เราจะพูด เราจะถามเจ้า ขอเจ้าตอบเรา"

You said, ‘Listen now, and I will speak; I will question you, and you shall answer me.’

5 ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์

My ears had heard of you but now my eyes have seen you.

            โยบ.42:3-5 เป็นถ้อยคำของพระเจ้าที่กล่าวทวนคำพูดของโยบที่สงสัย อยากได้คำตอบ และได้คำตอบในที่สุด โดยที่ทรงมาตอบด้วยพระองค์เอง

            โยบกล่าวเป็นข้อสรุปว่า “พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้” พระประสงค์ของพระองค์จะสำเร็จ

            อธิบายขยายความ: พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งได้” กับพระประสงค์ของพระองค์จะสำเร็จ เป็นข้อสรุปในหลายเรื่อง เช่น

            1) ทรงเป็นพระเจ้าเที่ยง องค์ผู้สูงสุด ทรงฤทธิ์อำนาจเหนือนามใดๆ

            2) ทุกสิ่งเกิดขึ้น เป็นไป ดำรงอยู่และสิ้นสุดตามน้ำพระทัย ทรงกำหนดไว้แล้ว

            3) ชีวิตทุกคนอยู่ภายใต้น้ำพระทัย มนุษย์สามารถคิดตัดสินใจ แต่สุดท้ายทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัย ทางเลือกดีที่สุดจึงต้องเลือกให้อยู่ในน้ำพระทัย ผู้เชื่อทุกคนจะได้รับบททดสอบทดลอง

2. กลับใจ

            แบ่งเป็น 2 กรณีคือ โยบกับเพื่อนโยบ

            2.1 ความเข้าใจและยอมรับนำสู่การกลับใจ

            โยบ.42:6 เป็นการกลับใจของโยบ ยอมรับว่าทำบาปและกลับใจ

โยบ.42:6 ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า"

Therefore I despise myself and repent in dust and ashes.”

            การกลับใจสำคัญ เป็นจุดเริ่มของการได้รับรางวัลทั้งหมด 

            คำอธิบายขยายความ:

            เรื่องราวของโยบตอกย้ำความสำคัญเรื่องความเข้าใจและยอมรับพระองค์ โยบที่ไม่เข้าใจนำสู่ความสงสัย จากความสงสัยนำสู่ความไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมั่นพระองค์ ทรงนับว่าความไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมั่นพระองค์เป็นบาป

            ความไม่มั่นใจ ไม่เชื่อมั่นพระองค์เป็นบาป (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)

            พระเจ้าไม่ต้องการให้ผู้เชื่อสงสัยไม่เชื่อมั่นพระองค์ เพราะความไม่เชื่อมั่นทำให้สงสัยว่าทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้หรือไม่ สงสัยว่าพระองค์ช่วยได้จริงหรือไม่ ลังเลดำเนินตามการทรงเรียก ทรงต้องการให้ผู้เชื่อมีศรัทธาเปี่ยมล้น ยึดมั่นดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ชอบธรรม ตามนิมิตการทรงเรียก

มธ.21:21 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เพียงท่านจะมีความเชื่อและมิได้สงสัย ท่านจะกระทำได้เช่นที่เราได้กระทำแก่ต้นมะเดื่อนี้ ยิ่งกว่านั้น ถึงแม้ท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล" ก็จะสำเร็จได้

          แม้ไม่เข้าใจทั้งหมดก็ยึดมั่นว่าทรงนำสู่สิ่งที่ดี ต้องมั่นใจเสมอว่าทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แน่นอน

            อธิบายขยายความ: แท้จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีใครเข้าใจพระทัยพระเจ้าทั้งหมด ไม่มีใครรู้เข้าใจพระคัมภีร์อย่างสมบูรณ์ การสงสัย ไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดจึงเกิดขึ้นได้เสมอ คำตอบจากพระเจ้าคือ ต้องยึดความเชื่อ เชื่อศรัทธาพระองค์ วางใจ ไม่สงสัย

ยก.1:6-8

6 แต่จงให้ผู้นั้นทูลขอด้วยความเชื่อ อย่าสงสัยเลย เพราะว่าผู้ที่สงสัยเป็นเหมือนคลื่นในทะเลซึ่งถูกลมพัดซัดไปมา

7 ผู้นั้นจงอย่าคิดว่าจะได้รับสิ่งใดจากพระเจ้าเลย

8 เขาเป็นคนสองใจไม่มั่นคงในบรรดาทางที่ตนประพฤตินั้น

สภษ.3:5-6

5 จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง

6 จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น

            ชีวิตคริสเตียนย่อมมีช่วงที่เจออุปสรรค มารซาตานขัดขวางไม่ให้ทำตามน้ำพระทัย ต้องมั่นใจ วางใจพระองค์ ยืนหยัดดำเนินชีวิตในความบริสุทธ์ชอบธรรมจึงจะถวายเกียรติพระเจ้า

            ยิ่งไม่มั่นใจยิ่งต้องแสวงหาพระเจ้า ใกล้ชิดพระองค์ อยู่ภายใต้การปกป้องจากชุมชนผู้เชื่อ

            ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ไม่มีใครเข้าใจพระวจนะทั้งหมด ไม่มีใครเข้าใจพระองค์ครบถ้วน ขอให้เปลี่ยนความไม่รู้เป็นความตั้งใจมุ่งมั่นแสวงหาพระเจ้า ศึกษาพระวจะ รับการทรงนำและกำลังจากพระองค์ ยอมรับพระเจ้าในทุกทาง ขอบคุณในทุกกรณี

ยชว.1:8 อย่าให้หนังสือธรรมบัญญัตินี้ห่างเหินไปจากปากของเจ้า แต่เจ้าจงตรึกตรองตามนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อเจ้าจะได้ระวังที่จะกระทำตามข้อความที่เขียนไว้นั้นทุกประการ แล้วเจ้าจะมีความจำเริญ และเจ้าจะสำเร็จผลเป็นอย่างดี

สดด.119:10-12

10 ข้าพระองค์แสวงพระองค์ด้วยสุดใจของข้าพระองค์ ขออย่าให้ข้าพระองค์หลงไปจากพระบัญญัติของพระองค์

11 ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของพระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์

12 ข้าแต่พระเจ้า สาธุการแด่พระองค์ ขอทรงสอนกฎเกณฑ์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์

ฮบ.11:6 แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าก็ไม่ได้เลย เพราะว่าผู้ที่จะมาเฝ้าพระเจ้าได้นั้น ต้องเชื่อว่าพระองค์ทรงดำรงพระชนม์อยู่ และพระองค์ทรงเป็นผู้ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์

And without faith it is impossible to please God, because anyone who comes to him must believe that he exists and that he rewards those who earnestly seek him.

            พระเจ้า “ประทานบำเหน็จให้แก่ทุกคนที่แสวงหาพระองค์”

            เป็นการย้ำเตือนว่าผู้เชื่อทุกคนต้องอธิษฐาน หมั่นศึกษาพระวจนะ เข้าใจพระลักษณะ น้ำพระทัยพระองค์ทั้งองค์รวมและต่อตัวผู้เชื่อแต่ละคน แสวงหาพระองค์ไม่สิ้นสุด รับกำลังและการทรงนำจากพระเจ้า

            2.2 ลงโทษโดยให้กลับใจ

            พระเจ้าให้กลับใจ (ยอมรับว่าทำบาปและทำสิ่งที่ถูกต้อง) เป็นโทษเบื้องต้นของผู้ไม่ผ่านการทดสอบทดลอง

            ในบริบทเอ่ยถึงเพื่อนโยบ แม้การทดสอบกระทำต่อโยบ แต่เพื่อนโยบเกี่ยวข้องด้วย เพื่อน 3 คนแรก (เอลีฟัส บิลดัด และโศฟาร์) ไม่สามารถตอบคำถามโยบเพราะขาดความรู้ความเข้าใจ (เข้าใจผิดบางส่วนหรือไม่ครบถ้วน) ทรงนับว่าพวกเขาทำบาปจึงต้องชำระบาป (โยบ.42:8)

โยบ.42:7-9

7 เมื่อพระเจ้าตรัสพระวจนะเหล่านี้แก่โยบแล้ว พระเจ้าตรัสกับเอลีฟัสชาวเทมานว่า "ความพิโรธของเราพลุ่งขึ้นต่อเจ้า และต่อสหายทั้งสองของเจ้า เพราะเจ้ามิได้พูดถึงเราอย่างที่ถูก ดังโยบผู้รับใช้ของเราได้พูด

8 เพราะฉะนั้นจงเอาวัวผู้เจ็ดตัว และแกะผู้เจ็ดตัว ไปหาโยบผู้รับใช้ของเรา และถวายเครื่องเผาบูชาสำหรับเจ้าทั้งหลาย และโยบผู้รับใช้ของเราจะอธิษฐานเพื่อเจ้า เพราะเราจะรับคำอธิษฐานของเขา เราจะไม่กระทำกับเจ้าตามความโง่ของเจ้า เพราะเจ้าทั้งหลายมิได้พูดถึงเราอย่างที่ถูก ดังโยบผู้รับใช้ของเราได้พูด"

9 ฝ่ายเอลีฟัสชาวเทมานและบิลดัดตระกูลชูอาห์และโศฟาร์ชาวนาอาเมห์ ได้ไปกระทำตามที่พระเจ้าตรัสสั่ง และพระเจ้าทรงรับคำอธิษฐานของโยบ

            ความไม่รู้พระคัมภีร์ เข้าใจไม่ครบถ้วนเป็นบาป แก้ด้วยการชำระบาป เป็นโทษกับการแก้ไขเบื้องต้น

            คำอธิบายขยายความ: เพื่อนที่มาเยี่ยมและตอบคำถามโยบมีทั้งสิ้น 4 คน

            3 คนแรกที่ขาดความเข้าใจครบถ้วนย่อมไม่สามารถใช้ชีวิตบริสุทธิ์ชอบธรรมอย่างโยบ (ทุกคนยึดถือปฏิบัติคำสอนต่างๆ ไม่เกินกว่าที่ตนเข้าใจ) แน่นอนว่าพวกเขาต้องรับผลการกระทำทั้งสิ้น ในบริบทพระเจ้าเน้น 3 คนแรกที่ตอบคำถามไม่ดีพอและต้องรับโทษส่วนนี้ ให้รับโทษเบื้องต้นด้วยการถวายเครื่องบูชาไถ่บาป (โยบ.42:8)

            เอลีฮูเพื่อนโยบคนที่ 4 ตอบถูกต้องสมบูรณ์ เอลีฮูตอบด้วยหลักศาสนศาสตร์ว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ ไม่มีใครสามารถโต้แย้งพระองค์ ผู้ถูกสร้างโต้แย้งพระผู้สร้างได้หรือ

            โยบที่สงสัยและยืนยันว่าตนไม่ผิด ไม่สมควรรับความทุกข์มากมาย การสงสัยพระเจ้าเท่ากับพูดเป็นนัยว่าพระองค์ไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม (ทำผิด) สรุปคือโยบกำลังสงสัยว่าเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้หรือไม่ (โดยที่โยบยังเชื่อศรัทธาพระองค์ดังที่ปฏิบัติเรื่อยมา)

โยบ.35:1-7

1 เอลีฮูพูดต่อไปว่า

2 "ท่านคิดว่า นี่ยุติธรรมหรือ ท่านพูดหรือว่า "ความชอบธรรมของข้าพเจ้ายิ่งกว่าของพระเจ้า"

3 ที่ท่านถามว่า "ข้าพเจ้าจะได้ประโยชน์อะไร ข้าพเจ้าจะดีอะไรขึ้นกว่าข้าพเจ้าทำบาป"

4 ข้าพเจ้าจะตอบท่าน กับมิตรสหายของท่านด้วย

5 จงมองดูท้องฟ้าเถิด ดูเมฆซึ่งอยู่สูงกว่าท่าน

6 ถ้าท่านทำบาป ท่านจะได้อะไรที่กระทบกระเทือนพระองค์ ถ้าการทรยศของท่านทวีขึ้น ท่านทำอะไรแก่พระองค์

7 ถ้าท่านเป็นคนชอบธรรม ท่านถวายอะไรแก่พระองค์หรือพระองค์ทรงรับอะไรจากมือของท่าน

            เอลีฮูอธิบายด้วยศาสนศาสตร์ตอกย้ำความเป็นพระเจ้าผู้ทรงอยู่เหนือสรรพสิ่ง เหนือความบาปความดีของมนุษย์ ไม่ว่าคนจะทำบาปหรือทำดีล้วนไม่มีผลต่อพระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าเป็นนิจไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เป็นเรื่องไร้สาระที่ใครคนหนึ่งจะกล่าวหากล่าวโทษพระองค์ (โยบ.35:2-3) เพราะไม่มีผลใดๆ ต่อพระเจ้าแต่อาจมีผลต่อผู้กล่าวโทษ

            การที่พระเจ้าอยู่เหนือความบาปความดีของมนุษย์เป็นหลักฐานหนึ่งบ่งชี้ว่าทรงเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้ ที่แม้กระทั่งความบาปความดีใดๆ หรือโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ล้วนไม่มีผล ไม่ส่งผลต่อพระองค์ได้เลย ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่อย่างนั้นไม่เปลี่ยนแปลงนิรันดร์

            เพื่อนที่มาหาโยบทั้ง 4 คน มีเพียงเอลีฮูที่ไม่ต้องไม่กลับใจใหม่ เพราะเข้าใจพระวจนะลึกซึ้งถ่องแท้ สามารถอธิบายชี้แจงอย่างถูกต้อง

1ปต.3:15 แต่ในใจของท่าน จงเคารพนับถือพระคริสต์ว่าเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า จงเตรียมตัวไว้ให้พร้อมเสมอ เพื่อท่านจะสามารถตอบทุกคนที่ถามท่านว่า ท่านมีความหวังใจเช่นนี้ด้วยเหตุผลประการใด แต่จงตอบด้วยใจสุภาพและด้วยความนับถือ

2ทธ.2:15 จงอุตส่าห์สำแดงตนว่าได้ทรงพิสูจน์แล้วเป็นคนงานที่ไม่ต้องอาย ใช้พระวจนะแห่งความจริงอย่างถูกต้อง

3. รางวัลของผู้ผ่านการทดสอบทดลอง

โยบ.42:10 และพระเจ้าทรงให้โยบกลับสู่สภาพดี เมื่อท่านอธิษฐานเผื่อสหายของท่าน และพระเจ้าประทานให้โยบมีมากเป็นสองเท่าของที่มีอยู่ก่อน

            3.1 กลับสู่สภาพดี (10ก)

            3.1.1 ฟื้นฟูใจ (11ก)

            ไม่ทุกข์ใจอีกแล้ว จิตใจกลับสู่ปกติ

โยบ.42:11 และพี่น้องชายหญิงของท่าน และบรรดาผู้ที่รู้จักท่านมาก่อนได้มาหาท่าน และรับประทานอาหารกับท่านในบ้านของท่าน และเขาทั้งหลายสำแดงความเห็นอกเห็นใจและเล้าโลมท่าน ด้วยเรื่องเหตุร้ายทั้งสิ้น ซึ่งพระเจ้าทรงนำมาเหนือท่าน และต่างก็ให้เงินแผ่นหนึ่งกับแหวนทองคำวงหนึ่งแก่ท่าน

            เดิมโยบมีชื่อเสียงดีเป็นที่รู้จัก ช่วงถูกทดสอบหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าเขาทำบาป เมื่อคนเข้าใจความจริงจึงมาหาโยบ เห็นอกเห็นใจและเล้าโลมใจท่าน

            3.1.2 ฟื้นฟูทันทีอย่างรวดเร็ว (11ข)

- และต่างก็ให้เงินแผ่นหนึ่งกับแหวนทองคำวงหนึ่งแก่ท่าน

            การฟื้นฟูเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากที่ไม่มีอะไรเหลือ พระเจ้าฟื้นฟูความมั่งคั่งด้วยหลายวิธี รวมทั้งเพื่อนบ้านนำทรัพย์สมบัติมาให้

            3.2 ให้มีมากกว่าเดิม (10ข,12-14)

โยบ.42:12-14

12 และพระเจ้าทรงอำนวยพระพรชีวิตบั้นปลายของโยบมากยิ่งกว่าบั้นต้นของท่าน และท่านมีแกะหนึ่งหมื่นสี่พัน อูฐหกพัน วัวผู้พันคู่ และลาตัวเมียหนึ่งพัน

13 ท่านมีบุตรชายเจ็ดคน และบุตรหญิงสามคนด้วย

14 และท่านเรียกชื่อคนแรกว่า เยมีมาห์ และชื่อคนที่สองเคสิยาห์ และชื่อคนที่สามเคเรนหัปปุค

            เดิมโยบเป็นเศรษฐีมั่งคั่ง ทรงให้กลับคืนและมากกว่าเดิม ทั้งชื่อเสียง (11ก) ทรัพย์สมบัติเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

โยบ.1:1-3

1 มีชายคนหนึ่งในแผ่นดินอูส ชื่อโยบ ชายคนนั้นเป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย

2 ท่านมีบุตรชายเจ็ดคนและบุตรหญิงสามคน

3 ส่วนสัตว์เลี้ยงของท่าน มีแกะเจ็ดพันตัว อูฐสามพันตัว วัวห้าร้อยคู่ และลาตัวเมียห้าร้อยตัว และท่านมีคนใช้มากมาย ดังนั้นชายผู้นี้จึงใหญ่โตที่สุดในบรรดาชาวตะวันออก

            3.3 ให้สิ่งดีที่สุด (15)

โยบ.42:15 และในแผ่นดินนั้นทั้งสิ้นไม่มีหญิงใดงดงามเท่าบรรดาบุตรสาวของโยบ และบิดาของเขาได้ให้มรดกแก่เธอพร้อมกับพวกพี่ชายและน้องชายของเธอ

            พระเจ้าประทานบุตรสาวผู้งดงามที่สุด เป็นตัวอย่างรูปธรรมชี้ว่าทรงให้สิ่งดีที่สุด

            3.4 ชีวิตยืนยาว (16-17)

โยบ.42:16-17

16 ต่อจากนี้ไป โยบมีชีวิตอยู่อีกหนึ่งร้อยสี่สิบปี และได้เห็นบุตรชายของท่าน หลานเหลนของท่านสี่ชั่วอายุ

After this, Job lived a hundred and forty years; he saw his children and their children to the fourth generation.

17 และโยบก็สิ้นชีวิตเป็นคนแก่หง่อมทีเดียว

            เรื่องอายุของโยบ น่าจะตีความจำนวน 140 ปีให้เริ่มนับหลังผ่านการทดสอบทดลอง จึงเห็นหลานเหลนของท่านซึ่งเป็นลูกหลานชุดใหม่ ถึงสี่ชั่วอายุ (เป็นไปได้ว่าโยบมีอายุรวม 210 ปี โดยอิงหลักอวยพรเป็น 2 เท่า)

            อายุยืนยาวเป็นการอวยพรขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างคนที่ได้รับการอวยพร ไม่ขัดสนใดๆ เห็นลูกหลานมากมาย

ฉธบ.30:20 ด้วยมีความรักต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน เชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์ และติดพันอยู่กับพระองค์ กระทำเช่นนั้นจะได้ชีวิตและความยืนนาน เพื่อท่านจะได้อยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าปฏิญาณแก่บรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัมแก่อิสอัค และแก่ยาโคบว่า จะประทานแก่ท่านเหล่านั้น"

and that you may love the LORD your God, listen to his voice, and hold fast to him. For the LORD is your life, and he will give you many years in the land he swore to give to your fathers, Abraham, Isaac and Jacob.

สดด.91:16 เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว และสำแดงความรอดของเราแก่เขา

With long life I will satisfy him and show him my salvation.”

4. สรุป การทดสอบทดลอง

            เรื่องราวของพระธรรมโยบมาจากการที่มารซาตานคิดว่า โยบรักยำเกรงพระเจ้าเพราะได้รับการอวยพร เห็นแก่พระพร หากปราศจากพระพรจะไม่ยำเกรงพระองค์อีก (และจะต่อว่าพระองค์) พระเจ้าจึงอนุญาตให้มารทดลองโยบ เพื่อตรวจสอบว่าโยบรักยำเกรงจริงหรือไม่

            ในที่สุดโยบผ่านการทดสอบ พระเจ้าฟื้นฟูโยบให้มีมากกว่าเดิม ให้สิ่งดีที่สุด ส่วนคนที่ไม่ผ่านการทดสอบทดลองต้องสารภาพบาปกลับใจใหม่ ในวันข้างหน้าคนที่ไม่ผ่านอาจต้องพบข้อสอบเก่าอีก รับผลดีผลเสียจากการกระทำ

สดด.11:4 พระเจ้าทรงสถิตในพระวิหารอันบริสุทธิ์ของพระองค์พระที่นั่งของพระเจ้าอยู่บนฟ้าสวรรค์ พระเนตรของพระองค์มองและทดสอบลูกหลานของมนุษย์

1ปต.1:6-7

6 ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ

7 เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญเกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ

            4.1 ทุกคนต้องเจอการทดสอบทดลอง

            มนุษย์ทุกคนต้องเจอการทดสอบทดลอง มารล่อล่วงให้ทำบาป จมอยู่ในบาป ใช้ชีวิตบาป เพื่อให้มั่นใจว่าผู้นั้นจะรักบาปและต้องรับโทษในวันพิพากษา

วว.12:9 พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่ามารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลกก็ถูกผลักทิ้งลงไป พญานาคและบริวารของมันถูกผลักทิ้งลงไปในแผ่นดินโลก

            4.2 พยายามล่อลวงคริสเตียนผู้เชื่อ

            มารซาตานพยายามล่อลวงให้คริสเตียนผู้เชื่อทิ้งพระเจ้า เลิกนมัสการพระองค์ พยายามบั่นทอนกำลังความเชื่อ ขัดขวางแผนการพระเจ้า

ลก.21:8 พระองค์จึงตรัสว่า "ระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดล่อลวงท่านให้หลง ด้วยว่าจะมีหลายคนมา ต่างอ้างนามของเราและว่า "เราเป็นผู้นั้น" และว่า "เวลานั้นใกล้เข้ามาแล้ว" อย่าตามเขาไปเลย

คส.2:8 จงระวังให้ดี อย่าให้ผู้ใดทำให้ท่านตกเป็นเหยื่อด้วยหลักปรัชญา และด้วยคำล่อลวงอันเหลวไหลตามตำนานของมนุษย์ ตามภูตผีปิศาจของจักรวาล ไม่ใช่ตามพระคริสต์

            4.3 คริสเตียนคือชีวิตที่ต้องพบการทดสอบทดลอง

            พระเจ้าตั้งใจ “ทดลองความเชื่อของท่าน”

ยก.1:3-4

3 เพราะท่านทั้งหลายรู้ว่า การทดลองความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความหนักแน่นมั่นคง

4 และจงให้ความมั่นคงนั้นบรรลุผลอันสมบูรณ์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนที่ดีพร้อม มีคุณสมบัติครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย

            1) เพื่อทดสอบว่ารักศรัทธาจริงหรือไม่

            หลายคนปากพูดว่ารักศรัทธาพระเจ้า จะติดตามพระองค์ตลอดไป จึงทรงให้เกิดเหตุการณ์เพื่อทดสอบว่าเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่

            แท้จริงแล้วคริสเตียนทุกคนต้องเจอการทดสอบทดลองเรื่องนี้หลายครั้ง เพื่อความเชื่อศรัทธาจะเติบโตจนสมบูรณ์ เป็นผู้เชื่อศรัทธาแท้ เชื่อด้วยเต็มใจ ไม่ใช่แค่ลมปากเท่านั้น

            2) เพื่อเติบโตฝ่ายวิญญาณ

            ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ทุกคนกำลังเติบโตสู่ความไพบูลย์ของพระคริสต์ พระเจ้าทดสอบทดลองเพื่อให้ผู้เชื่อตระหนักว่าเขาเติบโตฝ่ายวิญญาณมากขึ้นหรือไม่ หวังให้สอบผ่านเพื่อชี้ว่าเติบโตอีกขั้น สู่ชีวิตครบบริบูรณ์

            เช่น ทดสอบเรื่องการให้อภัยคนอื่น เรื่องการเสียสละ รักพระเจ้ามากกว่าสิ่งอื่นใด

            การทดสอบทดลองเหมือนนักเรียนนักศึกษาที่ต้องทำข้อสอบเพื่อเลื่อนชั้น ข้อสอบมีความยากง่ายตามระดับ ทุกคนจะได้รับข้อสอบที่เหมาะกับตัวเอง ทรงรู้ว่าใครควรได้รับข้อสอบใด

            3) รับบำเหน็จรางวัล

            พระเจ้าให้ทั้งรางวัลกับโทษ คนที่สอบผ่านจะรับบำเหน็จรางวัล นอกจากโยบที่พระเจ้าอวยพร 2 เท่า มีตัวอย่างอื่นมากมาย

            ตัวอย่าง อับราฮัมถวายอิสอัค

ปฐก.22:16-18

16 "พระเจ้าตรัสว่า เราปฏิญาณในนามของเราว่า เพราะเจ้ากระทำอย่างนี้และมิได้หวงบุตรชายของเจ้า คือบุตรชายคนเดียวของเจ้า

17 เราจะอวยพรเจ้าแน่ เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์

18 ประชาชาติทั้งหลายทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า เหตุว่าเจ้าฟังเสียงของเรา"

            4) เพื่อรับศักดิ์ศรีพระสิริยิ่งขึ้น

            โยบไม่ใช่คนแรกและไม่ใช่คนสุดท้ายที่พระเจ้าจะทดสอบ ทรงหวังผู้เชื่อศรัทธาทุกคนผ่านการทดสอบทดลอง รวมทั้งตัวท่าน เพื่อรับศักดิ์ศรีพระสิริยิ่งขึ้น เหมือนพระเจ้ามากขึ้น

รม.8:28-30

28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์

29 เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย แห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก

30 และบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงตั้งไว้นั้น พระองค์ได้ทรงเรียกมาด้วย และผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกมานั้น พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม และผู้ที่พระองค์ทรงโปรดให้เป็นผู้ชอบธรรม พระองค์ก็ทรงโปรดให้มีศักดิ์ศรีด้วย

And those he predestined, he also called; those he called, he also justified; those he justified, he also glorified.

            รากศัพท์คำว่า “ศักดิ์ศรีหรือ “glorified” ในรม.8:30 คือ δοξάζω (อ่านว่า dok-SAD-zo) หมายถึง มีพระสิริ, สง่างาม (Glorious) มีเกียรติ, เป็นที่ยกย่อง (Honour) ยกย่องเทิดทูน (Magnify)

            คำที่ใช้บ่อยและแทนกันได้คือคำว่า พระสิริ

            คือการที่พระเจ้าทำให้ผู้เชื่อคนนั้นมีพระสิริ มีเกียรติ และเป็นที่ยกย่องเทิดทูน จากการสำแดงพระลักษณะพระองค์ หรือเหมือนพระคริสต์มากขึ้น

            อธิบายขยายความ: พระสิริหรือเกียรติในพระเจ้าไม่ตรงกับเกียรติฝ่ายโลก คริสเตียนที่สำแดงพระสิริ ได้รับการยกย่อง คือคนที่สำแดงพระลักษณะพระเจ้า รม.8:28-30 ชี้ว่าพระสิริอยู่คู่กับคนของพระเจ้า คนที่รักพระองค์ คนที่ทำตามนิมิตการทรงเรียก ทรงตั้งคนเช่นนี้ให้สำแดงพระลักษณะพระคริสต์ (ตามลักษณะพระฉาย แห่งพระบุตรของพระองค์) ผู้นั้นเป็นผู้ชอบธรรม (ได้รับความรอด สำแดงวิถีพระคริสต์) และสำแดงพระสิริ (ตัวแทนพระคริสต์ขณะอยู่ในโลก)

            โยบคือตัวอย่างผู้เชื่อในพระคัมภีร์ที่ผ่านการทดสอบทดลอง เพื่อรับศักดิ์ศรียิ่งขึ้น (รม.8:30) ทรงมอบบททดสอบที่เหมาะสมกับท่านแล้ว

            เดิมโยบเป็นคนดีรอบคอบอยู่แล้ว (โยบ.1:1) การทดสอบทดลองทำให้ท่านสำแดงพระสิริและมีพระสิริ (ศักดิ์ศรี) ยิ่งขึ้น

โยบ.1:1 มีชายคนหนึ่งในแผ่นดินอูส ชื่อโยบ ชายคนนั้นเป็นคนดีรอบคอบและเที่ยงธรรม เป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้าและหันเสียจากความชั่วร้าย

            การทดสอบทดลองทำให้ท่านสำแดงพระสิริและมีพระสิริ (ศักดิ์ศรี) ยิ่งขึ้น (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)


คำถามหลังคำสอน:

            1) ควรดำเนินชีวิตอย่างไร จึงจะช่วยให้ผ่านการทดสอบทดลอง

            2) คริสเตียนควรมีท่าทีอย่างไรเมื่อเจอการทดสอบทดลอง

------------------------