ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)
ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (สนใจคลิกที่รูป)

วันเสาร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2561

ระบบเศรษฐกิจแบ่งปันของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด

13 มกราคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา

            กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (Giving Forward) เป็นธุรกิจเพื่อสังคม แบ่งปันความสุขตามหลัก "ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน" (Sharing Economic System) 
            "ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน" ตั้งอยู่บนความคิดว่าทุกคนต้องอยู่ได้ มีกินมีใช้ 
            ด้วยการนำกำไรของผู้ขายกลับมากระจายแก่ผู้ซื้อ ในขณะที่ผู้ขายก็อยู่ได้ เพราะร้านค้า (ผู้ขาย) ที่เข้าร่วมจะมีสมาชิก กิฟวิ่ง ฟอร์เวิร์ด ที่ต้องการจะซื้อจำนวนมาก
            เป็นการเฉลี่ยกำไร เฉลี่ยรายได้ เฉลี่ยประโยชน์ และเฉลี่ยความสุข

            เป้าหมาย คือ ทุกคนต้องมีกินมีใช้ อย่างน้อยพออยู่ได้ ส่วนคนขยันสมควรได้รับผลตอบแทนอย่างสมน้ำสมเนื้อ


การเฉลี่ยรายได้ เฉลี่ยกำไร : 
            ส่วนลด (หรือกำไร) ที่กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ดได้มา จะนำมาเฉลี่ยดังนี้
            ให้คนซื้อ 20% 
            เป็นโบนัสหรือส่วนแบ่งสมาชิก 55%
            ร้านค้า 5%
            ผู้แนะนำ 4 %
            เซ็นเตอร์ 4 %
            บริษัท กิฟวิ่ง ฟอร์เวิร์ด 12 %

            หากเป็นบริษัททั่วไป กำไร 100% คือกำไรของบริษัท แต่ในระบบกิฟวิ่ง ฟอร์เวิร์ด ตัวบริษัทเก็บกำไรเพียง 12 % เท่านั้น (เพื่อบำรุงระบบ) ที่เหลือกระจายสู่คนอื่นๆ
            จะเห็นว่าส่วนลดที่ได้เพิ่ม หรือกำไร เกือบทั้งหมดจะกระจายคืนแก่ผู้ซื้อ (สมาชิก) ผู้ขายทั้งหมด

-- สรุป --
   ด้วยแผนการตอบแทนที่บริษัทกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ดมอบให้สมาชิกทั้งเรื่องการสร้างเครือข่ายผู้บริโภค กับการจับจ่ายซื้อขายผ่านอี-มาเก็ตเพลส (e-Marketplace) จะช่วยให้กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ดเติบโตและมั่นคง สมาชิกได้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน มีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงตนเองและครอบครัว

สอบถามเพิ่มเติม :
ติดต่อโทร 083-0725036

Line ID: @7chanchai
------------------

วันจันทร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2561

อะไรคือ กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (Giving Forward)

8 มกราคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
จากการศึกษาพอสรุปได้ว่า กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (Giving Forward) คือ

1. พลังแห่งการรวมกลุ่ม
กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด (Giving Forward) คือการรวมกลุ่มผู้บริโภค เพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ผลิต ผู้ขายสินค้า ให้ได้ส่วนลดมากที่สุด
ปกติเมื่อผู้บริโภคไปซื้อสินค้าหรือบริการ อย่างเก่งจะได้รับส่วนลดจำนวนหนึ่ง กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด เจรจาให้ผู้ขายเพิ่มส่วนลด สมาชิกกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ดได้ส่วนลดเต็มที่ ในขณะที่ผู้ขายก็ได้ประโยชน์ เพราะมีสมาชิกกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ดที่สนใจซื้อสินค้า
เป็นหลักสหกรณ์ ผู้บริโภครวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ สามารถต่อรองขอส่วนลดเต็มที่




2. ผู้ซื้อกับผู้ขายต่างได้ประโยชน์
ผู้ขายที่ยินดีขาย (เรียกว่า “ร้านค้าพาร์ทเนอร์”) ได้ประโยชน์ เพราะมีโอกาสขายมากขึ้น
ยกตัวอย่าง ร้านขายกางเกงรายหนึ่ง ขายกางเกงราคา 1000 บาท ผู้ซื้อทั่วไปต่อราคาขอส่วนลดได้ 100 บาท กางกางนี้มีต้นทุน 500 ดังนั้น ผู้ขายกำไร 400 ผู้ซื้อได้ส่วนลด 100 บาท
ถ้าร้านค้าเข้าระบบ กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด ช่วยต่อราคาเหลือ 700 บาท (ผู้ซื้อยังคงซื้อที่ราคา 900 บาท ส่วนลดที่เพิ่มขึ้น 200 จะแจกจ่ายผ่านระบบบริษัท) แม้ผู้ขายมีกำไรเพียง 200 บาทต่อตัว แต่หากมีผู้ซื้อจำนวนมาก ขายได้ร้อยตัวต่อวัน จะได้กำไร 20,000 บาท
สมมุติว่า มีร้านขายกางเกง 1,000 ร้าน สมาชิกกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ดจะพุ่งตรงเข้าซื้อร้านที่เป็นพาร์ทเนอร์เท่านั้น
ยิ่งสมาชิก กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด มีมากเพียง โอกาสขายจะยิ่งมากขึ้น
นอกจากนี้ ร้านค้า ผู้ขาย สามารถเข้าเป็น “พาร์ทเนอร์” โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ และสามารถถอนตัวถ้าต้องการ

ชมคลิป: giving forward คืออะไร โดย อ.ฉันฉันน์ ลวางกูรพสิษฐ์ [ สมคิด ลวางกูร ]



3. ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน
“ส่วนลด” ที่ได้ถึง 300 บาทต่อตัวนั้น ระบบ กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด จะกระจายให้กับผู้ซื้อและสมาชิกอื่นๆ ผู้ซื้อจะได้แต้ม 20% จากส่วนลด (ส่วนลดจากพาร์ทเนอร์อาจอยู่ระหว่าง 5-60%)
การกระจายส่วนลดให้กับผู้ซื้อและสมาชิกอื่นๆ ของกิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด ใช้แนวคิด “Sharing Economic System” (ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน) ทุกคนได้รับส่วนแบ่ง (คิดเป็นแต้ม) เมื่อใครคนหนึ่งในกลุ่มซื้อสินค้าหรือบริการ
การใช้จ่ายของทุกคนจะมี “ส่วนลดที่ได้” จากร้านค้า ส่วนลดนี้ถูกกระจายให้กับตัวเราที่ซื้อและให้กับ “สมาชิกทุกคนในระบบ” ตามกฎเกณฑ์ที่วางไว้
เป็นการ เฉลี่ยกำไร เฉลี่ยประโยชน์ เฉลี่ยความสุข
ระบบ กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด คือระบบเฉลี่ยกำไร
สมาชิกทุกคนสามารถรับประโยชน์ข้อนี้ เพียงแค่ใช้จ่ายผ่านระบบเดือนละ 1,000 บาท และเป็นสมาชิก Exclusive Member (EM)

4. เพียงซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน
กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด ไม่ใช่แชร์ลูกโซ่ ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง ไม่จำต้องหาสมาชิก เพียงแต่เปลี่ยนวิธีการซื้อและชำระค่าบริการสินค้าต่างๆ เท่านั้น
กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด ทำหน้าที่เป็นตลาดกลางอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มาร์เก็ตเพลส) มีเว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน (application) ให้สมาชิกเลือกซื้อสินค้ากันเอง
            ตัวอย่างร้านค้ากับสินค้า เช่น Lazada (สามารถเลือกซื้อทุกชิ้น) เซ็นทรัล โรบินสันฯลฯ และร้านค้าต่างๆ ที่ร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ รวมทั้งร้าน OTOP ร้านก๋วยเตี๋ยวปากซอย

ตัวอย่างร้านค้าพาร์เนอร์ (8 มกราคม 2018)


กิฟวิ่งฟอร์เวิร์ด ไม่ได้ขายสินค้า และไม่มีสินค้าให้ขาย ดังนั้น สมาชิกไม่ต้องขายสินค้า ไม่ต้องรักษายอด
เพียงแค่ซื้อใช้สินค้าในชีวิตประจำวันก็จะได้แต้ม เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบ่งปัน

สอบถามเพิ่มเติม :
ติดต่อโทร 083-0725036
Line ID: @7chanchai

------------------------



แรงงานต่างด้าวเพื่อเป็นพยาบาล ดูแลคนชราในญี่ปุ่น

7 มกราคม 2018
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7729 วันอาทิตย์ที่ 7 มกราคม พ.ศ.2561)

คำโปรยบทความ :
            ญี่ปุ่นล้ำหน้าเรื่องการใช้หุ่นยนต์กับระบบอัตโนมัติเพื่อลดแรงงาน แต่ตำแหน่งพยาบาล ผู้ดูแลคนชราไม่อาจทดแทนด้วยสิ่งเหล่านั้น จึงหวังใช้แรงงานต่างด้าวและกลายเป็นปัญหาซับซ้อน

            หนึ่งในปัญหาสังคมสูงวัยของประเทศพัฒนาแล้วคือเหตุขาดแคลนแรงงาน ต้องการแรงงานต่างชาติ แม้จะเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 แล้วก็ตาม
            ในอดีตสังคมญี่ปุ่นไม่ยอมรับแรงงานต่างด้าว แต่ในระยะหลังด้วยความจำเป็น ความคิดต่อต้านจึงเปลี่ยนไป หลายคนสนับสนุนแรงงานต่างด้าว


ความต้องการแรงงานต่างด้าว :
            สถาบันวิจัยประชากรและความมั่นทางสังคมแห่งชาติ (National Institute of Population and Social Security Research) ประเมินว่าเมื่อเข้าปี 2115 ประเทศจะมีประชากร 126.8 ล้านคน ในจำนวนนี้กว่าครึ่งมีอายุกว่า 50 ปี และมีอัตราการเกิดต่ำ
            ข้อมูลอีกชิ้นระบุว่าวัยแรงงานคือช่วง 15-64 ปี ในปี 2013 มีวัยแรงงาน 65.77 ล้านคน จะลดลงเหลือ 37.95 ล้านคนในปี 2060 (หายไปเกือบครึ่ง พร้อมๆ คนสูงวัยที่เพิ่มขึ้น)

รับชมคลิปสั้น 2 นาที:

            ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวส่วนใหญ่มาจากจีน อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ตัวเลขเดือนมิถุนายน 2017 สูงถึง 250,000 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 77 เมื่อเทียบกับปี 2011
            ถึงกระนั้นก็ตามตำแหน่งพยาบาลกับผู้ดูแลผู้สูงวัยกำลังขาดแคลนอย่างหนัก มีผู้สมัครน้อยกว่าตำแหน่งงาน 3 -4 เท่าตัว สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะคนญี่ปุ่นเห็นว่างานหนักไม่คุ้มค่าแรง คาดว่าในปี 2025 จะขาดแคลนถึง 380,000 ตำแหน่ง
            ในทศวรรษ 2050 แรงงานภาคการรักษาพยาบาล (แพทย์กับพยาบาล) จะสูงถึงร้อยละ 25 ของแรงงานทั้งหมด หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติไม่สามารถทดแทนแรงงานเหล่านี้

            จะเห็นว่าแม้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ก้าวหน้าเรื่องเทคโนโลยีการผลิต ใช้หุ่นยนต์หรือระบบอัตโนมัติจำนวนมากเพื่อลดแรงงานมนุษย์ แต่ความก้าวหน้าเหล่านี้ยังไม่อาจทดแทนแรงงานส่วนที่ขาดไป เหตุเพราะตำแหน่งงานที่ขาดไม่สามารถทดแทนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่นั่นเอง
งานพยาบาล ดูแลผู้สูงวัยเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้สึกอันละเอียดอ่อน ปฏิบัติต่อคนไข้ด้วยใจและมีวิธีการซับซ้อน
แรงงานญี่ปุ่นลดลงต่อเนื่อง ในขณะที่คนสูงวัยเพิ่มขึ้น

            ไม่เพียงงานดูแลผู้สูงวัยเท่านั้น Yukio Noguchi จาก Waseda University’s Institute for Business and Finance ชี้ว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ขาดแคลนแรงงาน หวังใช้แรงงานต่างด้าวเช่นกัน รัฐบาลพยายามส่งเสริมใช้แรงงานในประเทศ แต่หลายคนสนใจงานอื่นๆ มากกว่า
            การประเมินว่าเศรษฐกิจดิจิทัล การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 จะส่งผลต่อการจ้างงานอย่างไร จึงต้องประเมินจากปัจจัยผู้สูงวัย งานบางตำแหน่งที่ยังต้องใช้แรงงานมนุษย์เป็นหลักด้วย

นโยบายของรัฐบาลอาเบะ :
            รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดโอกาสให้แรงงานต่างชาติฝึกอบรมโครงการฝึกอาชีพตำแหน่งพยาบาลและผู้ดูแลผู้สูงวัย ที่เรียกว่า Japan’s Technical Intern Training Program แต่เดิมโครงการนี้มุ่งหาแรงงานเพื่อป้อนภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและอื่นๆ ปัจจุบันเปิดให้กับตำแหน่งพยาบาลกับผู้ดูแลคนชราด้วย
            หน่วยงานราชการอธิบายว่าโครงการมุ่งสอนให้แรงงานต่างชาติได้รับการฝึกอบรมตามแบบแผนของญี่ปุ่น

            อย่างไรก็ตามรัฐบาลอาเบะยังไม่เปิดทางให้แก่แรงงานต่างด้าวเต็มที่ ปัจจุบันสนับสนุนเฉพาะตำแหน่งงานด้านการเงิน ไอที เหตุเพราะยังมีผู้กังวลว่าคนต่างด้าวเป็นต้นเหตุอาชญากรรม ก่อการร้าย ความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ช่องว่างรายได้ ดังเช่นประเทศพัฒนาอื่นๆ ประสบในขณะนี้
            ไม่ว่าเหตุผลข้างต้นมีน้ำหนักมากเพียงไร รัฐบาลยึดข้ออ้างเหล่านี้
            ในขณะที่ตลาดมีความต้องการต่อเนื่องเป็นแรงกดดันรัฐบาล รัฐบาลผ่อนคลายด้วยการรับแรงงานต่างด้าวหลายแสนคนในฐานะนักศึกษา (student) ผู้ฝึกงาน (trainee)

ผลจากนโยบายดังกล่าว บริษัทเอกชน องค์กรหลายแห่งเปิดรับการนักศึกษาฝึกหัดแก่บริษัทเอกชนที่ต้องการแรงงานต่างด้าว มีการอบรมสอนภาษาให้ด้วย
บางกรณีเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นทำข้อตกลง “economic partnership agreements” (EPA programs) กับอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และเวียดนาม เพื่อรับนักศึกษาฝึกหัด เฉพาะ 3 ประเทศนี้ได้รับการดูแลที่เป็นระบบมากกว่า หากได้สอบผ่านได้ประกาศนียบัตรจะสามารถทำงานในญี่ปุ่นตลอดชีพ
Yukio Noguchi แย้งว่าต่อให้เปิดรับแรงงานต่างด้าวก็ใช่ว่าพวกเขาอยากจะมา ดังนั้นหากไม่เปิดกว้างตั้งแต่ตอนนี้ การขาดแคลนแรงงานจะรุนแรงมากในอนาคต เหตุที่กล่าวเช่นนี้เพราะมีปัญหาจากนโยบายของรัฐบาล

ปัญหาที่ยากจะแก้ไข :
            ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานสายเกษตร อุตสาหกรรม พยาบาลหรือผู้ดูแลฝึกหัด เมื่อเข้ารับการอบรมจริงกลายเป็นว่าเป็นการทำงานมากกว่าฝึกงาน ในกรณีพยาบาลฝึกหัดกับผู้แลคนชราจะเป็นลูกมือของแรงงานญี่ปุ่นอีกทอด คงไม่เกินไปถ้าจะสรุปว่าเป้าหมายแท้ต่อนักศึกษาฝึกหัดเหล่านี้คือต้องการใช้แรงงานพวกเขากับงานที่คนญี่ปุ่นไม่อยากทำ
            ประเด็นที่วิพากษ์กันมากคือการกดขี่แรงงานต่างด้าว เนื่องจากแรงงานฝึกหัดไม่สามารถเปลี่ยนงานหรือนายจ้าง ต้องทนอยู่แม้ไม่ชอบ นายจ้างอาศัยข้อได้เปรียบเรื่องนี้กดขี่แรงงาน ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานระบุว่าปี 2016 มีนายจ้างทั้งหมด 5,672 ราย ร้อยละ 70.6 ทำผิดกฎหมายแรงงานหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะชั่วโมงทำงานเกินกำหนด มาตรฐานความปลอดภัยในที่ทำงานต่ำ และกดค่าแรง
            นายจ้างบางรายตั้งใจจ้างแรงงานที่มีความรู้น้อย เพราะพวกเขามักแยกไม่ออกว่าอะไรคือถูกหรือผิดกฎหมาย ถูกกดขี่หรือไม่
หลายคนที่ทนไม่ไหวทิ้งงานกลับบ้านเกิด

            ปัญหาความแตกต่างทางสังคมเป็นอีกประเด็น ชาวญี่ปุ่นบางคนปฏิเสธที่จะสัมพันธ์ใกล้ชิด วางระยะห่างจากแรงงานต่างด้าว เรียกร้องให้พวกเขาต้องเก่งภาษาญี่ปุ่น ยอมรับแรงกดดัน
            ปัญหาต่อพยาบาลฝึกหัดหลายกรณีเป็นปัญหาเรื่องชั่วโมงทำงานยาวนาน ผนวกกับการห่างไกลบ้าน ห่างไกลครอบครัว สภาพความเป็นอยู่ที่ไม่ดี ทั้งหมดเป็นเหตุให้หลายคนเมื่อทำงานได้ระยะหนึ่งก็ขอลาออก
เหตุที่เกิดปัญหาเหล่านี้เพราะรัฐบาลหละหลวม ขาดการดูแลตรวจสอบบริษัทกับองค์กรเปิดรับฝึกงาน หรือ อาจมองว่ารัฐบาลทำเป็นปิดตาข้างหนึ่ง ไม่ยอมรับรู้ปัญหา พยายามกันปัญหาออกจากตัว หรืออาจเห็นว่าที่เป็นอยู่เหมาะสมแล้ว

การต่อรองไม่สิ้นสุด :
            ไม่อาจปฏิเสธว่างานพยาบาล ดูแลผู้สูงวัยเป็นงานที่ผู้หญิงทำได้ดีกว่าชาย อีกทั้งผู้ชายส่วนใหญ่ปฏิเสธงานทำนองนี้
ในกรณีญี่ปุ่น ถ้ายึดหลักอุปสงค์อุปทาน ย่อมได้ข้อสรุปว่าตำแหน่งพยาบาลจะมีรายได้ดี มีแรงจูงใจให้เข้าสู่อาชีพนี้
            แต่รายได้ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พวกเธออยู่ในงานตลอดไป หลายคนลาออกจากที่ทำงานเดิมเพื่อไปอีกที่ๆ งานเบากว่า มีเวลาให้กับตัวเองและครอบครัวมากขึ้น
            ในกรณีนักศึกษาฝึกงาน แม้ตำแหน่งที่เรียกคือนักศึกษาหรือผู้ฝึกงานแต่ในทางปฏิบัติไม่ได้เรียนรู้อะไรมาก เป้าหมายคือเป็นผู้รับคำสั่ง เป็นผู้ช่วยอีกทอด และจะต้องทำงานเหล่านั้นซ้ำๆ ไม่ได้ความรู้อะไรมากมาย
จากแรงกดดันต่างๆ ทำให้เกิดคำถามว่าแรงงานต่างด้าวจะอดทนต่อสภาพการจ้างงานได้หรือไม่

            ในอีกมุมหนึ่ง หากอยู่ในประเทศตัวเองแต่ไม่มีงานไม่มีเงิน ความจำเป็นของปากท้องย่อมกระตุ้นให้ยอมรับเงื่อนไขเลวร้ายต่างๆ ที่ผ่านมาบางคนยอมเสียเงินให้กับนายหน้าเพื่อได้ทำงานในญี่ปุ่น โดนกดขี่ข่มเหงสารพัด เสี่ยงที่จะถูกล่วงละเมิดทางเพศ

            ในขณะเดียวกันแรงงานต่างด้าวต้องยอมรับมาตรฐานของญี่ปุ่นที่อาจสูงกว่าประเทศตนเอง วัฒนธรรมที่แตกต่าง รู้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร การทำงานย่อมต้องเคารพกฎระเบียบของผู้ว่าจ้าง
การวางมาตรฐานให้สูงเป็นจุดเริ่มที่ดีและเป็นวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ช่วยคัดกรองแรงงาน จุดอ่อนคือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการ เกิดคำถามว่ากระทบต่อเศรษฐกิจสังคมมากแค่ไหน คุ้มกับการวางมาตรฐานที่สูงขนาดนั้นหรือไม่
หรือว่าคนญี่ปุ่นที่รับแรงงานต่างด้าวต้องปรับลดมาตรฐานเพื่อให้แรงงานรับได้ มิฉะนั้นก็ต้องดูแลตัวเอง ขาดแคลนแรงงานต่อไป

ในระดับปัจเจก มีทั้งคนสนับสนุนกับต่อต้าน บางคนเห็นว่าแรงงานต่างด้าวไม่ดีอย่างที่คิด สร้างปัญหา น่าโมโห แต่หากไร้คนเหล่านี้จะยิ่งเป็นปัญหากว่าหรือไม่ เป็นคำถามที่นายจ้างต้องตอบตัวเอง

ลูกจ้างต่างด้าวรู้ว่านายจ้างญี่ปุ่นต้องการตนมากแค่ไหน พร้อมๆ กับที่นายจ้างรู้ว่าลูกจ้างต้องการงานมากเพียงไร ถ้ามองในระดับโลก โลกมีแรงงานด้อยฝีมือเหลือเฟือ การขาดแคลนแรงงานเกิดในกลุ่มประเทศพัฒนาเป็นหลัก โดยรวมแล้วแรงงานยังล้นโลก แต่แรงงานมหาศาลดังกล่าวใช่ว่ามีคุณสมบัติเหมาะสม ที่ควรตระหนักคือคุณสมบัติที่ว่าไม่ใช่เรื่องการศึกษาสูงเสมอไป แต่เป็นแรงงานที่มีคุณสมบัติตามที่นายจ้างต้องการ
ในกรณีญี่ปุ่น ระบบการคัดกรองพยาบาล ผู้ดูแลคนสูงวัยจะดำเนินต่อไป พร้อมกับการปรับตัวของสังคมญี่ปุ่น เลือดเชื้อชาตินิยมน่าจะลดน้อยลง
------------------------


พูดคุยติดตามข่าวสารสำคัญ ผ่าน Line ID: @7chanchai


บรรณานุกรม :
1. Abuses still abound in labor-strapped Japan’s foreign ‘trainee’ worker system. (2018, January, 2). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2018/01/02/national/abuses-still-abound-labor-strapped-japans-foreign-trainee-worker-system/#.WktwLFWWbZ4
2. Japan’s need for foreign labor to get dire as 2050 nears. (2017, December, 31). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/12/31/national/japans-need-foreign-labor-get-dire-2050-nears/#.WkmvqlWWbZ4
3. Japan’s struggling nursing care sector pins hopes on revised foreign trainee program. (2017, December 21). The Japan Times. Retrieved from https://www.japantimes.co.jp/news/2017/12/21/national/japans-struggling-nursing-care-sector-pins-hopes-revised-foreign-trainee-program/#.Wjxlt1WWbZ4
4. Yuko, Hirano. (2017, February 13). Foreign Care Workers in Japan: A Policy Without a Vision. Nippon Communications Foundation. Retrieved from https://www.nippon.com/en/currents/d00288/
-----------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2561

แคลเซียมกับวิตามินดี ไม่ช่วยลดกระดูกแตกหัก

31 ธันวาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ สถานการณ์โลกไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7723 วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2560)

คำโปรยบทความ :
มักพูดกันว่าเมื่อเข้าสู่สูงวัยหรือใกล้หมดประจำเดือนควรเริ่มกินยาแคลเซียมกับวิตามินดี เพื่อป้องกันกระดูกแตกหัก งานศึกษาล่าสุดชี้ว่าการกินยาเหล่านั้นไม่ช่วยแต่ประการใด



            มีคำแนะนำที่รู้กันทั่วไปว่าเมื่อเข้าสู่สูงวัยหรือใกล้หมดประจำเดือนควรเริ่มกินยาแคลเซียมกับวิตามินดีทุกวัน เพื่อป้องกันกระดูกแตกหัก อย่างไรก็ตามตำราบางเล่มเตือนว่าอาจไม่ได้ผลอย่างที่คิด งานศึกษาล่าสุดชี้ว่าการกินยาเหล่านั้นไม่ช่วยแต่ประการใด
ผู้สูงวัยมักกินแคลเซียมกับวิตามินดีเพื่อลดหรือป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก หวังให้กระดูกแข็งแรง ไม่แตกหักง่าย มีข้อมูลว่าเฉพาะปี 2016 คนอเมริกันซื้อแคลเซียมกับวิตามินดีเกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ (66,000 ล้านบาท)
งานวิเคราะห์ของ Jia-Guo Zhao จาก Tianjin Hospital กับทีมงานที่ตีพิมพ์เมื่อปลายปี ให้ข้อสรุปว่าการกินยาแคลเซียมกับวิตามินดีเพื่อหวังป้องกันกระดูกแตกหักไม่ได้ผล เสียเงินโดยใช่เหตุ

ชมคลิปสั้น 2 นาที :


กระดูกแตกหักในผู้สูงวัย ปัญหาระดับโลก :
            คนผิวขาวกับชาวเอเชียเป็นพวกที่มีปัญหาเรื่องความหนาแน่นของกระดูก (Bone mineral density) ต่ำมากที่สุด ประชากรร้อยละ 52 ของ 2 กลุ่มนี้จะมีปัญหาเสี่ยงที่กระดูกแตกแหกเมื่อเข้าสู่สูงวัย เฉพาะปี 2005 ในสหรัฐมีเหตุกระดูกแตกหักถึง 2 ล้านครั้ง ในจำนวนนี้ร้อยละ 71 เป็นหญิง ชายร้อยละ 29 กระดูกสะโพกหักเป็นปัญหาใหญ่สุด และคาดว่าในปี 2025 จะมีเหตุกระดูกแตกหักถึง 3 ล้านครั้ง
            ที่อังกฤษ เฉพาะผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักมีปีละ 60,000 ราย

            ปัญหากระดูกเปราะกระดูกพรุนเป็นเรื่องที่บ่มเพาะมาตั้งแต่กรรมพันธุ์ สารอาหารที่ได้รับตั้งแต่เด็กว่าส่งเสริมการสร้างเนื้อกระดูกมากเพียงไร วิถีการดำเนินชีวิต ระดับฮอร์โมน มีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับกระดูกหรือไม่ เหล่านี้มีผลต่อความเสี่ยงที่กระดูกจะแตกหัก
            เมื่อเข้าสู่สูงวัย ความหนาแน่นของกระดูกลดต่ำ ความแข็งแรงของกระดูกลดลง หากหกล้มอาจกระดูกหัก อายุยิ่งมากยิ่งเสี่ยงมาก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการได้รับแคลเซียมจากอาหารลดลง (ทานข้าวน้อยลงหรือทานไม่ครบหมู่) ร่างกายสร้างวิตามินดีน้อยเพราะไม่ค่อยออกไปรับแดด
            แต่ภาวะเหล่านี้ไม่ปรากฏอาการใดๆ คนส่วนใหญ่รู้ว่าตนกระดูกเปราะบางเมื่อกระดูกหักหรือตรวจความหนาแน่นของกระดูกเท่านั้น จึงเป็นภัยเงียบอย่างหนึ่ง

            ที่น่ากังวลคือกระดูกสะโพกหัก เพราะรักษายาก ยิ่งสูงวัยยิ่งรักษายาก วิถีชีวิตผู้ป่วยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากผู้ที่สามารถเดินเหินไปมา ดูแลตัวเองเหมือนคนปกติ กลายเป็นคนป่วยที่ต้องนอนบนเตียง กระทบร่างกายจิตใจอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมักซึมเศร้า รู้สึกไร้ค่า เป็นภาระแก่ผู้อื่น และมักมีโรคแทรกซ้อนตามมา บางรายถึงขั้นเสียชีวิต
            ไม่เพียงเท่านั้น ยังส่งผลต่อครอบครัวที่จะต้องมีผู้ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง ผู้ป่วยกระดูกแตกหักคนเดียวจึงกระทบทั้งครอบครัว

รายงานใหม่ล่าสุด :
            งานศึกษาในอดีตบางชิ้นระบุว่าหากคนเหล่านี้ได้รับแคลเซียมกับวิตามินดีจะช่วยลดโอกาสกระดูกแตกหัก
งานวิจัยล่าสุด ทีมศึกษาวิเคราะห์งานวิจัยทั่วโลกเรื่องการป้องกันกระดูกแตกหักจากแคลเซียมกับวิตามินดี โดยใช้แหล่งข้อมูลจาก The PubMed, Cochrane library และ EMBASE แล้วนำมาวิเคราะห์ร่วม
งานศึกษานี้วิเคราะห์ข้อมูลวิจัย 33 ชิ้น งานวิจัยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐ อังกฤษ นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ส่วนใหญ่ศึกษากระดูกสะโพกหัก รวมผู้ทดลองกว่า 51,000 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก ผู้เข้าทดลองเป็นผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไปที่ดูแลตัวเอง (หมายถึงคนทั่วไปที่ไม่ใช้บริการของสถานดูแลคนชราหรือได้รับการดูแลใกล้ชิดเป็นพิเศษ) ทั้งหมดทดลองให้กินแคลเซียม วิตามินดี อย่างใดอย่างหนึ่งหรือกินร่วมกัน แล้วเทียบกับผู้กินยาหลอก (placebo) หรือไม่กินยาเลย
            ได้ข้อสรุปว่า การกินยาแคลเซียมกับวิตามินดีไม่ช่วยลดกระดูกแตกหักอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะใช้ขนาดสูงหรือต่ำ เป็นชายหรือหญิง มีประวัติกระดูกแตกหักหรือไม่ การได้แคลเซียมจากอาหารก็ไม่แตกต่าง
            ในกรณีเพิ่มวิตามินดีเพื่อช่วยการดูดซึมแคลเซียม ได้ข้อสรุปเหมือนกันว่าไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ช่วยลดกระดูกแตกหักทุกประเภท
จึงไม่แนะนำให้คนสูงวัยหรือใกล้หมดประจำเดือนกินยาแคลเซียมกับวิตามินดีทุกวันอีกต่อไป
            งานวิจัยล่าสุดนี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ตีพิมพ์เมื่อ 2015 ใน British Medical Journal งานชิ้นนั้นให้ข้อสรุปว่า ยาเม็ดแคลเซียมที่กินทุกวันช่วยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกร้อยละ 1-2 เท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะลดกระดูกแตกหัก
            ในทางกลับกัน การกินแคลเซียมเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ โรคนิ่วและปัญหาทางเดินทางอาหาร

ข้อแนะนำ :
Jia-Guo Zhao หัวหน้าทีมวิจัยแนะนำว่าทุกคนยังควรได้รับแคลเซียมกับวิตามินดีอย่างเพียงพอ แต่ด้วยอาหาร การออกกำลังกายเป็นหลัก ไม่ใช่จากยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แนะนำทานนม ผัก ผลไม้ พวกถั่วชนิดต่างๆ เพื่อได้แคลเซียม และออกไปรับแดดบ้าง เพื่อร่างกายจะผลิตวิตามินดีมากเพียงพอความต้องการ
จะให้ยาแคลเซียมกับวิตามินดีในกรณีเฉพาะที่ผู้ป่วยขาดสารอาหารดังกล่าวจริงๆ

ในทำนองเดียวกัน นายแพทย์ Marvin M. Lipman แนะนำว่าถ้าอยากมีกระดูแข็งแรง ต้องดูแลสุขภาพตั้งแต่เด็กก่อนถึงวัย 30 อันเป็นช่วงที่กระดูกร่างกายกำลังเติบโตพัฒนา
            การได้แคลเซียมกับวิตามินดีจากอาหารเป็นหนทางที่ดีที่สุด การรับแดดวันละ 10 นาทีร่างกายจะสร้างวิตามินดีที่ต้องการ เป้าหมายการกินอาหารที่มีแคลเซียมนั้นคือ ลดการสูญเสียมวลกระดูก แต่ไม่ช่วยให้แข็งแรงกว่าเดิม

ผู้ที่กระดูกอ่อนแออยู่แล้วเมื่อเข้าสู่สูงวัยจะแตกหักง่าย การกินแคลเซียมวิตามินดี แม้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้จริง แต่มีผลต่อการสร้างมวลกระดูกเพียงเล็กน้อย คงเป็นเพราะการสร้างมวลกระดูกต้องอาศัยปัจจัยอื่นๆ ไม่เพียงแคลเซียมกับวิตามินดีเท่านั้น ดังที่ทราบกันทั่วไปว่าร่างกายจะหยุดสร้างมวลกระดูกหลังวัย 30 ทั้งๆ ที่ยังได้รับแคลเซียมวิตามินดีทุกวัน
อีกทั้งกระดูกเปราะบางจากหลายสาเหตุ ต้องแก้ไขที่สาเหตุอื่นๆ ควบคู่กันไปด้วย
            การออกกำลังกายแบบแอโรบิค การเดินวันละ 30 นาที ลดการสูญเสียมวลกระดูก
            นอกจากนี้ ควรเข้าใจว่าหากกล้ามเนื้อขาแข็งแรง จัดแจงห้องหับต่างๆ ที่ป้องกันการหกล้ม โอกาสกระดูกแตกหักย่อมลดลง

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ Daniel Smith จาก Icahn School of Medicine ไม่เห็นด้วย ชี้ว่าผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักเพียงรายเดียวสร้างความสูญเสียมหาศาล การให้กินยาแคลเซียมวิตามินดีกับทุกรายจึงยังเป็นคำแนะนำที่ดี

วิเคราะห์องค์รวม :
ควรตระหนักว่างานวิจัยของ Jia-Guo Zhao เป็นงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น ยังไม่อาจถือเป็นข้อสรุป จากนี้ไปน่าจะมีผู้วิจัยประเด็นเดียวกันนี้อีกหลายครั้ง เพื่อยืนยันข้อสรุป
            ข้อคิดที่ได้คือ ความรู้ด้านยาด้านสาธารณสุขมีการปรับปรุงอยู่เสมอ ความรู้ที่เคยใหม่ที่เคยปฏิบัติทั่วไปอาจกลายเป็นของเก่าล้าสมัย ยาที่เคยใช้อาจกลายเป็นยาต้องห้ามในเวลาต่อมา การติดตามศึกษาความรู้เหล่านี้ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพตนเองและคนรอบตัว การรักษาสุขภาพให้แข็งแรงย่อมดีกว่ากระดูกสะโพกหักแล้วค่อยรักษา ร่างกายมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรกลที่สามารถยกเครื่อง เปลี่ยนเครื่องยนต์ใหม่ แล้วกลายเป็นรถใหม่

            หลายคนคิดว่ากินวิตามิน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เท่านี้ก็เพียงพอ สามารถทดแทนวิธีการดูแลรักษาสุขภาพอื่นๆ บางคนยอมเสียเงินนับพันซื้อผลิตภัณฑ์ยี่ห้อแพงๆ เพราะคิดว่ายิ่งแพงยิ่งดี งานวิจัยล่าสุดชิ้นนี้เตือนว่าไม่ว่าถูกหรือแพงก็ไม่แตกต่าง เพราะไม่ได้ผลเหมือนกัน

            วิธีแก้ปัญหาโรคกระดูกแตกหักที่ดีและได้ผลมากที่สุดอยู่ที่การเลือกคู่แต่งงาน เลือกคู่ครองที่ร่างกายแข็งแรง กระดูกแข็งแรง เพราะกรรมพันธุ์เป็นปัจจัยที่มีผลต่อมวลกระดูกมากที่สุด รองมาคือการเลี้ยงดูในวัยเด็ก ต้องกินสารอาหารครบถ้วนและออกกำลังกายอยู่เสมอ
            หากทำได้เช่นนี้คนรุ่นลูกรุ่นหลานก็ไม่ต้องเสียค่ายาที่ไม่ค่อยมีประสิทธิผลเท่าที่ควร
            เป็นอีกกรณีตัวอย่างชี้ให้เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อการดูแลรักษาสุขภาพ

            ในอนาคตการตัดสินใจเลือกใช้ยาจะดีขึ้นกว่าปัจจุบัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 (Fourth Industrial Revolution) จะช่วยให้คนไข้กับญาติสามารถเข้าถึงข้อมูล สามารถตัดสินใจเลือกวิธีรักษา เลือกยาที่ต้องการให้เหมาะกับโรค ฐานะทางเศรษฐกิจและอื่นๆ
            ในกรอบที่กว้างขึ้น ปัญหาสุขภาพต่างๆ มักสัมพันธ์กับจิตใจ สุขภาพจิตที่ดีเป็นสุดยอดยา ไม่เฉพาะต่อกระดูกเท่านั้น แต่มากยิ่งกว่านั้นมาก นำความสุขความเจริญสู่ตนเอง ครอบครัวและสังคมโลก
            ปัญหาสุขภาพเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญของโลก ผู้บาดเจ็บเสียชีวิตมีมากกว่าเหตุจากภัยสงคราม ภัยความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศเสียอีก วิธีการใช้ยาและยาแผนปัจจุบันที่จำหน่ายในประเทศกำลังพัฒนามักเป็นองค์ความรู้จากประเทศพัฒนาแล้ว ความรู้เหล่านี้ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ จึงต้องติดตามให้ทันการเปลี่ยนแปลง ไม่ล้าหลัง
--------------------------

พูดคุยและติดตามข่าวสารล่าสุด Line ID:


บรรณานุกรม :
1. Association Between Calcium or Vitamin D Supplementation and Fracture Incidence in Community-Dwelling Older Adults. (2017, December 26). JAMA. Retrieved from https://jamanetwork.com/journals/jama/article-abstract/2667071?redirect=true
2. Calcium and Vitamin D Pills' Ability to Stop Bone Loss Questioned in New Study. (2017, December 26). Consumer Reports. Retrieved from https://www.consumerreports.org/vitamins-supplements/calcium-and-vitamin-d-ability-to-stop-bone-loss-questioned/
3. DiPiro, Joseph T., Talbert, Robert L., Yee, Gary C., Matzke Gary R., Wells, Barbara G., & L. Michael Posey. (2014). Pharmacotherapy: A Pathophysiologic Approach, (9th Ed.). USA: McGraw-Hill Companies.
4. Do you take calcium and vitamin D to protect your bones? A new study says it doesn't help. (2017, December 26). Los Angeles Times. Retrieved from http://beta.latimes.com/science/sciencenow/la-sci-sn-vitamins-bone-fractures-20171226-story.html
5. Goldman, Lee., Schafer, Andrew I. (Eds.). Goldman’s Cecil medicine (24th ed.). USA: Elsevier Saunders.
6. Seniors Don't Need Calcium, Vitamin D Supplements: Review. (2017, December 26). HealthDay News. Retrieved from https://consumer.healthday.com/bone-and-joint-information-4/bone-joint-and-tendon-news-72/seniors-don-t-need-calcium-vitamin-d-supplements-review-729686.html
7. Warrell, David A., Cox, Timothy M., Firth, John D., & Benz, E.J. Jr. (2003). Oxford Textbook of Medicine (4th ed.). UK: Oxford University Press.
-----------------------------

บทความแนะนำ

แคลเซียมกับวิตามินดี ไม่ช่วยลดกระดูกแตกหัก

31 ธันวาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา (ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “ สถานการณ์โลก ” ไทยโพสต์ ปีที่ 22 ฉบับที่ 7723 วันอาทิตย์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2560...