วิธีง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ (2): อารมณ์ ความสัมพันธ์กับการนมัสการ
การนมัสการเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชื่อคนนั้นกับพระเจ้าของเขา ชีวิตในพระคริสต์มีหลายรสชาติ หลายอารมณ์ความคิด มีประสบการณ์ร่วมกับพระองค์
ความสัมพันธ์กับการนมัสการ:
‘การนมัสการเป็นเรื่องความสัมพันธ์กับพระเจ้า’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
เนื้อหาเพลงไม่ว่าจะเป็นเพลงเร็วเพลงช้า บทเพลงส่วนใหญ่บ่งบอกพระลักษณะพระเจ้า (พระเจ้ายิ่งใหญ่ ทรงเป็นความรัก เต็มด้วยพระสิริ) กับสิ่งที่ทรงกระทำ (พระเจ้าทรงไถ่ พระเจ้าช่วยเหลือ พระองค์ให้อภัย)
คนไม่รู้จักพระเจ้าจะร้องสรรเสริญนมัสการได้อย่างไร อย่างมากได้แค่ร้องเพลงคริสเตียน ร้องด้วยความคิด แต่ขาดจิตใจที่เข้าถึง ขาดจิตวิญญาณที่ร่วมกับพระองค์
ขอนำเรื่องความรักเป็นตัวอย่าง เป็นความสัมพันธ์ที่สำคัญ
ลองนึกถึงชายผู้หนึ่งถ้าเขาไม่รักหญิงคนนั้นจริงๆ เขาจะแสดงความรักแท้ได้หรือ เสแสร้งแกล้งทำได้นานเพียงใด เพราะคำที่พูดสิ่งที่แสดงออกนั้นเป็นแค่ ‘ของปลอม’
ชายอีกผู้หนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงที่เธอรักและรู้ว่าเธอก็รักเขาด้วย ท่านคิดว่าชายผู้นี้จะสามารถแสดงความรักได้ง่ายหรือยาก เป็นของจริงหรือของปลอม ...
พระเยซูรักผู้เชื่อ ผู้เชื่อรักพระเยซู คริสเตียน ‘ร้องเพลงรัก’ ต่อพระเจ้าที่เขา ‘รู้จัก’ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
สดด.18:1 ข้าแต่พระเจ้า พระกำลังของข้าพระองค์ ข้าพระองค์รักพระองค์
สดด.57:9-10
9 ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์จะถวายโมทนาพระคุณพระองค์ท่ามกลางประชาชาติ ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางชนชาติทั้งหลาย
10 เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ใหญ่ยิ่งถึงฟ้าสวรรค์ ความสัตย์สุจริตของพระองค์สูงถึงเมฆ
สดด.89:1-2
1 ข้าพระองค์จะร้องเพลงถึงความรักมั่นคงของพระเจ้าเป็นนิตย์ ด้วยปากของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะประกาศความสัตย์สุจริตของพระองค์ตลอดทุกชั่วชาตพันธุ์
2 ด้วยข้าพเจ้าได้กล่าวแล้วว่าความรักมั่นคงของพระองค์จะตั้งอยู่เป็นนิตย์ พระองค์จะสถาปนาความสัตย์สุจริตของพระองค์ในฟ้าสวรรค์ทีเดียว
‘คริสเตียนร้องเพลงรักต่อพระเจ้าของเขา’
การนมัสการจึงเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า (ของเขา)
อธิบายขยายความ: เปาโลทุ่มเทรับใช้พระเจ้า ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาวมากมาย คนที่รับใช้ เอาจริงเอาจังอย่างเปาโลเท่านั้นจะเข้าใจเข้าถึงความคิดความรู้สึกของท่านได้ดีที่สุด เพราะมีประสบการณ์ร่วม ใส่รองเท้าคู่เดียวกัน
กจ.22:3-8 เปาโลเป็นพยานเหตุที่ท่านกลับใจเชื่อศรัทธาพระเยซู
กจ.22:3-8
3 "ข้าพเจ้าเป็นยิว เกิดในเมืองทาร์ซัสแคว้นซีลีเซีย แต่ได้เติบโตขึ้นในเมืองนี้ และได้เล่าเรียนกับท่านอาจารย์กามาลิเอล ตามธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษของเราโดยถี่ถ้วนทุกประการ จึงมีใจร้อนรนในการปรนนิบัติพระเจ้า เหมือนอย่างท่านทั้งหลายทุกวันนี้
4 ข้าพเจ้า ได้ข่มเหงคนทั้งหลายที่ถือในทางนี้จนถึงตาย และได้ผูกมัดเขาจำไว้ในคุกทั้งชายและหญิง
5 ตามที่มหาปุโรหิตกับสภาอาจเป็นพยานให้ข้าพเจ้าได้ เพราะข้าพเจ้าได้ถือหนังสือจากท่านผู้นั้นไปยังพวกพี่น้อง และข้าพเจ้าได้เดินทางไปเมืองดามัสกัส เพื่อจับมัดคนทั้งหลายพามายังกรุงเยรูซาเล็มให้ทำโทษเสีย
6 "ครั้นเมื่อข้าพเจ้ากำลังเดินทางไปใกล้จะถึงเมืองดามัสกัส ประมาณเวลาเที่ยง ในทันใดนั้นมีแสงสว่างกล้ามาจากฟ้าล้อมข้าพเจ้าไว้
7 ข้าพเจ้าจึงล้มลงที่ดินและได้ยินพระสุรเสียงตรัสกับข้าพเจ้าว่า "เซาโล เซาโล เจ้าข่มเหงเราทำไม"
8 ข้าพเจ้าจึงทูลตอบว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์ทรงเป็นผู้ใด" พระองค์จึงตรัสกับข้าพเจ้าว่า "เราคือเยซูชาวนาซาเร็ธซึ่งเจ้าข่มเหงนั้น"
เดิมเซาโล (ชื่อเดิมของเปาโล) เป็นยิวที่ยึดมั่นธรรมบัญญัติ ต่อต้านคริสเตียน แต่วันหนึ่งเมื่อสัมผัสพระเจ้า (กจ.22:6-8) มีประสบการณ์กับพระเยซูอย่างชัดเจน จึงกลับใจใหม่กลายเป็นอัครทูตในที่สุด
2คร.11:22-27 อ.เปาโลเล่าชีวิตบางส่วนของท่านอันมาจากการทุ่มรับใช้
2คร.11:22-27
22 เขาเป็นชาติฮีบรูหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน เขาเป็นชนชาติอิสราเอลหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน เขาเป็นเผ่าพันธุ์ของอับราฮัมหรือ ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนกัน
23 เขาเป็นคนรับใช้ของพระคริสต์หรือ ข้าพเจ้าเป็นดีกว่าเขาเสียอีก (ข้าพเจ้าพูดอย่างคนบ้า) ข้าพเจ้าทำงานใหญ่ยิ่งกว่าเขาอีก ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าเขา ข้าพเจ้าถูกโบยตีเกินขนาด ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ
24 พวกยูเดียเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้งๆ ละสามสิบเก้าที
25 เขาตีข้าพเจ้าด้วยตะบองสามครั้ง เขาเอาก้อนหินขว้างข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเผชิญภัยเรือแตกสามครั้ง ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง
26 ข้าพเจ้าต้องเดินทางบ่อยๆ เผชิญภัยอันน่ากลัวในแม่น้ำ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง เผชิญภัยจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ
27 ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ ต้องหิวและกระหาย ต้องอดข้าวบ่อยๆ ต้องทนหนาวและเปลือยกาย
พระคัมภีร์สอนว่าเปาโลมีความสัมพันธ์กับพระเจ้ามากมายผ่านการรับใช้ การดำเนินชีวิตในความบริสุทธิ์ชอบธรรม
‘คริสเตียนนมัสการได้ลึกเท่าความสัมพันธ์ที่เขามีกับพระเจ้า’
พระคัมภีร์มีตัวอย่างเช่นนี้อีกมากมาย โมเสส เดโบราห์ กิเดโอน อิสยาห์ เยเรมีย์ เปโตร ฯลฯ
ดังนั้น หากอยากนมัสการได้ดีต้องสัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า หรือพูดอีกแบบคือ ‘การนมัสการจะสะท้อนความสัมพันธ์ของคริสเตียนกับพระเจ้า’
หลักการนี้สามารถใช้กับการนมัสการกลุ่มใหญ่ สะท้อนภาพรวมคริสตจักร
อนึ่ง ในการสรรเสริญนมัสการยังประกอบด้วยความสัมพันธ์กับพระเจ้าในรูปแบบอื่นๆ นอกเหนือความรักผูกพัน เช่น พูดถึงพระเจ้าในฐานะพระเจ้าเที่ยงแท้ จอมราชาจอมเจ้านาย พระผู้ช่วยให้รอด ทรงบริสุทธิ์
คำสอนการนมัสการเรื่องการร้องออกเสียง:
1. การออกเสียงเปล่งเสียงเป็นรูปแบบพื้นฐาน
การสรรเสริญนมัสการมาจากพระเจ้า พระองค์ตั้งไว้ให้ผู้เชื่อสรรเสริญนมัสการ การออกเสียง เปล่งเสียงเป็นรูปแบบพื้นฐาน จะสร้างเสียงด้วยปากหรือเครื่องดนตรีก็ได้
สดด.7:17 ข้าพเจ้าจะถวายโมทนาขอบพระคุณพระเจ้าเนื่องด้วยความชอบธรรมของพระองค์ และข้าพเจ้าจะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระเจ้าผู้สูงสุด
สดด.135:3 จงสรรเสริญพระเจ้าเพราะพระเจ้าประเสริฐ จงร้องเพลงถวายพระนามของพระองค์ เพราะพระองค์ทรงพระเมตตา
การร่ายรำหรือเต้นรำแม้ไม่ออกเสียงแต่เป็นส่วนหนึ่งของการสรรเสริญนมัสการที่พระเจ้าตั้งไว้ สื่อด้วยกริยาท่าทาง เครื่องแต่งกาย (สดด.150:4)
อนึ่ง การสงบนิ่งเป็นรูปแบบการนมัสการอย่างหนึ่งเช่นกัน ใช้ในบางภาวะ แต่โดยทั่วไปต้องร้องออกเสียง
การสงบนิ่ง หมายถึงความยำเกรง การจำนนนบนอบต่อพระเจ้า ยอมรับว่าพระองค์คือพระเจ้า อาจอยู่ในท่าพร้อมรับฟังพระสุรเสียงหรือพร้อมสำหรับการสรรเสริญขั้นต่อไป
อธิบายขยายความ: ‘การร้องออกเสียงเป็นเรื่องสำคัญ’ สามารถอธิบายด้วยศาสนศาสตร์อันซับซ้อน สำคัญที่ต้องเปล่งเสียงออกมา เพียงแค่นี้พระองค์จะสำแดงการทรงสถิต
ตัวอย่าง เปาโลกับสิลาสถูกจับขังคุกเพราะข่าวประเสริฐ ขณะอยู่ในคุกท่านทั้งสอง “ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า” พวกเขาไม่ใช่นักร้อง ไม่มีเครื่องดนตรี แต่ “เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน” โซ่ตรวนหลุด ประตูคุกเปิดออกเมื่อท่านร้องสรรเสริญนมัสการ
กจ.16:24-26
24 นายคุกเมื่อรับคำสั่งอย่างนั้นแล้ว จึงพาเปาโลกับสิลาสไปจำไว้ในห้องชั้นใน เอาเท้าใส่ขื่อไว้แน่นหนา
25 ประมาณเที่ยงคืน เปาโลกับสิลาสก็อธิษฐานและร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า นักโทษทั้งหลายในคุกก็ฟังอยู่
26 ในทันใดนั้น เกิดแผ่นดินไหวใหญ่จนรากคุกสะเทือนสะท้าน และประตูคุกเปิดหมดทุกบาน เครื่องจำจองก็หลุดจากเขาสิ้นทุกคน
การนมัสการนำมาซึ่งการทรงสถิต พระเจ้าทำการของพระองค์
2. ผู้รับใช้ด้านการสรรเสริญนมัสการเป็นบุคคลเฉพาะ
ในสมัยพระคัมภีร์เดิมผู้ปรนนิบัติถวายการสรรเสริญนมัสการในพระนิเวศคือคนเลวี เมื่ออายุถึง 20 ปีจะเริ่มทำหน้าที่เป็นเลวี (ปุโรหิตมีส่วนร่วมด้วยแต่หลักคือคนเลวี)
ตั้งแต่สมัยโมเสส ชายอิสราเอลอายุ 20 ปีขึ้นไปจะขึ้นทะเบียนเป็นทหาร (เริ่มทำหน้าที่)
กวด.1:19-20
19 ตามที่พระเจ้าตรัสสั่งโมเสสไว้ ท่านจึงนับคนที่ถิ่นทุรกันดารซีนายดังนี้
20 คนเผ่ารูเบนบุตรหัวปีของอิสราเอล ชาตพันธุ์ของเขาตามตระกูลตามครอบครัว ตามจำนวนรายชื่อผู้ชายเรียงตัวทุกคน ที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไปที่ออกรบได้ทั้งหมด
การขึ้นทะเบียนพวกเลวีก็เช่นกัน จะนับชายผู้มีอายุ 20 ปีขึ้น
1พศด.23:24 คนเหล่านี้เป็นคนเลวีตามตระกูลของเขา เป็นหัวหน้าของตระกูลของเขา ตามที่เขาได้ขึ้นทะเบียนไว้ ตามจำนวนชื่อรายบุคคล อายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไป ผู้ซึ่งจะทำงานปรนนิบัติในพระนิเวศของพระเจ้า
ตลอดชีวิตของผู้มีหน้าที่นี้จึงฝึกฝนและรับใช้ตามบทบาทหน้าที่ ฝีมือความสามารถด้านดนตรี การร่ายรำ (เต้นรำ) ทักษะการร้อง ฯลฯ จึงแสดงออกอย่างดีเลิศเหนือกว่าผู้เชื่อทั่วไป
3. เครื่องดนตรีที่ปรากฏในพระคัมภีร์
เครื่องดนตรีที่ปรากฏในพระคัมภีร์ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ เครื่องสาย เครื่องเป่า และเครื่องตีให้จังหวะ
1. เครื่องสาย (Stringed Instruments) เช่น พิณเขาคู่ พิณใหญ่
2. เครื่องเป่า (Wind Instruments) เช่น แตร ปี่ / ขลุ่ย
3. เครื่องตีและให้จังหวะ (Percussion Instruments) เช่น รำมะนา ฉิ่งและฉาบ
1พศด.15:16-22
16 ดาวิดได้ทรงบัญชาแก่บรรดาหัวหน้าของคนเลวีให้แต่งตั้งพี่น้องของเขา ให้เป็นนักร้องเล่นเครื่องดนตรี มีพิณใหญ่ พิณเขาคู่ และฉาบเพื่อทำเสียงดังด้วยความชื่นบาน
17 คนเลวีจึงแต่งตั้งเฮมานบุตรโยเอล และพี่น้องของเขา คืออาสาฟ บุตรเบเรคิยาห์ และจากเชื้อสายเมรารีพี่น้องของเขา คือเอธานบุตรคูชายาห์
18 และพร้อมกับเขาได้แต่งตั้งพี่น้องของเขาในอันดับสองคือ เศคาริยาห์ ยาอาซีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล อุนนี เอลีอับ เบไนยาห์ มาอาเสอาห์ มัททีธิยาห์ เอลีเฟเลหุ และมิกเนยาห์ และโอเบดเอโดม กับเยอีเอล เป็นคนเฝ้าประตู
19 นักร้องคือเฮมาน อาสาฟ เอธานเป็นคนตีฉาบทองสัมฤทธิ์
20 เศคาริยาห์ อาซีเอล เชมิราโมท เยฮีเอล อุนนี เอลีอับ มาอาเสยาห์ และเบไนยาห์ เล่นพิณใหญ่ ตามสำเนียงอาลาโมท
21 แต่มัททีธิยาห์ เอลีเฟเลหุ มิกเนยาห์ โอเบดเอโดม เยอีเอล และอาซาซิยาห์เป็นผู้นำด้วยพิณเขาคู่ตามสำเนียงเชมินิท
22 เคนานิยาห์หัวหน้าของคนเลวีในเรื่องเพลงเป็นผู้อำนวยการเพลง เพราะเขาเข้าใจดี
สดด.150:3-6
3 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่และพิณใหญ่
4 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนาและการเต้นรำ จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและปี่
5 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ
6 จงให้ทุกสิ่งที่หายใจ สรรเสริญพระเจ้า จงสรรเสริญพระเจ้าเถิด
4. ใช้นักร้องหรือนักร้องประสานเสียง
นหม.12:31 แล้วข้าพเจ้าได้นำเจ้านายแห่งยูดาห์ขึ้นบนกำแพง และแต่งตั้งให้คณะใหญ่สองคณะเป็นผู้กล่าวโมทนาและเดินเป็นกระบวนแห่ คณะหนึ่งไปทางขวาขึ้นไปบนกำแพงจนถึงประตูกองขยะ
I had the leaders of Judah go up on top of the wall. I also assigned two large choirs to give thanks. One was to proceed on top of the wall to the right, toward the Dung Gate. (NIV)
So I brought the leaders of Judah up on the wall, and appointed two large thanksgiving choirs. One went to the right hand on the wall toward the Refuse Gate. (NKJV)
คณะใหญ่สองคณะเป็นผู้กล่าวโมทนา หรือ two large choirs to give thanks หรือ two large thanksgiving choirs เป็นทีมนักร้องหรือ ‘นักร้องประสานเสียง’
อาจอธิบายว่าเนื่องจากเป็นงานเฉลิมฉลองขอบคุณพระเจ้าครั้งใหญ่ จึงรวบรวมทีมนมัสการชุดใหญ่ ในอีกมุมอาจอธิบายว่าเนื่องจากคนร่วมงานมาก จำต้องใช้นักร้องจำนวนมากเพื่อให้เสียงดัง คนเข้าร่วมงานที่อยู่ขอบนอกก็ได้ยินเสียง (สมัยนั้นไม่มีเครื่องขยายเสียง)
5. ทีมนมัสการในวันแห่งการเฉลิมฉลอง
ในงานวันแห่งการเฉลิมฉลองจะใช้ทีมนมัสการชุดใหญ่ รวบรวมผู้ปรนนิบัติรับใช้ด้านนี้ (เป็นตำแหน่งเฉพาะไม่ใช่ใครก็ทำได้) จากทั่วทุกเมือง เป็นผู้เชี่ยวชาญผู้ปรนนิบัติด้านนี้เป็นประจำ
ตัวอย่าง นหม.12:27-47
นหม.12:27 คราวเมื่อทำพิธีมอบถวายกำแพงเยรูซาเล็ม เขาได้แสวงหาคนเลวีตามที่ของเขาทั่วทุกแห่ง เพื่อจะนำเขามาที่เยรูซาเล็ม เพื่อฉลองมอบถวายด้วยความยินดี ด้วยการโมทนา และด้วยการร้องเพลง ด้วยฉาบ พิณใหญ่ และพิณเขาคู่
------------------
วิธีง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ (2): อารมณ์
พระเจ้าไม่ได้สร้างมนุษย์ให้เป็นหุ่นยนต์ แต่มีความรู้สึกนึกคิดอันซับซ้อน ประสบการณ์ของคริสเตียนกับพระเจ้าของแต่ละคนแตกต่างกัน ประสบการณ์ของตัวเองกับพระเจ้าในแต่ละช่วงเวลาอาจไม่เหมือนกัน เหล่านี้เป็นเหตุให้มนุษย์มีอารมณ์หลากหลาย
การนมัสการเป็นเรื่องของความสัมพันธ์กับพระเจ้า เป็นการแสดงออกถึงความสัมพันธ์ที่คริสเตียนมีต่อพระองค์ ณ เวลานั้นที่นมัสการ (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น)
พระธรรมสดุดีจะแสดงอารมณ์ผ่านบริบทหลากหลาย เช่น ขอการช่วยกู้ ประกาศความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระสิริ สรรเสริญพระองค์ที่ช่วยเหลือ ร้องแสวงหาพระเจ้า ขอทรงพิพากษา
แต่บางครั้งบางคนอาจเผลอคิดว่าเป็นเพียงการร้องเพลง หรือนมัสการบ่อยๆ แล้วเกิดความชินชา จึงร้องเหมือนหุ่นยนต์ เป็นนกแก้วนกขุนทองร้องๆ ไป
‘การนมัสการที่ดีต้องสะท้อนความสัมพันธ์กับพระเจ้า’ ในแต่ละบริบท นั่นคือต้องมีประสบการณ์ในพระเจ้า มีอารมณ์ มีความคิดจิตใจในระหว่างการร้องนั้น พระธรรมสดุดี (ที่เป็นบทเพลง) เต็มด้วยประสบการณ์ อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด อ่านตัวอย่าง สดด.บทที่ 6-10
สดด.9:1-4
1 ข้าพระองค์จะขอบพระคุณพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะบอกถึงการอัศจรรย์ทั้งสิ้นของพระองค์
2 ข้าพระองค์จะยินดีและปลาบปลื้มใจในพระองค์ ข้าแต่องค์ผู้สูงสุด ข้าพระองค์จะร้องเพลงสรรเสริญพระนามของพระองค์
3 เมื่อพวกศัตรูของข้าพระองค์หันกลับ เขาทั้งหลายก็สะดุดและพินาศไปต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์
4 เพราะพระองค์ทรงให้ความยุติธรรมและความเที่ยงตรงแก่ข้าพระองค์ พระองค์ประทับบนพระที่นั่งและประทานการพิพากษาอันชอบธรรม
วิธีการง่ายๆ เพื่อสัมผัสพระเจ้าง่ายๆ ทำได้ดังนี้
1. ร้องให้พระเจ้าฟัง
ท่านกำลังร้องสรรเสริญนมัสการพระเจ้า ไม่ได้นมัสการคนข้างๆ ข้อนี้สำคัญที่สุด เป็นท่าทีที่ต้องมีในขณะร้อง
2. ร้องออกเสียง
บางคนคิดว่าตัวเองร้องเพลงไม่ไพเราะ จึงร้องเสียงเบาๆ แต่การร้องสรรเสริญนมัสการต้องออกเสียง (ขีดเส้นใต้ 2 เส้น) ร้องอย่างสุดจิตสุดใจ อย่างน้อยต้องเป็นระดับเสียงปกติที่ตัวใช้ ยกเว้นบางกรณี เช่น โห่ร้อง
พระเจ้าไม่ได้ฟังว่าใครเป็นนักร้องเสียงทอง แต่แสวงหาผู้ที่นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง
3. มีอารมณ์ร่วมกับเพลง คิดตามเนื้อหาเพลง
เพลงสรรเสริญนมัสการมีอารมณ์อยู่ในเพลง เช่น เพลงชื่นชมก็ร้องอย่างชื่นชม (ไม่ใช่รู้สึกเฉยๆ เซ็งๆ) เมื่อร้องพระเจ้ายิ่งใหญ่ให้นึกถึงความยิ่งใหญ่ ร้องประกาศความยิ่งใหญ่ บางเพลงฮึกเหิม บางเพลงงามสง่า หรือเป็นเพลงรักอันอ่อนหวาน ฯลฯ
เพลงมีเนื้อหาให้คิดตามเนื้อหาตามบทเพลง
การร้องโดยมีอารมณ์ร่วม-คิดร่วมจะช่วยทำให้เพลงที่ร้องไพเราะขึ้น เป็นหลักการร้องเพลงอย่างหนึ่ง
4. อื่นๆ เช่น สภาพร่างกายพร้อม
ความเหนื่อยล้าง่วงนอนเป็นอุปสรรค ถ้าจำเนื้อร้องไม่ได้หรือเป็นเพลงใหม่ ควรรีบฝึกร้องโดยเร็ว
5. มีอารมณ์ร่วมกับผู้นำนมัสการและที่ประชุม
สำหรับผู้ที่ทำข้อ 1-4 ได้ดีอยู่แล้ว ยังมีอีกข้อคือการมีอารมณ์ร่วมกับผู้นำนมัสการและที่ประชุม
ปกติผู้นำนมัสการวางแผนไว้แล้วว่าจะร้องเพลงอะไร นำคนเข้าถึงพระเจ้าอย่างไร เมื่อไหร่จะเข้าเพลงจากใจ ถ้าเราสังเกตและเรียนรู้จะสามารถมีอารมณ์ร่วมกับผู้นำนมัสการ รู้ว่าการนมัสการดำเนินไปถึงจุดไหนแล้ว
เช่น กำลังโห่ร้อง กำลังปรบมือพร้อมกัน ใกล้เข้าสู่การร้องเพลงจากใจ
ในการนมัสการเป็นกลุ่ม จะมีบรรยากาศของภาพรวม ควรเรียนรู้ที่จะฟังและเข้าถึงอารมณ์ จิตวิญญาณโดยรวมของที่ประชุม เพื่อที่ตัวเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะไปพร้อมกับที่ประชุม สนับสนุนการร้องในแต่ละช่วงอย่างเหมาะสม
หรืออาจเป็นจังหวะที่ตัวเราสงบนิ่ง ฟังเสียงนมัสการของที่ประชุม เป็นอีกรูปแบบที่จิตวิญญาณกำลังนมัสการ สัมผัสพระเจ้า
มนุษย์มองไม่เห็นลมแต่สัมผัสได้ว่ามีลม ความรักหนักกี่กิโลไม่ทราบ แต่สัมผัสได้ว่าเป็นรักเหลือล้น
ท่านไม่เคยเห็นหน้าตาพระเจ้า แต่สามารถสัมผัสจิตวิญญาณ อารมณ์ความรู้สึก จิตใจของพระเจ้าผ่านการนมัสการ
การเป็นคริสเตียนไม่ใช่แค่การพยายามทำความดี ปฏิบัติตามบัญญัติคำสอน (แม้กระทั่งคำสอนตามพันธสัญญาใหม่) แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ที่เขามีต่อพระเจ้า เจ้าของสวรรค์รู้จักเขา จิตวิญญาณผูกพันกัน
วนฉ.5:1-5
1 แล้วนางเดโบราห์กับบาราคบุตรอาบีโนอัมจึงร้องเพลงในวันนั้นว่า
2 "จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า ด้วยว่าบรรดาประมุขได้นำคนอิสราเอล และประชาชนก็สมัครใจช่วย
3 "ข้าแต่บรรดากษัตริย์ขอทรงสดับ เจ้านายทั้งหลายขอจงเงี่ยหูฟัง ข้าพเจ้านี่แหละจะร้องเพลงถวายพระเจ้า ข้าพเจ้าจะร้องส่งถวายพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
4 "ข้าแต่พระเจ้าเมื่อพระองค์เสด็จออกจากเสอีร์ เมื่อพระองค์เสด็จจากท้องถิ่นเอโดม แผ่นดินก็หวาดหวั่นไหวท้องฟ้าก็ปล่อยลงมา เออ เมฆก็ปล่อยฝนลงมา
5 ภูเขาก็ไหวสะท้านต่อพระพักตร์พระเจ้า ทั้งภูเขาซีนายโน้มต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล
โจทย์: จงอธิบายการนมัสการใน วนฉ.5:1-5 โดยใช้หลักการข้างต้น
-------------------------






ความคิดเห็น