ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

อันตรายจากโทรศัพท์มือถือและข้อแนะนำ

กรมสาธารณสุขแคลิฟอร์เนีย (California Department of Public Health :CDPH) เตือนอันตรายจากโทรศัพท์มือถือ ขอให้ประชาชนลดการใช้โทรศัพท์มือถือและพยายามให้อยู่ไกลตัว แม้ว่ายังต้องศึกษาวิจัยต่อไป แต่บุคลากรสาธารณสุขหลายท่านได้ออกโรงเตือนอันตรายจากการใช้คุยกันนานๆ
            มีข้อสงสัยว่าโทรศัพท์มือถือเสี่ยงทำให้เป็นมะเร็งหรือไม่ ทำให้เป็นหมัน (ลดการผลิตสเปิร์ม สเปิร์มไม่แข็งแรง) ปวดศีรษะ เรียนรู้ช้า ความจำเสีย หูหนวก นอนไม่หลับ
            แม้ว่าข้อสงสัยเหล่านี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่เสียงเตือนให้ระวังดังขึ้นเรื่อยๆ การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
รับชมคลิปสั้น 3 นาที
ความเข้าใจในอดีต :
            มีผู้สงสัยมานานแล้วว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือและจากเสาส่งสัญญาณเป็นอันตรายหรือไม่ ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐหลายแห่งชี้แจงว่าไม่เป็นอันตรายแต่อย่างไร
นักวิชาการบางท่านอธิบายว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ากลุ่มชนิดไม่ก่อไอออน (Non-ionizing radiation) อะตอมไม่แตกตัวเป็นไอออน ได้แก่ ย่านความถี่ใช้งานของโทรศัพท์มือถือและความถี่คลื่นวิทยุกระจายเสียง สัญญาณ Wi-Fi จะไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่มีผลเชิงความร้อนเท่านั้น
            ส่วนความกังวลต่อสุขภาพต่างๆ นานานั้นงานวิจัยยังไม่สามารถสรุปชัดว่าเป็นเพราะคลื่นจากโทรศัพท์มือถือหรือไม่ แต่หากกลัวมีผลต่อสุขภาพให้เก็บเครื่องห่างจากร่างกายอย่างน้อย 20 เซนติเมตร หลีกเลี่ยงการใช้ในที่อับสัญญาณ (สัญญาณอ่อน)

ข้อมูลล่าสุด :
กลางเดือนธันวาคม กรมสาธารณสุขแคลิฟอร์เนีย (California Department of Public Health :CDPH) เตือนให้ห่างจากโทรศัพท์มือถือ เพื่อห่างจากคลื่นวิทยุ (radio frequency: RF) ที่แผ่ออกจากโทรศัพท์ เหตุที่ต้องเตือนเพราะคนอเมริกันร้อยละ 95 มีโทรศัพท์มือถือ ร้อยละ 12 ใช้สมาร์ทโฟนเป็นช่องทางสื่อสารออนไลน์ เด็กเริ่มใช้เมื่ออายุ 10 ขวบ คนหนุ่มสาวมักพกหรือวางโทรศัพท์ใกล้ตัวทั้งกลางวันกลางคืน
คาเรน สมิท (Karen Smith) ผู้อำนวยการ CDPH เกรงว่าคลื่นโทรศัพท์อาจส่งผลต่อการเจริญเติบโตการพัฒนาของสมองในวัยเด็กกับวัยรุ่น
โจเอล มอสโควิซ (Joel Moskowitz) จาก UC Berkeley อธิบายว่าบริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือต้องการให้ผู้ใช้วางโทรศัพท์ห่างจากร่างกาย การวางใกล้ตัวเท่ากับละเมิดมาตรการความปลอดภัย
และชี้ว่าหน่วยงานรัฐทั้งหลายมักตามงานวิจัยไม่ค่อยทัน งานวิจัยใหม่ๆ หลายชิ้นให้ข้อสรุปว่ารังสีที่ออกจากโทรศัพท์มือถือเสี่ยงก่ออันตรายต่อสุขภาพ

ควรปฏิบัติตัวอย่างไร :
            คำแนะนำจาก CDPH
            1. ลดการใช้ให้มากที่สุด และวางโทรศัพท์ให้ไกลจากตัวมากที่สุด
            ดีที่สุดคือไม่ใช้ แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ควรให้โทรศัพท์อยู่ห่างตัว เช่น เมื่อจะโทรหรือรับสายพยายามใช้หูฟัง ยิ่งเป็นพวกไร้สายยิ่งดี (Wireless/Bluetooth) ใช้วิธีส่งข้อความแทนการพูดคุย ถ้าใช้เครื่องดาวโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ควรวางเครื่องให้ไกลตัว
            ไม่เก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อ เหน็บไว้กับชุดชั้นในหรือเข็มขัด ควรเก็บในเป้หรือกระเป๋าหิ้วจะดีกว่า เหตุเพราะเวลาเก็บในที่เหล่านั้น เครื่องจะส่งคลื่นวิทยุแรงกว่าปกติเพราะต้องการรักษาสัญญาณติดต่อ
             2. หลีกเลี่ยงไม่ใช้สถานการณ์ที่เครื่องต้องปล่อยคลื่นแรงกว่าปกติ
            สถานการณ์เหล่านี้เช่น ไปอยู่ในจุดที่สัญญาณอ่อนหรืออับสัญญาณ ถ้าสัญญาณมีเพียงหนึ่งหรือ 2 ขีดคือจุดที่สัญญาณอ่อน เวลาที่รถวิ่งเร็ว การใช้ฟังเพลงดูวีดีโอออนไลน์ หรือดาวโหลดไฟล์ขนาดใหญ่ก็เช่นกัน สถานการณ์เหล่านี้โทรศัพท์จะปล่อยคลื่นแรงกว่าปกติเพื่อคงสัญญาณให้ต่อเนื่อง
            ถ้าเป็นไปได้ควรดาวโหลดเพลงหรือภาพยนตร์เก็บไว้ในเครื่องก่อน จากนั้นดูโดยตั้งค่าเครื่องให้เป็นairplane mode
            3. วางโทรศัพท์ให้ไกลจากเตียงนอน
อย่านอนโดยวางโทรศัพท์ไว้ข้างๆ ควรวางให้ห่างอย่างน้อย 2-3 ฟุต
            4. ถอดหูฟังหากไม่มีการโทรหรือรับสาย
แม้ว่าหูฟังจะปล่อยคลื่นรังสีน้อยกว่า แต่ยังปล่อยคลื่นอยู่ดี จึงแนะนำให้ถอดออกหากไม่ใช้งาน
            5.หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าสามารถกันคลื่น
ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำให้เราสัมผัสคลื่นแรงกว่าเก่า เพราะเครื่องพยายามรักษาสัญญาณไม่ให้หลุดนั่นเอง

            CDPH ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสมองในวัยเด็กกับวัยรุ่น อีกทั้งเป็นวัยที่มักใช้สมาร์ทโฟนทั้งวันทั้งคืน จึงแนะนำผู้ปกครองให้จำกัดการใช้ของลูก
            คำแนะนำข้างต้นตรงกับคำแนะนำจากกรมสาธารณสุขคอนเนตทิคัต (Connecticut Department of Public Health) ที่ออกตั้งแต่พฤษภาคม 2015 (เข้าใจว่าเป็นไปตามกฎหมายอเมริกาที่แต่ละรัฐจะออกคำเตือนเหล่านี้ หากไม่มีคำเตือนจากส่วนกลาง)

สรุป :
            ทางที่ดีและง่ายที่สุดคือลดการใช้สมาร์ทโฟน ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ เท่านั้น หากจะดูหนังฟังเพลงควรใช้คอมพิวเตอร์ ในกรณีเด็กกับเยาวชนควรจำกัดเวลา และมีหลายข้อที่ทำได้ทันทีเช่นวางโทรศัพท์ให้ไกลตัว ไม่วางข้างเตียง
            รู้เช่นนี้แล้ว ข้อใดทำได้ควรรีบปฏิบัติตามทันที แม้ในทางวิชาการยังถกเถียงกันอยู่ก็ตาม การป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
16 ธันวาคม 2017
ชาญชัย คุ้มปัญญา
--------------------------
บรรณานุกรม :
1. ผู้เชี่ยวชาญชี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์ไม่อันตราย แต่ความร้อนที่เกิดขึ้นอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ. (2015, กันยายน 15). ไทยพับลิก้า. Retrieved from https://thaipublica.org/2015/09/electromagnetic-wave/
2. สถาบันศึกษาความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2015, กันยายน 15). คลื่นแม่เหล็กเสามือถือไม่อันตราย กสทช.-สมาคมการแพทย์ไทย ยกข้อมูลชี้แจง-แค่วิตกไปเอง. Retrieved from goo.gl/HezzzE
3. California Department of Public Health. (2017, December 13). CDPH Issues Guidelines on How to Reduce Exposure to Radio Frequency Energy from Cell Phones. Retrieved from https://www.cdph.ca.gov/Programs/OPA/Pages/NR17-086.aspx
4. California Department of Public Health. (2017, December). How to Reduce Exposure to Radiofrequency Energy from Cell Phones. Retrieved from https://www.cdph.ca.gov/Programs/CCDPHP/DEODC/EHIB/CDPH%20Document%20Library/Cell-Phone-Guidance.pdf
5. Don’t keep cell phones next to your body, California Health Department warns. (2017, December 13). techcrunch.com. Retrieved from https://techcrunch.com/2017/12/15/dont-keep-cell-phones-next-to-your-body-california-health-department-warns/
-----------------------------

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

“เลือกที่จะสู้”

จงลืมอดีต มองอนาคต ตัดสินใจที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง การเก็บเกี่ยวกำลังรออยู่ข้างหน้า อนาคตมีไว้สำหรับผู้ “เลือกที่จะสู้” เท่านั้น คนไม่ได้เกิดมาเท่าเทียม แต่ทุกคนสามารถ “เลือกที่จะสู้” หรือ “ยอมแพ้” คนที่ไม่สู้ไม่ต่างจากซากศพที่เดินได้ “วันนี้” กับ “พรุ่งนี้” ไม่มีความหมายสำหรับเขา ------------ คนที่สู้ “ทุกวันมีความหมาย” “ทุกวันเป็นวันแห่งพลัง วันแห่งความหวัง” เขารอยคอยวันพรุ่งนี้ วันที่จะได้เก็บเกี่ยว -------------- ใครบ้างที่ไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยล้มเหลว คนที่สู้ “จะไม่อยู่เฉย จะมุ่งไปข้างหน้า มุ่งไปข้างหน้า มุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น” “เขาจะพัฒนา” และทำได้ดีขึ้นๆ ความล้มเหลวคือ “ขั้นบันได” สู่ความสำเร็จของเขา -------------- ถ้าเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ก็มีสิทธิชนะ ถ้าเลือกที่จะไม่ยอมแพ้ ความมีชีวิตชีวาจะเบ่งบานต่อไป สู้ เพื่อเอาชนะตนเอง สู้ เพื่อคนที่รัก สู้ เพื่อวิสัยทัศน์ ท่านเกิดมาเพื่อวิสัยทัศน์ใด ------------ จงลืมอดีต มองอนาคต ตัดสินใจที่จะลุกขึ้นสู้อีกครั้ง การเก็บเกี่ยวกำลังรออยู่ข้างหน้า อนาคตมีไว้สำหรับผู้ “เลือกที่จะสู้” เท่านั้น
11 ตุลาคม 2017 ชาญชัย คุ้มปัญญา --------------- ภาพ : เลือกที่จะสู้ เคร…

เด็กติดเกมติดเน็ต ควรแก้ที่เด็กหรือผู้ใหญ่

สังคมกังวลเมื่อเด็กติดเกมติดเน็ตมากขึ้นทุกที พ่อแม่หลายคนห่วงลูกที่ผลการเรียนแย่ลง กรณีร้ายแรงคือกลายเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ควบคุมตัวเองไม่ได้ คำถามคือใครที่ทำให้เด็กติดเกมติดเน็ต

รายงานกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นล่าสุดระบุว่านักเรียนมัธยมต้นกับมัธยมปลายทุก 1 ใน 7 คนกำลังเผชิญปัญหาจากการติดอินเทอร์เน็ต (Internet addiction)สถิตินี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เด็กเหล่านี้ไม่สนใจเรียนหนังสือ ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นข้อมูลสำรวจเมื่อสิ้นปีงบประมาณ 2017 พบว่าเด็กนักเรียนญี่ปุ่นราว 930,000 คนติดเกมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ในขณะที่เมื่อ 5 ปีก่อนมีเพียง 400,000 รายเท่านั้น  โรคติดอินเทอร์เน็ต : โรคติดอินเทอร์เน็ตหรือ Internet Addiction Disorder (IAD) เป็นการ “เสพติด” (an addiction) คือยิ่งเล่นยิ่งอยากเล่นต่อ สูญเสียการควบคุมตัวเอง ระบบประสาทและสมองผิดปกติ การติดเน็ตรวมทุกกิจกรรมที่ทำผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น การท่องเว็บ ดูหนังโป๊ คุยในห้องแชท ส่งข้อความไปมา เล่นเกมในเน็ต ฯลฯ อาจเป็นการใช้เน็ตผ่านคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อื่นๆ โรคติดอินเทอร์เน็ต ไม่เพียงทำลายสุขภาพผู้เล่นอินเทอร์เน็ต ทำให้ระบบประสาท…

passive income เพิ่มรายได้ เพิ่มเวลาให้กับชีวิต

พาสซีฟอินคัม (passive income) สร้างรายได้ต่อเนื่องทุกวันทุกเดือน สะสมเพิ่มวันละนิด เก็บกินตลอดชีวิต ถึงลูกถึงหลาน มีเวลาสำหรับเรื่องอื่นๆ นอกเหนือทำงานหาเลี้ยงชีพ
หวังร่ำรวยต้องมีรายรับมากกว่ารายจ่าย รู้จักนำสินทรัพย์ที่มีอยู่ลงทุนขยายความมั่งคั่ง จนถึงจุดหนึ่งมีทรัพย์สินมากพอจนไม่ต้องทำงานก็มีเงินใช้เพียงพอ เช่นนี้เรียกว่า มีเสรีภาพทางการเงิน ผู้มีเสรีภาพทางการเงิน มักมี “พาสซีฟอินคัม” (passive income) คือ มีรายได้แม้ไม่ต้องทำงาน เช่น ได้รับบำเหน็จบำนาญ หรือมีรายได้ที่งอกเงยจากทรัพย์สิน ธุรกิจบางประเภท การจะได้เสรีภาพทางการเงินเป็นเรื่องเป็นไปได้ เพียงต้องอาศัยเวลา ความพยายาม และตั้งใจจริง การสร้างรายได้แบ่งเป็น 2-3 ประเภทใหญ่ๆ ที่คนส่วนใหญ่ทำคือ การลงมือลงแรงทำ หรือที่เรียกว่า active income ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างหรือนายจ้างต่างอยู่ในประเภทนี้ หลายคนเคยสร้างรายได้ด้วยวิธีนี้ บางคนทำงานมาแล้ว 30-40ปี และยังทำอยู่ วันใดหากหยุดงานรายได้จะหยุดไปด้วย passive income คือการใช้ทรัพย์สินสร้างรายได้เพิ่ม เช่น เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ การเป็นหุ้นส่วนกิจการบางประเภทที่ทำงานอัตโนมัติ บางคนพูดว่าถ้ามี pa…