วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ทุจริตคอร์รัปชัน ภัยร้ายของประชาคมโลก

21 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
(ตีพิมพ์ใน คอลัมน์ “สถานการณ์โลก” ไทยโพสต์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 6103 วันอาทิตย์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2556, http://www.ryt9.com/s/tpd/1696681)
            องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) เพิ่งออกรายงานผลสำรวจการชี้วัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นทั่วโลกฉบับปี 2013 (Global Corruption Barometer 2013) ชี้ว่า คอร์รัปชันในปัจจุบันแฝงตัวอยู่ร่วมกับระบอบประชาธิปไตย อยู่ในกระบวนการยุติธรรมหลายประเทศ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในพรรคการเมือง สถาบันตุลาการ ตำรวจ และอีกหลายสถาบัน

สถานการณ์การทุจริตคอร์รัปชันทั่วโลก
            ผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งประกอบด้วยประชาชนกลุ่มต่างๆ ทั่วโลกร้อยละ 53 เห็นว่าการทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสองปีก่อน ร้อยละ 29 เห็นว่าเท่าเดิม ส่วนร้อยละ 18 เห็นว่าลดลง (อนึ่ง การสำรวจนี้กระทำกับคนทั่วโลก สถานการณ์บางประเทศอาจดีขึ้น บางประเทศอาจแย่ลง และขึ้นกับความเห็นส่วนบุคคล) ประเทศที่สถานการณ์แย่ลงมากคือ แอลจีเรีย เลบานอน โปรตุเกส ตูนิเซีย วานูอาตู (Vanuatu) และซิมบับเว ประเทศที่เห็นว่าดีขึ้นคือ เบลเยียม กัมพูชา จอร์เจีย รวันดา เซอร์เบีย และไต้หวัน ประเทศเหล่านี้ผู้ตอบแบบสอบถามกว่าสองในสามเห็นว่าแย่ลงหรือดีขึ้น
            ในด้านความร้ายแรงของปัญหา ผู้คนทั่วโลกเห็นว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาร้ายแรง บางประเทศเห็นว่าร้ายแรงมาก เฉลี่ยแล้วมีความร้ายแรง 4.1 จากคะแนนเต็ม 5 ประเทศไลบีเรียกับมองโกเลียได้คะแนนถึง 4.8 ส่วนประเทศเดนมาร์ค ฟินแลนด์ รวันดา ซูดานและสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันไม่มากได้คะแนนต่ำกว่า 3
            จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าการทุจริตในสถาบันหลักของสังคมในแต่ละประเทศมีความแตกต่าง โดยรวมแล้วสถาบันพรรคการเมืองมีการทุจริตมากที่สุด รองลงมาคือตำรวจ สถาบันศาล รัฐสภาและข้าราชการ จะเห็นได้ว่าสถาบันเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการบริหารกำกับดูแลประเทศ เป็นผู้ใช้กฎหมาย

            เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พรรคการเมืองซึ่งมีบทบาทนำเสนอนโยบาย ส่งบุคคลเป็นตัวแทนประชาชนเข้าบริหารประเทศ มีความสำคัญต่อรากฐานประชาธิปไตยแต่กลับถูกมองว่าเป็นสถาบันที่มีการคอร์รัปชันมากที่สุด โดยเฉพาะที่ประเทศกรีซ เม็กซิโก เนปาลและไนจีเรีย ที่มาของเงินทุนเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งคือประเด็นที่มีความสำคัญที่สุด  เพราะผู้ให้ทุนจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อพรรคการเมือง
            คนส่วนใหญ่คิดว่าระบบการปกครองมอบให้รัฐบาล (รวมฝ่ายนิติบัญญัติ) ทำหน้าที่นำสังคมเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นผู้วางมาตรฐาน ออกกฎหมายและใช้กฎหมาย แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเกิดคำถามสำคัญว่ารัฐบาลได้ทำหน้าที่เต็มกำลังหรือไม่ ผลการสำรวจพบว่าประชาชนทั่วโลกร้อยละ 54 เห็นว่ารัฐบาลพยายามน้อยเกินไป ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 47 จากการสำรวจเมื่อปี 2010/2011การที่รัฐบาลหย่อนยานในการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันคือหนึ่งในต้นเหตุสำคัญที่ทำให้คอร์รัปชันขยายตัว
            นอกจากนี้ประชาชนมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 54) คิดว่ารัฐบาลทำเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่มมากกว่าเพื่อผลประโยชน์ของคนทั้งประเทศ และประชาชนกว่าร้อยละ 80 ในประเทศไซปรัส กรีซ เลบานอน รัสเซีย แทนซาเนีย และยูเครนเชื่อว่ารัฐบาลบริหารโดยคนไม่กี่กลุ่มเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง

            ในบรรดาพฤติกรรมคอร์รัปชันการติดสินบนจ่ายใต้โต๊ะคือประเด็นที่รายงานสำรวจปี 2013 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เป็นเหตุทุจริตที่คนทั่วไปประสบด้วยตนเองมากที่สุด สาเหตุหนึ่งที่การติดสินบนเกิดขึ้นมากเป็นเพราะคนจำนวนมากเห็นว่าการติดต่อกับหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือคิดเป็นร้อยละ 64 ของผู้ตอบแบบสอบถามทั่วโลก บางประเทศสูงกว่าร้อยละ 80 ได้แก่ อิสราเอล อิตาลี เลบานอน มาลาวี โมร็อกโก เนปาล ปารากวัย รัสเซีย ยูเครน และวานูอาตู
            หลายคนอาจเห็นว่าการให้สินบนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับบางคนแล้วมีผลต่อชีวิตทั้งครอบครัว มีตัวอย่างว่ารัฐบาลประเทศโมร็อกโกมีนโยบายรื้อถอนชุมชนสลัมไปที่อยู่แห่งใหม่ที่รัฐจัดให้ซึ่งดีกว่า แต่เจ้าหน้าที่เรียกสินบนแลกกับการเดินเรื่อง สุดท้ายครอบครัวที่ไม่ยอมจ่ายหรือไม่มีปัญญาจ่ายกลายเป็นคนไร้บ้านหลังจากที่รัฐเข้าไปทำการรื้อถอนสลัม
            คนส่วนใหญ่เห็นว่าการจ่ายสินบนค่าน้ำร้อนน้ำชาเป็นเรื่องเล็กน้อย ประชาชนผู้มีกำลังซื้อสูงมักจะยินดีที่จะจ่าย แต่กับบางประเทศการติดสินบนลุกลามบานปลาย เม็กซิโกเป็นตัวอย่างที่ประชาชนต้องจ่ายสินบนเป็นประจำ ครอบครัวกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางต้องเสียเงินเป็นค่าสินบนถึงร้อยละ 14 ของรายได้ครัวเรือน ส่วนครอบครัวยากจนต้องจ่ายค่าสินบนถึงร้อยละ 33 ของรายได้ครอบครัว ดังนั้นคนยากคนจนคือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากสังคมที่ต้องติดสินบน
            ผลเสียของการติดสินบนไม่ใช่เพียงเรื่องที่คนต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ยังทำลายระบบประสิทธิภาพ การให้บริการอย่างเท่าเทียม ทำลายการเคารพกฎหมาย บั่นทอนความซื่อสัตย์ของทั้งสังคม
            ผลสำรวจล่าสุดพบว่าประชาชนราวร้อยละ 27 ยอมรับว่าในรอบปีที่ผ่านมาได้จ่ายสินบนแก่เจ้าหน้าที่อย่างน้อย 1 ครั้ง หรือเท่ากับว่าประชากรราวหนึ่งในสี่ของโลกได้รับผลกระทบจากการติดสินบน ผลสำรวจปีนี้สอดคล้องกับผลสำรวจสองครั้งก่อนหน้านี้ ถ้าพิจารณาเฉพาะการติดสินบนแก่หมู่ข้าราชการ ข้าราชการตำรวจคือกลุ่มที่มีปัญหามากที่สุด รองลงมาคือเจ้าหน้าที่ในศาล ประเทศที่ต้องติดสินบนตำรวจมากที่สุดคือคองโก กานา อินโดนีเซีย เคนยา ไลบีเรีย ไนจีเรีย และเซียร์ราลีโอน (Sierra Leone)

ข้อเสนอแนะจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ
            รายงาน Global Corruption Barometer 2013 ได้เสนอแนะแนวหลักทางแก้ไข ดังนี้
            ประการแรก สร้างความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือแก่สถาบัน องค์กรหลักของสังคม
            ด้วยการที่รัฐบาลต้องบริหารประเทศด้วยความเปิดเผยโปร่งใส สังคมสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ มีระบบกลไกชัดเจนเพื่อเป็นช่องทางให้สาธารณชนเข้าตรวจสอบ รัฐบาลจะต้องมีระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างที่มีมาตรฐานตาม UN Convention Against Corruption Article 9 และ OECD Principles on Enhancing Integrity in Public Procurement ส่วนข้าราชการจะต้องปฏิบัติตัวตามมาตรฐานทางจริยธรรมหรือข้อพึงปฏิบัติในการทำงาน (Code of Conduct)
            ประการที่สอง สังคมยึดมั่นนิติธรรม
            เริ่มด้วยการที่รัฐบาลปฏิรูปโครงสร้างและระบบงานของตำรวจ ป้องกันการคอร์รัปชันจากเจ้าหน้าที่ ให้สถาบันตุลาการเป็นอิสระ ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จัดให้มีระบบตรวจสอบถ่วงดุลเพื่อให้มั่นใจว่านโยบายหรือการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่ขึ้นกับกลุ่มอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
            ประการที่สาม ผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษ
            เป็นหน้าที่ของรัฐบาลต้องวางระบบเพื่อให้เกิดการป้องกัน ตรวจสอบ สืบสวน จนถึงขั้นนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกฎหมาย ไม่ปล่อยให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล จะต้องมีกลไกให้ชาวบ้านสามารถร้องเรียน เป็นพยาน
            ประการที่สี่ ระบอบประชาธิปไตยที่ใสสะอาด
            รัฐบาลต้องมีกฎหมายและบังคับใช้กฎหมายให้ระบบการเงินของพรรคการเมืองโปร่งใส ตัวพรรคการเมืองต้องสรรหาผู้สมัครที่ไม่มีประวัติเสื่อมเสีย เปิดเผยรายชื่อผู้บริจาคเงินแก่พรรคการเมือง นอกจากนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสมาชิก ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน เปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน รายได้ต่างๆ
            ประการที่ห้า ให้ประชาชนมีเครื่องมือและได้รับการปกป้องจากการต่อสู้คอร์รัปชัน
            รัฐบาลต้องมีกฎหมายคุ้มครองพยาน ผู้ให้ข้อมูลแก่รัฐ สนับสนุนการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชนเพื่อทำหน้าที่เฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชันและเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชนที่ร้องทุกข์กล่าวโทษ
            ประการที่หก บทบาทของประชาชน
            ประชาชนมีส่วนต่อต้านคอร์รัปชันได้หลายรูปแบบ เช่น ด้วยการปฏิเสธจ่ายสินบนในทุกกรณี ช่วยเป็นหูเป็นตาสอดส่องรายงานการทุจริตหรือมีเหตุน่าสงสัย องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันภาคประชาชนควรจัดรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันทั่วประเทศ มีงานวิจัยพบว่าประชาชนกว่าร้อยละ 90 ในหลายประเทศพร้อมเข้าชื่อลงนามเรียกร้องให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหา รณรงค์ไม่เลือกผู้สมัครผู้แทนราษฎรหรือพรรคการเมืองที่มีประวัติไม่โปร่งใสหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อน

            โดยรวมแล้วผลสำรวจการชี้วัดเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นทั่วโลกในปี 2013 ให้ภาพบวกว่าการพูดเรื่องคอร์รัปชันเมื่อทศวรรษ 1990 เป็นการพูดอย่างลับๆ ระหว่างคนใกล้ชิด แต่ปัจจุบันชาวบ้านส่วนใหญ่รับรู้ปัญหาและหวังจะแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนในด้านลบพบว่าการทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มมากขึ้น ประชาชนผู้ยินดีมีส่วนช่วยแก้ปัญหาลดน้อยลง
            สำหรับรัฐประชาธิปไตยผลปลายทางของการคอร์รัปชันที่ลุกลามบานปลายเรื่อยๆ คือ ระบอบที่เหลือแต่โครงสร้าง แต่เนื้อในกลายเป็นรัฐอำนาจนิยม (authoritarian state) ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ผู้นำประเทศไม่ได้ปกครองเพื่อประชาชนส่วนใหญ่แต่เพื่อประโยชน์แก่กลุ่มพรรคพวกของตน ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประเทศตกแก่คนส่วนน้อย ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่จะกลายเป็นคนยากคนจน เป็นผู้มอบความมั่งคั่งแก่คนส่วนน้อย เป็นลักษณะของความไม่เท่าเทียมอย่างหนึ่งที่คนส่วนน้อยได้ประโยชน์มาก ในขณะที่ประชาชนทั่วไปเป็นผู้แบกภาระของประเทศ
            หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นอีกประเทศจะกลายเป็น รัฐที่ล้มเหลว’ (Failed State) เป็นสภาพของ รัฐบาลที่ไม่สามารถหรือไม่ต้องการปฏิบัติตามหน้าที่หลักอันมีต่อประชาชนส่วนใหญ่ รวมทั้งคนยากจน รัฐเช่นนี้เป็นอันตรายไม่เพียงแต่ตัวเองและประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังรวมถึงประชาชนทุกหมู่เหล่าทั่วโลก เพราะประเทศที่กลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวอาจเกิดความขัดแย้งภายในจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง สังคมเต็มด้วยอาชญากร กลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศอื่นๆ ประเทศเหล่านี้จะประสบวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งจะกระทบเศรษฐกิจโลก จึงมักเป็นรัฐที่ต่างชาติเข้าแทรกแซงด้วยเหตุผลช่วยเหลือทางเศรษฐกิจหรือช่วยรักษาความมั่นคงภายในประเทศ
            บางคนอาจคิดว่าตนได้ประโยชน์จากการคอร์รัปชันไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม แต่สภาพดังกล่าวไม่ยั่งยืน ทำให้คอร์รัปชันลุกลามซึมลึก ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนและได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนผู้มีรายได้น้อย และหากคอร์รัปชันยังบานปลายเรื่อยๆ มีตัวอย่างให้เห็นจากหลายประเทศว่าสุดท้ายสังคมจะปั่นป่วนวุ่นวายอย่างหนัก เมื่อถึงวันนั้นการแก้ไขจะต้องจ่ายราคาอย่างเจ็บปวด
-----------------

บรรณานุกรม:
1. Global Corruption Barometer 2013, Transparency International, http://www.transparency.org/whatwedo/pub/, accessed 14 July 2013
2. Rupert Taylor, What is a Failed State?: Some Countries are so Dysfunctional they don’t Exist as Nations, http://global-security.suite101.com/article.cfm/what_is_a_failed_state, accessed 23 April 2010.
3. Robert I. Rotberg, Failed States in a World of Terror, Foreign Affairs, July/August 2002, http://www.foreignaffairs.com/articles/58046/robert-i-rotberg/failed-states-in-a-world-of-terror, accessed 23 April 2010.
-----------------

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดต้านคอร์รัปชันโครงการรับจำนำข้าว (2)

ความโปร่งใส ผู้พิฆาตข่าวลือ ความไม่ไว้ใจ
17 กรกฎาคม 2556
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์:
โครงการรับจำนำข้าวยังตกเป็นข่าวเด่นต่อเนื่อง ล่าสุดคือการพูดถึงประเด็นคุณภาพข้าวไทยว่าปลอดภัยแก่การบริโภคหรือไม่ หลังจากที่ไม่กี่วันก่อน นายดำรง จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวในรายการรัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน ยืนยันว่าข้าวไทยไม่มีสารพิษเจือปน หรือปนเปื้อนอย่างที่มีกระแสข่าวลือ ในทุกล็อตสินค้าส่งออกจะมีการเก็บตัวอย่างเพื่อพิสูจน์ เพื่ออ้างอิงหากสินค้าที่ส่งออกไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมาข้าวไทยที่ส่งออกไม่เคยได้รับการแจ้งเตือนว่าข้าวไทยไร้คุณภาพอันเนื่องมาจากสาเหตุที่มีสารพิษตกค้างแม้แต่ครั้งเดียว หากเรื่องดังกล่าวปล่อยไปถึงต่างประเทศ อาจกระทบต่อการส่งออกข้าวไทย
ด้าน นพ.บุญชัย สมบุญสุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า จากการนำข้าวมาตรวจรวม 160 ตัวอย่าง ล่าสุดตรวจสอบแล้วเสร็จจำนวน 107 ตัวอย่างไม่พบสารเคมี หรือสารที่เป็นอันตราย ดังนั้น ข้าวถุงจึงถือว่าปลอดภัย ส่วนตัวอย่างข้าวที่เก็บมาอีก 50 ตัวอย่างอยู่ระหว่างตรวจสอบ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะทราบผล ทั้งนี้ จากกระแสข่าวดังกล่าว อย.ต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราจะเก็บตัวอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และในระยะ 3 เดือนจะเก็บบ่อยๆ

ข้อมูลล่าสุด:
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงการตรวจสอบข้าวถุงของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ที่พบว่ามีสารรมควันตกค้างมากว่ารัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นในการตรวจสอบข้าวของทางสมาคม แต่ขอความกรุณา เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้พูดคุยกันอยู่แล้วจึงอยากให้ประสานงานกัน เพราะไม่อยากให้ต่างคนต่างออกไปทำให้เกิดความกังวลต่อประชาชน

วิเคราะห์
            1. เหนือสิ่งอื่นใดหลักการข้อแรกที่ต้องยึดถือคือรัฐมีหน้าที่ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ประเด็นคุณภาพข้าวไทยคือเรื่องรูปธรรมที่รัฐต้องดูแล ต้องไม่ลืมว่าคนไทยทั้งประเทศ 65 ล้านคนกินข้าว เรื่องคุณภาพข้าวจึงเกี่ยวข้องกับสุขภาพ ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทั้งประเทศ
            2. ปัญหาสำคัญที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เผชิญอยู่ขณะนี้คือ ประชาชนบางส่วนบางคนสงสัย ไม่ไว้ใจข้อมูลที่ทางการนำเสนอ

            3. ต้องแยกแยะระหว่าง ‘ข้อเท็จจริง’ กับ ‘ข้อสงสัย’
            ข้อเท็จจริง: ข้าวไทยส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา กินได้โดยปลอดภัย
            นายกฯ กล่าวได้ถูกต้องว่า “เรายินดีให้ตรวจสอบ เอาข้าวมาซิคะ แล้วมาเปิดตรวจสอบพร้อมกันได้เลยต่อหน้าสาธารณชน ถ้าตรวจสอบแล้วเจอ ก็ต้องไล่ไปดูที่กระบวนการว่าข้าวนั้นๆ อยู่พื้นที่ตรงไหน แต่ไม่ใช่ว่าถ้าตรวจสอบแล้วเจอความผิดปกติ จะหมายความว่าข้าวทั้งประเทศไทยใช้ไม่ได้
            ข้อสงสัยคือ: ‘ถุงไหนที่ไม่มีปัญหา’
            4. เรื่องนี้สามารถแก้ไขได้ถ้ารัฐบาล หน่วยงานกระตือรือร้น แสดงความโปร่งใส ดังที่นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่า "หน่วยงานของรัฐอย่าง อย. หรือ กรมวิทย์ฯ ควรมีการเปิดเผยชื่อตัวอย่างที่นำมาทดสอบเพื่อประโยชน์ของผู้บริโภค"
            การที่รัฐบาลไม่ชี้แจง หรือชี้แจงแบบสรุปๆ ไม่ให้รายละเอียดที่มาเพียงพอ กลายเป็น ‘ช่องโหว่’ ให้เกิดข้อสงสัยต่างๆ นานา กลายเป็นว่าบ่อยครั้งที่รัฐบาลต้องมาแก้ปัญหาทีหลัง หลังข่าวลือกระจายออกไปแล้ว เป็นเรื่อง ‘หัวหายล้อมคอก’ ซ้ำซาก
            ทั้งที่โดยข้อเท็จจริงแล้วข้าวไทยส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย อาจมีบางยี่ห้อ ข้าวบางล็อตที่มีปัญหา แต่ ‘ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง’

            5. แก้ปัญหาดีกว่าการพูดซ้ำว่า ‘ไม่มีปัญหา’
            ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามพูด พยายามชี้ให้คนไทยเห็นว่าข้าวไทยไม่มีปัญหา แต่นอกจากวิธีนี้ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากที่ควรดำเนินการร่วม เช่นพาสื่อมวลชน เอ็นจีโอ ตัวแทนกลุ่มต่างๆ เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิต ฟังการชี้แจงวิธีตรวจสอบคุณภาพของอย. เรื่องเหล่านี้ทำได้ไม่ยาก ไม่ใช้งบประมาณมากมาย บริษัทเอกชนหลายแห่งน่าจะยินดีและพร้อมให้เยี่ยมชมอยู่แล้ว เพราะโรงงานต่างๆ มีเกณฑ์มาตรฐานสามารถตรวจสอบได้ทั้งสิ้น ในทางตรงข้ามที่ใดไม่ยอมให้ตรวจสอบย่อมส่อว่าอาจมีปัญหา

            6. ทำการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
            เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคชี้ประเด็นสำคัญเรื่องนี้ว่า "เสนอให้มีการตรวจสอบดูแลเรื่องของอาหารปลอดภัยอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงแค่ช่วงเวลาที่เกิดปัญหาเป็นกระแสสังคมเท่านั้น"
            ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะข้าวแต่ละถุงแม้เป็นยี่ห้อเดียวกัน ชนิดเดียวกัน แต่ที่มาแตกต่างกัน ยิ่งหากเป็นการผลิตที่ระยะเวลาห่างกันมาก โอกาสที่ข้าวจะมาจากคนละแหล่งจะยิ่งมีมาก มาจากนาคนละแปลง เจ้าของคนละคน ปลูกคนละรอบ การดูแลข้าวที่แตกต่างกัน
            นั่นหมายความว่า ข้าวที่ผ่านการตรวจสอบวันนี้ อาจไม่ผ่านการตรวจสอบในวันหน้า เช่นเดียวกับที่บางยี่ห้อที่มีปัญหาวันนี้ วันหน้าอาจปลอดภัยไร้ปัญหาก็เป็นได้
            ดังนั้น สำคัญที่ต้องมีการตรวจสอบวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ มีหลักเกณฑ์สากลอยู่แล้ว เหมือนกับสินค้าบริโภคหลายชนิดที่เราซื้อกินทุกวัน จะบอกวันที่ผลิต lot no. ยืนยันผ่านมาตรฐานการคุณภาพ

            7. เรื่องที่เป็นกังวลแทนรัฐบาลคือ ขณะนี้ข้าวไทยจำนวนมากอยู่ในมือของรัฐบาล และกำลังอยู่ระหว่างเสนอขายต่างประเทศ ข่าวปัญหาคุณภาพจะยิ่งกลายเป็นเหตุกดดันการส่งออก กดดันราคาข้าวไทย
            8. อย่าลืมว่าคนไทย 65 ล้านคนกินข้าว และอีกไม่รู้กี่ล้านคนกินข้าวที่ส่งออกจากประเทศไทย
            9. ประเด็นคุณภาพข้าวไทยเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ว่าหลายคนในสังคมเห็นว่าโครงการรับจำนำข้าวขาดความโปร่งใส ไม่เปิดเผยข้อมูลมากพอ ทำให้ตรวจสอบไม่ได้ ก่อให้เกิดคำถาม ข้อสงสัย ข้อระแวง กลายเป็นที่มาของข้อครหาต่างๆ นานา
---------------------

บรรณานุกรม:
1. "อธิบดีกรมวิชาการเกษตร-เลขาฯ อย."ประสานเสียง"ข้าวไทย"ไร้สารพิษ, มติชนออนไลน์, 13 กรกฎาคม 2556, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1373698450&grpid=00&catid=00
2. ฉลาดซื้อเผย ข้าวสารถุงยี่ห้อไหน ไม่มีสารเคมี‏, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, 16 กรกฎาคม 2556, http://www.consumerthai.org/main/index.php?option=com_content&view=article&id=2892:2013-07-16-08-07-59&catid=264:2013-01-10-03-26-28&Itemid=52
3. 'ปู'วอนสื่อหยุดถามเรื่องข้าว! คมชัดลึก, 17 กรกฎาคม 2556, http://www.komchadluek.net/detail/20130717/163621/%E0%B8%9B%E0%B8%B9%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7!.html#.UeZBqtJWbyY
--------------------

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เกาะติดประเด็นร้อน “คดีคอร์รัปชันสเปน การทุจริตของพรรค พัวพันมาเรียโน ราโคย” (1)

15 กรกฎาคม 2013
ชาญชัย
สรุปสถานการณ์(อัพเดท 15 ก.ค. 16.00 น.)
            เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เกิดข่าวทุจริตคอร์รัปชันที่พัวพันกับนายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราโคยของสเปน เนื่องจากหนังสือพิมพ์เอล ปาอีส ตีพิมพ์เอกสารบัญชีลับที่เขียนด้วยลายมือของนายลูอีส บาร์เซนัส อดีตเหรัญญิกพรรค เนื้อหาส่วนหนึ่งของเอกสารระบุการจ่ายเงินแก่เจ้าหน้าที่ระดับแกนนำพรรคหลายคนตั้งแต่ปี 1990 โดยผิดกฎหมาย รวมทั้งนายกรัฐมนตรีราโคยได้รับเงินกว่า 332,000 ยูโรช่วงระหว่างปี 1987-2008

คืบหน้าล่าสุด: (อัพเดท 16 ก.ค. 9.00 น.)
             นายอัลเฟรโด เปเรซ รูบัลคาบา (Alfredo Pérez Rubalcaba) ผู้นำพรรคสังคมนิยม พรรคฝ่ายค้าน Socialist Party (PSOE) เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราโคยลาออกจากตำแหน่งทันที เนื่องจากสื่อ El Mundo ของสเปนรายงานข่าวว่า นายกรัฐมนตรีมาเรียโน ราโคย เคยส่งข้อความติดต่อกับนายลูอีส บาร์เซนัส ข้อความหนึ่งว่า “ลูอีส ไม่มีอะไรที่ง่ายแต่เราจะพยายามทำเท่าที่เราทำได้ จงเชิดหน้าให้สูงเข้าไว้” นายรูบัลคาบา หัวหน้าพรรคฝ่ายค้านชี้ว่าข้อความนี้ผู้อ่านตีความได้ว่านายกฯ ราโคยขอให้นายบาร์เซนัสให้การปฏิเสธในคดีคอร์รัปชัน
            นายลูอีส บาร์เซนัส ขณะนี้ถูกจองจำเนื่องจากอยู่ระหว่างการไต่สวนคดีติดสินบท คดีที่พรรคให้เงินอย่างลับๆ แก่สมาชิกพรรคซึ่งละเมิดกฎหมายเงินอุดหนุนพรรคการเมือง (Party Financing Law) เอกสารลับแสดงให้เห็นว่านายกรัฐมนตรีราโคยมีส่วนในคดีดังกล่าว โดยได้รับเงินกว่า 332,000 ยูโรช่วงระหว่างปี 1987-2008 เชื่อกันว่าเงินในบัญชีลับเหล่านี้คือเงินที่พรรคได้รับจากบริษัทต่างๆ แลกกับการได้งานของรัฐในช่วงการธุรกิจก่อสร้างกำลังเฟื่องฟู
            นายบาร์เซนัสเคยกล่าวหาว่าอัลวาโร ลาปัวร์ตา (Álvaro Lapuerta) อดีตเหรัญญิกของพรรค Popular Party (PP) อีกคนหนึ่งเป็นหัวโจกผู้คิดระบบการรับเงินจ่ายเงินที่ผิดกฎหมายนี้
            ขณะนี้ฝ่ายต่อต้านกดดันโดยสองช่องทางคือ เรียกร้องให้นายกฯ ลาออกทันที กับเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว หากรัฐบาลไม่ตอบสนองพรรคร่วมฝ่ายค้านจะเดินหน้าทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง
            ขณะนี้พรรครัฐบาล PP มี 186 ที่นั่ง ส่วนพรรคสังคมนิยมมี 110 ที่นั่ง
            ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (15 ก.ค.) นายบาร์เซนัสให้การกับผู้พิพากษาว่าเขาได้ให้เงินที่ไม่ได้รายงานตามกฎหมายแก่นายกรัฐมนตรีราโคยกับคนอื่นๆ หลังจากปฏิเสธไม่เคยกระทำความผิดใดๆ แต่นายกรัฐมนตรียังยืนในความบริสุทธิ์ของตน


วิเคราะห์(อัพเดท 16 ก.ค. 9.00 น.)
            หากวิเคราะห์ในเชิงการเมือง อาจมองว่าพรรคฝ่ายค้านพยายามบ่อนทำลายคะแนนเสียงของรัฐบาล ในยามที่พรรครัฐบาลกำลังประสบคดีทุจริตคอร์รัปชัน เป็นแนวทางสืบเนื่องตั้งแต่สื่อสเปนเสนอข่าวทุจริตในพรรครัฐบาลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในอีกมุมหนึ่งพรรคฝ่ายค้านกำลังทำหน้าที่แทนประชาชน คอยกดดันรัฐบาลและสถาบันต่างๆ ในประเทศช่วยกันต้านทุจริตคอร์รัปชัน โดยเฉพาะการคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นกับพรรคการเมืองโดยตรง
            แต่ในแง่สังคมสเปนโดยรวมแล้ว ชาวสเปนจำนวนไม่น้อยเอือมระอากับนักการเมือง เชื่อว่านักการเมืองจำนวนไม่น้อยที่ทุจริตคอร์รัปชัน
            เมื่อผนวกกับภาวะเศรษฐกิจประเทศที่กำลังตกต่ำ อัตราคนว่างงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คนเหล่านี้จึงโทษนักการเมืองว่าเป็นส่วนหนึ่งของต้นเหตุปัญหาเศรษฐกิจ และเป็นสาเหตุสำคัญที่เศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว ท้ายที่สุดผลกระทบตกแก่ประชาชน
            ราวครึ่งปีแล้วที่คดีทุจริตบัญชีลับของพรรครัฐบาล PP ตกเป็นข่าวและอยู่ระหว่างการสอบสวน เชื่อว่ายิ่งคดีมีความคืบหน้ามากเพียงไร การเมืองสเปนจะยิ่งเข้มข้น ไม่เพียงกระทบต่อสเปนแต่จะส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจอียูทั้งหมด

            การพิจารณาคดียังไม่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหาโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ในตำแหน่งบริหารประเทศต่อไป นักวิเคราะห์บางคนให้จับตาดูการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และหากพิจารณาให้ลึกไม่เพียงนักการเมืองพรรครัฐบาลเท่านั้นที่รับเงินลับจากบริษัทเอกชน ขึ้นว่าคดีจะสาวไปได้ไกลเพียงใด
            ประชาชนชาวสเปนกำลังจับตาดูเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด จากนี้ไปต้องติดตามว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะดำเนินการต่ออย่างไร ประชาชนจะมีส่วนร่วมมากน้อยเพียงไร
-------------------

บทความที่เกี่ยวข้อง:
1. มาเรียโน ราโคยถูกร้องข้อหาคอร์รัปชั่น
สื่อสเปนตีแผ่เอกสารลับแสดงข้อมูลว่านายกรัฐมนตรีราโคยได้รับเงินลับๆ กว่า 332,000ยูโรช่วงระหว่างปี 1987-2008

บรรณานุกรม:
1. Socialists demand Rajoy’s resignation, EL PAÍS, 14 July 2013, http://elpais.com/elpais/2013/07/14/inenglish/1373811412_866128.html
2. Former PP treasurer admits to authorship of secret accounting ledgers, EL PAÍS, 15 July 2013, http://elpais.com/elpais/2013/07/15/inenglish/1373895042_993397.html
3. Spain’s Premier Refuses to Resign in Fraud Scandal, NYT, 15 July 2013, http://www.nytimes.com/2013/07/16/world/europe/spain-rajoy.html?_r=0
----------------------

บทความแนะนำ

อี-คอมเมิร์ซที่เชื่อมโยงทั้งอาเซียน

14 พฤศจิกายน 2017 (ปรับปรุง 17 พฤศจิกายน 2017) ชาญชัย คุ้มปัญญา เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ในที่ประชุมเอเปก ลีเซียนลุง ( Lee Hsien Loon...