วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ว่าด้วยหมาเฝ้าบ้าน ตอนปฏิบัติการ ‘ถ่าย’ แล้ว ‘เห่า’

16 กันยายน 2556
ชาญชัย คุ้มปัญญา
            วันนี้สมาชิกหมาเฝ้าบ้านบางส่วนได้ไปให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ “หมาเฝ้าบ้าน” เป็นกิจกรรมหนึ่งของป.ป.ช. จึงขออนุญาตนำบางส่วนเท่าที่จำได้มานำเสนอ และเพิ่มเนื้อหารายละเอียด ส่วนใหญ่คือความคิดเห็นของผู้เขียน


            คำถาม ในฐานะคนไทยคิดว่าต้องมีส่วนช่วยต่อต้านคอร์รัปชันหรือไม่
            ตอบ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าคนไทยต้องมีส่วนร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน แต่พลเมืองที่ดีจำต้องมีส่วนร่วม คนไทยต้องมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคม ดังคำกล่าวว่าสังคมน่าอยู่เพราะคนในสังคมช่วยกัน ในทางกลับกันเราไม่ควรมัวแต่โทษคนอื่น ถ้าเราไม่พยายามมีส่วนช่วย
            เคยมีผู้เปรียบว่า หากเปรียบสังคมไทยเหมือนแม่วัวตัวหนึ่ง คนจำนวนมากมาเอาประโยชน์จากแม่วัวตัวนี้ โดยไม่สนใจเลี้ยงบำรุงแม่วัวดังกล่าว นับวันแม่วัวตัวนี้กำลังผอมแห้งลงไปทุกทีและทุกคนยากลำบากมากขึ้น
            การคอร์รัปชันไม่ส่งผลเสียต่อลูกหลานเท่านั้น แต่ได้ส่งผลในทุกวันนี้อยู่แล้ว คิดง่ายๆ ว่าสินค้าบริการต่างๆ มีต้นทุนการคอร์รัปชันรวมอยู่ในนั้น ราคาสินค้าบริการต่างๆ ต้องถูกกว่านี้แน่นอนถ้าสังคมปลอดคอร์รัปชัน

            คำถาม คิดนานไหมกว่าจะเข้ามาร่วมงานกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน หมาเฝ้าบ้าน
            ตอบ เดิมสนใจและในอดีตเคยร่วมงานกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันอื่นมากแล้ว เมื่อเห็นโครงการหมาเฝ้าจึงไม่ลังเลที่จะร่วมงาน คิดว่าเป็นโอกาสดีที่จะร่วมงานกับองค์กรฯ และตลอดสองปีนี้ก็ได้ร่วมกิจกรรมขององค์กรฯ หลายครั้งทั้งที่องค์กรฯ เป็นเจ้าภาพและที่หน่วยงานอื่นๆ เป็นเจ้าภาพ

            คำถาม การอบรมเชิงปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้านมีประโยชน์อย่างไร
            ตอบ การอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ให้ประโยชน์ใน 2 ด้านใหญ่ คือ ด้านทักษะความรู้ กับด้านจิตใจ
            ด้านทักษะความรู้ การอบรมฯ ได้แนะนำสอนให้เป็นหมาที่รู้จักดมกลิ่น รู้จักสังเกตความผิดปกติ มีแนวทางที่จะหาข้อมูล จนสามารถเขียนเป็นรายงานสั้นๆ เพื่อนำเสนอ การอบรมยังได้ฝึกทักษะให้ลองปฏิบัติงานในพื้นที่จริง เก็บข้อมูลตรงจากชาวบ้าน ทำให้มีความรู้ความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น
            ด้านจิตใจ การอบรมฯ ทำให้รู้จักเพื่อน พี่น้อง ที่มีความตั้งใจเดียวกัน มีความหวัง มีความฝันเดียวกันที่อยากเห็นประเทศไทยปลอดคอร์รัปชัน ช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจ เป็นจุดเริ่มของการรู้จักเพื่อนๆ พี่น้องใหม่ๆ
            หลายคนที่ได้ร่วมอบรมรุ่นเดียวกัน ปัจจุบันยังติดต่อร่วมงานกันอยู่ และได้รู้จักเพื่อนที่เข้ามาใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
           
            คำถาม คิดว่าสื่อโซเชียลมีเดียช่วยได้อย่างไร
            ตอบ สื่อโซเชียลมีเดียเป็นเหมือนกระบอกเสียง หอกระจายข่าว และยังเป็นที่ประสานงานพี่น้องทั่วประเทศ
            หากต้องการใช้สื่อฯ เพื่อการป้องปราม ให้ความรู้ประชาชน ควรนำเสนอประเด็นที่คนกำลังสนใจ นำเสนอเรื่องที่มีความรู้ความเข้าใจ
            สมาชิกหมาเฝ้าบ้านมีหลากหลายสาขาอาชีพ สมาชิกเกือบทั้งหมดเป็นวัยทำงานขึ้นไป มากด้วยความรู้และประสบการณ์ แต่ละคนมีข้อมูลส่วนตัว มีประสบการณ์ตรง สามารถนำเสนอประเด็นต่างๆ ได้เกือบครอบคลุมทุกด้าน ในอนาคตเมื่อสมาชิกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะสามารถพร้อมใจกัน เห่า เรื่องเดียวกันจากหลายๆ พื้นที่ ดังนั้น หมาเฝ้าบ้านจึงเป็นกลไกที่จะมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ
            ส่วนผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ตรงในประเด็นนั้นๆ สามารถช่วย เห่า ด้วยการแชร์ข้อมูล
            ยุทธศาสตร์การใช้สื่อจึงต้องยึดหลัก คัดประเด็นเด่น รวมพลังเป็นหนึ่ง เวลาเหมาะสม พร้อมใจกัน เห่า

เรื่องท้าทายและโอกาส:
            1.เรื่องเวลาน้อย
            สมาชิกหมาเฝ้าบ้านทุกคนมีงานประจำ มีภารกิจประจำวันที่ต้องรับผิดชอบ ไม่อาจคาดหวังว่าสมาชิกจะสามารถให้เวลามากตามเท่าที่คาดหวัง เว้นแต่ว่าจะได้ปรึกษากับสมาชิกดังกล่าวเสียก่อนว่าจะสละเวลาส่วนหนึ่งในระยะหนึ่งเพื่องานส่วนรวม
            สองปีที่ผ่านมาสมาชิกหมาเฝ้าบ้านติดต่อผ่านโซเชียลมีเดียเป็นหลัก ทำให้รับทราบข้อมูล ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และช่วยกันเห่า นับว่าเกิดผลในระดับหนึ่งและสามารถสร้างผลงานได้มากขึ้นในอนาคต
            2.เรื่องเวลาว่างไม่ตรงกัน ประสบการณ์สองปี (และอื่นๆ ที่ผ่านมา) พิสูจน์ชัดว่าแต่ละคนว่างไม่ตรงกัน การนัดเพื่อประชุมหรือทำกิจกรรมหนึ่งอย่างพร้อมเพรียงไม่ใช่เรื่องง่าย บ่อยครั้งที่สมาชิกอยากเข้าร่วมกิจกรรมแต่ติดเรื่องเวลาว่างไม่ตรงกัน
            3.เรื่องระยะทาง สมาชิกบางคนเดินทางจากต่างจังหวะเพื่อเข้าร่วมประชุม ร่วมกิจกรรมในกรุงเทพฯ บ้างต้องเดินทางสามสี่ร้อยกิโล เป็นอุปสรรคที่ยังแก้ไม่ตก
            4.เรื่องความคุ้นเคย แม้ทุกคนมีใจตรงกัน มีเป้าหมายเดียวกัน แต่สมาชิกประกอบด้วยหลากหลายอาชีพ หลายวัย ไม่ค่อยมีโอกาสพบตัวจริง ทุกครั้งของการพบปะจึงมักเริ่มต้นด้วยการทำความรู้จักกันก่อน หากสมาชิกแกนหลักมีโอกาสได้พบปะกันเสมอๆ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพ มีผลงานรวดเร็วยิ่งขึ้น

            แท้จริงแล้วทุกคนสามารถเป็นหมาเฝ้าบ้านได้ด้วยตนเอง สมาชิกหลายคนที่ให้สัมภาษณ์วันนี้ต่างกล่าวว่าต้องเริ่มจากการที่ตัวเองไม่คอร์รัปชัน พูดชักจูงให้คนอื่นเห็นความสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชัน เมื่อประสบเหตุสามารถแจ้งเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การเข้ากลุ่มหมาเฝ้าบ้านจะฝึกให้เรามีส่วนร่วมอย่างมีสติปัญญา มีองค์ความรู้ มีวิธีการที่ได้ผลและปลอดภัย มีเพื่อนเป็นที่ปรึกษาให้กำลังใจ มีผู้สนับสนุน มีโอกาสให้เราได้ร่วมทำสิ่งที่เห็นว่าเป็นประโยชน์และมีคุณค่า
            อนาคตของหมาเฝ้าวันจะมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นลักษณะธรรมชาติของกลุ่มที่ก่อตัว กลุ่มที่รวมตัวเป็นกลุ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มีการอบรมให้ความรู้ มีกิจกรรมมากมาย และได้ร่วมกันสร้างไทยไร้คอร์รัปชัน ส่วนจะค่อยๆ เติบใหญ่หรือไปอย่างรวดเร็วขึ้นกับการสนับสนุนและความร่วมมือของทุกคนทุกฝ่าย

---------------

วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556

ข้อคิดที่ได้จากงานวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2556 ACT NOW ร่วมกันสู้ กอบกู้อนาคต (1)

7 กันยายน 2556
ชาญชัย คุ้มปัญญา

            องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้รวมพลังจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันเป็นประจำทุกปี ปีนี้เป็นปีที่สองด้วยหัวข้อ “รวมพลังเปลี่ยนประเทศไทย” หรือ “ACT NOW ร่วมกันสู้ กอบกู้อนาคต” เพื่อกระตุ้นให้สังคมไทยร่วมมือกันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ พร้อมปรับเปลี่ยนค่านิยมไม่ยอมรับคอร์รัปชัน
            จุดประสงค์หลัก
            1.เพื่อแจ้งเตือนสังคมไทยได้ตระหนักถึงภัยร้ายของ “มหาวิกฤตคอร์รัปชัน” และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองไท ย อันจะนำไปสู่ความล่มสลายของแผ่นดิน
            2.เพื่อปลุกเร้าสังคมไทยในทุกภาคส่วนให้ลุกขึ้นมาร่วมกันสู้ ลงมือทำเพื่อกอบกู้อนาคตประเทศไทยตั้งแต่วันนี้
            3.เพื่อระดมความคิดเห็นถึงยุทธวิธีของแต่ละภาคส่วนในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบและทุกขนาด

          นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ ชี้ว่าอุปสรรคสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชันในบ้านเรา คือความเชื่อในสังคมไทยที่ว่าการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่อุปสรรคที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า คือการยอมรับการคอร์รัปชัน หากตนเองได้ประโยชน์ หรือไม่ได้รับผลกระทบ
            สถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีแต่ทรงกับทรุดลงและกำลังก้าวสู่มหาวิกฤติคอร์รัปชัน เพราะมีการบูรณาการอย่างกว้างขวาง มีเครือข่ายทั้งระดับชาติ ท้องถิ่น นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ สื่อมวลชน องค์กรภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ



            ปัจจัยการคอร์รัปชันที่ยังไม่สามารถยับยั้ง 4 ประการ
            1.ความไม่จริงจังของรัฐบาล และฝ่ายบริหารที่จะป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันอย่างถาวร
            รัฐบาลมีนโยบายต่อรัฐสภาและต่อที่ประชุมสาธารณะว่าให้ความสำคัญต่อนโยบายและยุทธศาสตร์ป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของภาครัฐ แต่ปัจจุบันยังไม่ปรากฏเป็นที่ประจักษ์
            2.ความเห็นแก่ตัวของนักธุรกิจ ภาวะสมยอม จำยอม ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
            วิ่งเต้นเพื่อให้ได้งาน ได้เงิน ก้าวสู่วงจรอุบาทว์ด้วยความไม่เต็มใจ เพื่อความอยู่รอดของตนเอง
            3.ข้าราชการซื้อขายตำแหน่ง คนดีถูกกลั่นแกล้ง
            ข้าราชการดีๆ ถูกกลั่นแกล้ง ผลการวิจัยของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง พบว่าในวงราชการมีการซื้อตำแหน่งมากมาย ตำแหน่งสำคัญๆ ซื้อขายด้วยตัวเลขถึง 7 หลัก แน่นอนว่าเมื่อได้ตำแหน่งย่อมต้องถอนทุนคืน การทำหน้าที่จึงไม่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่เพื่อเครือญาติ พวกพ้อง เจ้านาย
            4.ปัญหาความยากลำบากในการทำงานของสื่อมวลชน
            การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในการติดตาม ขุดคุ้ย ประเด็นทุจริตคอร์รัปชันให้ประชาชนได้รับรู้ ซึ่งพบว่าสื่อส่วนหนึ่งที่ตรงไปตรงในการทำหน้าที่จะถูกกลั่นแกล้ง

            ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ  เสนอแนะว่า ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชันในระยะยาว ต้องเน้นการสร้างจิตสำนึก เน้นความใส่ใจในการต่อต้านคอร์รัปชัน และปฏิเสธการคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เพราะหากเกิดปัญหาคอร์รัปชันต่อเนื่องไปในอนาคตเชื่อว่าประเทศไทยคงจะล้มสลายได้
            "สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและความเชื่อ ต้องไม่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และเชื่อมั่นว่าการต่อสู้เอาชนะคอร์รัปชันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากทุกภาคส่วนร่วมกันทำอย่างจริงจังตั้งแต่วินาทีนี้"



ข้อคิดที่ได้:
            1. คอร์รัปชันลดลง ถ้าตัวเราต่อต้าน
            ความเชื่อที่ว่าสังคมไทยแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ ทำให้หลายคนยอมแพ้ต่อการคอร์รัปชัน อาจแสดงออกด้วยการไม่สนใจ ปล่อยปละละเลย หรือมุ่งสนใจตัวเอง ล้อมรั้วป้องกันตนเองและครอบครัว ไม่สนใจมีส่วนร่วมต่อต้านคอร์รัปชัน
            เป็นอีกเหตุผลสำคัญทำให้แนวร่วมกลุ่มคนต่อต้านคอร์รัปชันไม่มีพลังเท่าที่ควร ต้องเริ่มแก้ทัศนคติว่าแก้ได้ไม่หมด แต่ทำให้ลดน้อยลงได้ ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นได้ การล้อมรั้วป้องกันตนเองและครอบครัวไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะการคอร์รัปชันส่งผลต่อทุกคนทั้งทางตรงทางอ้อมและจะรุนแรงมากขึ้นหากแก้ไขไม่ได้ผล
            2. มือใครยาวสาวได้สาวเอา
            ผลที่ตามมาจากข้อแรกอีกประการหนึ่งคือ บางคนเข้าร่วมมีส่วนในกระบวนการคอร์รัปชันด้วย การคอร์รัปชันเกิดขึ้นในทุกกลุ่มทุกวงการ ตั้งแต่ระดับล่างถึงระดับบน
            คนที่ได้รับประโยชน์จากการคอร์รัปชันจึงมีไม่น้อย และอาจเพิ่มจำนวนมากขึ้นกว่าอดีต เห็นว่าเป็นเรื่องที่มือใครยาวสาวได้สาวเอา
            3. เปลี่ยนวิธีคิด แปลงแนวทางแก้ไข
            การคอร์รัปชันได้พัฒนาให้ซับซ้อน ตรวจสอบยาก มีระบบป้องกันตรวจจับ การจับผู้กระทำผิดจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
            แท้ที่จริงเราหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือสังคมน่าจะประเมินได้ไม่ยากว่า ประเด็นการจับผู้กระทำเรื่องคอร์รัปชันมาลงโทษได้ผลมากน้อยเพียงใด คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของคดี คิดเป็นมูลค่าร้อยละเท่าไรของตัวเลขจำนวนเงินที่ทุจริต เพื่อประเมินว่าต้องปรับปรุงหรือเปลี่ยนยุทธศาสตร์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างไร
            4. สี่ปัญหารูปธรรม ที่ยังแก้ไม่ได้
            ปัจจัยการคอร์รัปชันที่นำเสนอทั้ง 4 ข้อล้วนเป็นเรื่องเก่า เกิดขึ้นมานานแล้ว
            เหมือนนิทานเรื่องเก่าเล่าใหม่ แต่ดุเดือดเผ็ดมันกว่าเดิม บางคนอาจได้ยินได้ฟังซ้ำจนชาชินไปแล้ว ชี้ว่ามีผู้รู้ปัญหา แต่ยังแก้ไขไม่ได้
            5. ผู้มีความหวัง ยืนหยัดอยู่ได้ ร่วมใจสามัคคี
            นายประมนต์ สุธีวงศ์ เสนอแนะว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากเปลี่ยนทัศนคติ เชื่อว่าปัญหาสามารถแก้ไข ไม่ยอมรับการคอร์รัปชัน ทุกภาคส่วนร่วมมือร่วมแรง
            ต้องมีความหวัง มีความเข้มแข็ง ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่คอร์รัปชัน แสวงหาความร่วมมืออย่างไม่สิ้นสุด สามัคคีคือพลัง
------------------

บรรณานุกรม:
1. ชี้สังคมไทยเข้าสู่ยุค มหาวิกฤตคอร์รัปชัน, เดลินิวส์, วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2556 เวลา 16:34 น., http://www.dailynews.co.th/businesss/231272
2. ‘ประมนต์ชี้คอร์รัปชันมีทรง-ทรุด เผยรัฐบาลไม่จริงใจปราบปราม, แนวหน้า, วันศุกร์ ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2556, 19.56 น., http://www.naewna.com/politic/67529
3. หวั่นไทยกำลังก้าวสู่วิกฤติคอร์รัปชัน, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์, วันที่ 6 กันยายน 2556 19:45, http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20130906/528214/%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9B%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99.html
-------------------------------------


บทความแนะนำ

อี-คอมเมิร์ซที่เชื่อมโยงทั้งอาเซียน

14 พฤศจิกายน 2017 (ปรับปรุง 17 พฤศจิกายน 2017) ชาญชัย คุ้มปัญญา เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ในที่ประชุมเอเปก ลีเซียนลุง ( Lee Hsien Loon...